
เลิกแตะคลังหลวง
ในที่สุดรัฐบาลก็ประกาศถอยครึ่งทางสำหรับนโยบายการโยกหนี้เงินต้นจำนวน 1.14 ล้านล้านบาท
ในที่สุดรัฐบาลก็ประกาศถอยครึ่งทางสำหรับนโยบายการโยกหนี้เงินต้นจำนวน 1.14 ล้านล้านบาท
ออกไปให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นผู้รับผิดชอบแทนที่กระทรวงการคลังปีละ 4.5-5 หมื่นล้านบาท
เป็นการถอยอย่างมีหลักหลังจากที่มีเสียงคัดค้านออกมาอย่างหนักจากหลายภาคส่วน จน กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ เข้าหารือกับประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. เมื่อวันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา
ประสาร เปิดเผยว่า จากการหารือร่วมกับรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ เมื่อวันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา รองนายกรัฐมนตรีรับปากว่า จะปรับรายละเอียดของร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนฟื้นฟูในส่วนที่ ธปท.เป็นกังวลโดยเฉพาะในมาตรา 7 ทุกวรรค
แถม กิตติรัตน์ ยังยืนยันว่า จะไม่บังคับ ธปท.ให้ส่งกำไรไปใช้หนี้จนกว่าจะหักขาดทุนสะสมครบ และจะไม่ทำให้กระทบทุนสำรองเงินตรา เงินบริจาคของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ที่อยู่ในทุนสำรองด้วย
กิตติรัตน์ ได้รับปากกับผู้ว่าการ ธปท.ว่าจะปรับปรุงในรายละเอียดในส่วนของมาตรา 7 คือ มาตรา 7 (1) ซึ่งในร่างได้ขอให้ ธปท.นำส่งเงินกำไรไม่น้อยกว่า 90% ไปชำระหนี้เงินต้นของกองทุนฟื้นฟูฯ ซึ่งมาตรานี้ ธปท.ขอให้เพิ่มเติมว่า ให้เป็นกำไรหลังจากหักขาดทุนสะสมที่มีอยู่ครบจำนวนแล้ว ซึ่งปัจจุบัน ธปท.ขาดทุนสะสมอยู่ประมาณ 4 แสนล้านบาท
ขณะที่มาตรการ 7 (2) ที่ร่างกำหนดให้โอนสินทรัพย์คงเหลือในบัญชีผลประโยชน์ประจำปีตามกฎหมายเงินตรา ไปชำระหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ โอนไม่ต้องนำกำไรดอกผลส่งเข้าบัญชีสำรองพิเศษเหมือนในปัจจุบันนั้น รัฐบาลต้องดูแลให้ไม่กระทบกระเทือนทุนสำรองเงินตรา และเงินบริจาคของหลวงตามหาบัวที่อยู่ในทุนสำรองพิเศษหรือคลังหลวงด้วย
ที่สำคัญที่สุด คือ มาตรการ 7 (3) ที่ร่างกำหนดให้โอนเงินหรือสินทรัพย์ของ ธปท.ไปใช้หนี้ตามจำนวนที่ ครม.กำหนด ซึ่ง ธปท.เห็นว่า ส่วนนี้ไม่ควรมี
เพราะเป็นการเขียนกฎหมายปลายเปิดซึ่งอันตรายยิ่งหากเปิดช่องไว้แล้วเช่นนี้รัฐบาลต่อๆ ไปแกล้งทำเป็นไม่เข้าใจ จะกลายเป็นการบังคับให้ ธปท.พิมพ์เงินไปใช้ได้
“ท่านรองนายกฯ เข้าใจข้อกังวลของ ธปท.และรับปากว่าจะแก้ไขมาตรา 7 ให้ โดยชี้แจงว่า เจตนารมณ์ของรัฐบาลไม่ได้ต้องการที่จะสร้างความลำบากให้กับ ธปท. แต่ที่ต้องออก พ.ร.ก.เพราะรัฐบาลต้องการจะดูแลให้สัดส่วนการชำระหนี้ต่องบประมาณรายปี ซึ่งกำหนดไว้ไม่เกิน 15% ของงบประมาณแต่ละปี ให้มีสัดส่วนไม่สูงเกินไป
เพราะถ้ารัฐบาลยังต้องรับภาระดอกเบี้ยจากหนี้กองทุน 1.14 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นภาระงบประมาณปีละประมาณ 4.5 หมื่นล้านบาท และต้องรับภาระดอกเบี้ยเงินกู้ที่จะกู้ใหม่มาเพิ่มเติมด้วยแล้วสัดส่วนนี้อาจจะสูงเกินไปได้
ประสาร บอกว่า เรื่องการโอนภาระดอกเบี้ยประมาณปีละ 4.5 หมื่นล้านบาทมาให้กองทุนฟื้นฟูฯ ดูแลนั้น เท่าที่ตกลงกันในเบื้องต้นขณะนี้ คือ จะขอใช้จากเงินค่าธรรมเนียมในส่วนที่สถาบันการเงินนำส่งให้สถาบันคุ้มครองเงินฝากในอัตรา 0.4% ของฐานเงินฝากทั้งระบบ มาใช้ชำระดอกเบี้ย 0.35% ซึ่งส่วนนี้คิดเป็นเงินประมาณ 3 หมื่นล้านบาท
เม็ดเงินส่วนที่เหลืออีก 1.5 หมื่นล้านบาท กองทุนฟื้นฟูฯ จะเก็บจากสถาบันการเงินเพิ่มเติม
เพียงแต่ในการเก็บเงินสมทบเพิ่มนี้ จะต้องป้องกันไม่ให้สถาบันการเงินผลักภาระมาให้ประชาชนที่เป็นผู้ฝากเงิน ผู้กู้เงิน และผู้ใช้บริการทางการเงิน
ดังนั้น จึงคาดว่าจะเก็บเงินจากสถาบันการเงินเพิ่มประมาณปีละ 9,000 ล้านบาท ซึ่งเท่ากับเงินภาษีนิติบุคคล ที่สถาบันการเงินจะจ่ายลดลงในแต่ละปีจากนโยบายของรัฐบาลที่จะลดจากภาษีนิติบุคคลให้จาก 30% ลงเหลือ 23%
ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 6,000 ล้านบาท จะให้พิจารณานำมาจากการบริหารสินทรัพย์ของกองทุนฟื้นฟูฯ ในแต่ละปี โดยที่กองทุนฟื้นฟูฯ ไม่ต้องโอนสินทรัพย์ที่อยู่ในปัจจุบันประมาณ 1.1 แสนล้านบาทไปให้กับกระทรวงการคลัง แต่ให้บริหารเอาดอกผลไปชำระหนี้ดอกเบี้ยและเงินต้นตามความเหมาะสม โดยให้ ธปท.เป็นผู้พิจารณา
ประสาร เล่าให้ฟังว่า ในส่วนของหนี้เงินต้นนั้น ได้ตกลงกับรองนายกฯ กิตติรัตน์กันว่า ให้หนี้ยังคงอยู่ ในรูปพันธบัตรรัฐบาลตามเดิม เพราะเราได้เรียนท่านรองนายกฯ แล้วว่า หากต้องการต้นทุนต่ำที่สุด พันธบัตรใหม่ที่ออกมาเพื่อช่วยเหลือกองทุนฟื้นฟูฯ เดิมที่จะครบกำหนดชำระคืนในปีนี้ประมาณ 3 แสนล้านบาท ควรจะออกเป็นพันธบัตรรัฐบาลต่อไป เพราะภาระดอกเบี้ยจะถูกที่สุด
รองนายกฯ กิตติรัตน์ ก็บอกว่า ถ้ายังไม่มีทางแก้ไข หรือชำระคืนในช่วงนี้ก็สามารถออกเป็นพันธบัตรรัฐบาลต่อไปก่อนได้ เพราะระดับหนี้สาธารณะในปัจจุบันของรัฐบาลยังอยู่ในระดับที่ไม่สูงนัก ