posttoday
รัฐธรรมนูญฉบับปรองดอง

รัฐธรรมนูญฉบับปรองดอง

07 มกราคม 2555

กลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้ร่วมเสวนากับสุริยะใส กตะศิลา ในรายการวิเคราะห์ข่าวของทีวีช่องหนึ่ง ในหัวข้อรายการว่า

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

กลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้ร่วมเสวนากับสุริยะใส กตะศิลา ในรายการวิเคราะห์ข่าวของทีวีช่องหนึ่ง ในหัวข้อรายการว่า “ระเบิดการเมืองในปี 2555” โดยสุริยะใสได้ฟันธงว่า รัฐบาลยิ่งลักษณ์ โดยพรรคเพื่อไทย ภายใต้การควบคุมของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร จะต้อง “รีบเร่ง” ให้มีการแก้รัฐธรรมนูญโดยเร็ว เพื่อที่จะแก้ปัญหาทุกสิ่งทุกอย่างให้จบๆ ก่อนที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์จะมี “อันเป็นไป” แต่ผู้เขียนกลับมีความเห็นแย้งว่า ยิ่งรีบเร่งให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเร็วขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งจะทำให้รัฐบาลชุดนี้หมดอายุเร็วขึ้นเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ทั้งผู้เขียนและสุริยะใสก็มีความเห็นตรงกันในเรื่องหนึ่งคือ “สิ่งที่รัฐบาลชุดนี้จะต้องทำให้จบ” นั่นก็คือการนิรโทษกรรมให้แก่อดีตนายกฯ ทักษิณและพรรคพวก ที่เริ่มมีความพยายามมาตั้งแต่การมุบมิบจะออกพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษในครั้งแรก ครั้นไม่สำเร็จ (เพราะไม่สามารถพ่วง ดร.ทักษิณ เข้าไปด้วยได้) ก็มาเอาใหม่ด้วยการที่จะเสนอพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมที่พลิกแพลงให้นุ่มนวลขึ้น ในชื่อพระราชบัญญัติปรองดอง ที่ตอนนี้ได้โยนเข้าไปให้คณะกรรมาธิการปรองดองชุดของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เอาไปศึกษา ซึ่งก็ทราบมาว่าได้โยนต่อให้คณะกรรมการกฤษฎีกาไปทำความเห็นมาเสียก่อน

นั่นก็คือการออกกฎหมายเพื่อนิรโทษกรรมอย่างที่พยายามอยู่อาจจะมีปัญหาและน่าจะไม่ทันการณ์ (แปลว่าไม่ทันใจอดีตนายกฯ ทักษิณ) คนกลุ่มนี้จึงมุ่งมาที่เครื่องมืออันใหม่ นั่นก็คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่น่าจะเร่งรัดได้ด้วยเสียงในสภาที่พรรคเพื่อไทยคุมเสียงข้างมากนั้นอยู่ ร่วมกับวุฒิสภาที่น่าจะมีพวกที่อาศัยฐานเสียงของพรรคเพื่อไทยผ่านการเลือกตั้งเข้ามาอยู่อีกไม่น้อย น่าจะทำให้การเอาชนะในสภาทำได้ไม่ยาก ในขณะที่หากจะต้องมีการทำประชามติก็ยิ่งจะสะดวก เพราะประชาชนเสียงข้างมากก็น่าจะเป็นของพรรคเพื่อไทยเช่นกัน

รัฐธรรมนูญฉบับปรองดอง

ทีนี้ถ้าจะเอาอะไรใส่เข้าไป หรือจะรื้อเอาอะไรออกก็ทำได้ง่ายๆ เช่น อยากจะวิพากษ์วิจารณ์พระมหากษัตริย์ให้สะดวกปากก็ไปแก้ไขมาตรา 8 ในรัฐธรรมนูญให้มีผลถึงมาตรา 112 ในกฎหมายอาญา หรือถ้าไม่อยากให้มีการยุบพรรคที่โกงการเลือกตั้งก็ไปแก้มาตรา 237 หรือถ้าอยากให้นักการเมืองเข้าไปแทรกแซงการทำงานของข้าราชการประจำได้ก็ไปแก้มาตรา 265 และ 266 หรือถ้าจะหักดิบกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบก็ไปแก้เอามาตรา 309 เพื่อทำให้เหมือนว่าไม่เคยมีความผิดใดๆ เกิดขึ้นกับคุณทักษิณและพรรคพวก

ตรงนี้แหละที่ผู้เขียนเห็นว่าจะนำมาสู่ความปั่นป่วนในบ้านเมือง ผู้คนที่ไม่เห็นด้วยจะออกมาคัดค้าน เพราะการแก้รัฐธรรมนูญในเรื่องดังกล่าวจะนำสังคมไทยไปสู่การปกครองแบบ “ทุชนาธิปไตย” คือเอาคนชั่วหรือความชั่วมาปกครองบ้านเมือง ที่ไม่เพียงแต่จะทำลายระบบนิติรัฐอันเป็นหัวใจของระบอบประชาธิปไตย แต่ยังจะทำลายระบบคุณธรรมแห่งสังคมมนุษย์อันเป็นแกนหลักของมนุษยชาตินั้นด้วย

หรือว่านี่เป็นความต้องการของใครบางคนที่ไม่ได้คำนึงว่าอะไรจะเกิดขึ้นในบ้านเมือง หรือจะนำระบอบอะไรมาปกครองประเทศ ขอเพียงแต่ต้องการทำให้โลกเห็นว่าตนเองมีพลังอำนาจมากมายที่จะทำอะไรก็ได้ตามใจ แม้กระทั่งการรื้อระบอบการปกครองและล้มล้างแก่นแกนต่างๆ ในแผ่นดิน !

ถ้าเป็นเช่นนั้น ความเห็นของสุริยะใสก็น่าจะถูกต้องว่าน่าจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเร็ว แต่ผู้เขียนยังมองโลกในแง่ดีว่า ในโลกนี้ไม่น่าจะมีคนที่ชั่วร้ายเลวชาติถึงขนาดนั้น ที่คิดทำร้ายได้แม้กระทั่งพี่น้องร่วมชาติและสถาบันหลักของประเทศ ที่รักษาและพัฒนาบ้านเมืองนี้มาหลายร้อยปี จึงมองว่าเขาอาจจะเพียงแค่โยนก้อนหินถามทางและสับขาหลอกอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เพียงแค่ให้มันวุ่นๆ กันเล่นๆ เอาแค่สนุกๆ แก้เซ็งยามอยู่แดนไกล

ในขณะเดียวกัน ถ้าคนคนนี้ยังมี “ธาตุดี” เหลืออยู่ในตัวบ้างก็น่าจะ “ไยดี” ถึงอนาคตของลูกหลานพี่น้องของเขาด้วย และถ้าเขาอยากเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในทำนอง “รัฐบุรุษ” ก็ยังมีโอกาสที่จะทำได้ ด้วยการชี้แนะให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นไปเพื่อประเทศชาติและคนไทยอย่างแท้จริง มากกว่าที่จะทำเพื่อตัวเขาหรือความสะใจส่วนบุคคล ที่เป็นเรื่องของ “สัตว์บุรุษ” นั้น

ผู้เขียนอยากเสนอให้มีการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ขึ้นมาทั้งฉบับ โดยยกเลิกฉบับ พ.ศ. 2550 ที่หลายคนเรียกว่า “ฉบับไล่ล่าทักษิณ” นั้นเสีย และก็ไม่ควรจะเอาฉบับ พ.ศ. 2540 มาใช้ เพราะนั่นก็ยังมีเนื้อหาที่หลอกหลอนคนไทยอยู่หลายส่วน โดยเฉพาะการเมืองภาคประชาชนแบบปลอมๆ ที่ถูกนักการเมืองเจ้าเล่ห์ใช้ล่อหลอกประชาชนให้อยู่ภายใต้อุ้งเท้า

รัฐธรรมนูญนั้นไม่ได้สำคัญอยู่ที่เนื้อหา (เพราะถึงจะเขียนดี รัดกุม อย่างไรก็อาจจะมีนักการเมืองเลวๆ บิดเบือนได้อีก) แต่อยู่ที่กระบวนการของการร่างนั้นด้วย โดยเฉพาะในยามที่บ้านเมืองมีปัญหาเป็นวิกฤต ถ้าเรารู้จักทำก็อาจจะเป็นโอกาสที่จะแก้ไขวิกฤตนั้นได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญอาจจะเนรมิตอนาคตอันสดใสให้แก่ลูกหลานของเราได้เป็นอย่างดีด้วย

ดังนั้น ที่ผู้เขียนเรียกว่า “รัฐธรรมนูญฉบับปรองดอง” จึงไม่ใช่อยู่ที่การเขียนเนื้อหาอะไรต่างๆ ลงบนกระดาษสวยๆ เพื่อให้คนเชื่อว่าจะเกิดความปรองดองเท่านั้น แต่จะต้องมีกระบวนการตั้งแต่ต้นจนจบที่จะสร้างความปรองดองให้เกิดไปโดยตลอด และที่สำคัญจะต้องให้ความปรองดองนั้นมีความยั่งยืน หรือเป็นอุดมการณ์ที่คนไทยทุกคนจะยึดมั่นไปโดยตลอดเช่นกัน

ความปรองดองจะเริ่มต้นเกิดขึ้นก็ต้อง “ปรองดองทางความคิด” กันเสียก่อน นั่นคืออย่าเพิ่งไปพูดถึงเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ แต่ต้องถามกันและเห็นชอบด้วยกันทั้งประเทศก่อนว่าจะแก้รัฐธรรมนูญเพื่ออะไร หรือเพื่อใคร ถ้าคนยังสงสัยว่าเพื่อนิรโทษกรรมให้แก่คนบางคน หรือเพื่อรื้อล้างแกนหลักบางอย่างของบ้านเมือง อย่างนี้พอเริ่มก็แตกแยกกันแล้ว แต่ถ้าตกลงกันได้ว่าแก้รัฐธรรมนูญเพื่อชีวิตคนไทยและประเทศไทยที่ดีกว่า อย่างนี้ก็จะเดินต่อไปได้

เมื่อได้กรอบแนวคิดร่วมกัน หรืออย่างที่นักรัฐศาสตร์เรียกว่า “อุดมการณ์แห่งชาติ” นั้นแล้ว ก็ดำเนินการต่อว่าจะให้ใครทำ ซึ่งถ้าหากจะอาศัยแนวคิดเรื่องการเมืองภาคประชาชนเพื่อบ่มเพาะประชาธิปไตยสมัยใหม่ ก็ต้องให้ทุกคนทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วม โดยอาจจะจัดสรรและเลือกสรรกันเข้ามาในแบบโควตาสัดส่วนอันหลากหลาย เช่น เพศ วัย อาชีพ กลุ่มสังคม ภูมิภาค และความสนใจ เป็นต้น ซึ่งอาจจะต้องมีจำนวนมากพอควร เช่น 700-800 คน และโดยจำนวนที่มากนี้ก็ให้ทำหน้าที่ในการรับฟัง ถ่ายทอด และสะท้อนความคิดเห็นของประชาชนเข้าสู่สภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยที่สภาร่างรัฐธรรมนูญควรจะมีจำนวนไม่มากที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญที่สังคมยอมรับสัก 40-50 คน ก็จะทำงานได้รวดเร็ว แต่ทั้งนี้ต้องดำเนินการตามสภาภาคส่วนของประชาชนที่อาจจะเรียกว่า “สภาปรองดอง” นั้นเป็นหลัก

หัวใจของการสร้างความปรองดองนั้นจะต้องไม่เร่งรีบหรือรวบรัด อย่างน้อยต้องให้สภาปรองดองได้ทำงานไปอย่างอิสระ ให้สภานี้นำแนวคิดต่างๆ ที่ควรใส่ในรัฐธรรมนูญนั้นไป “โน้มน้าว” ให้คนทั้งหลายได้เห็นชอบร่วมกันก่อน ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาเป็นเดือนๆ และเมื่อมีหลายประเด็นก็คงจะต้องใช้เวลาหลายเดือน บางทีอาจจะเป็นปี ซึ่งรัฐบาลนี้ยังมีเวลาอยู่ถึงอีก 3 ปีกว่า

ผู้เขียนเขียนบทความนี้ด้วยความปรองดอง ดังนั้น จึงอาจจะมีเนื้อหายืดเยื้อไปอีกสัก 2-3 ตอน เพื่อให้ได้รายละเอียดครบถ้วน จึงขออภัยท่านที่สนใจว่าคงจะต้องอดทนสักเล็กน้อย

ดูพระมหาชนกสิ ต้องใช้ความเพียรเท่าใด จึงจะว่ายข้ามมหาสมุทรนั้นได้

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท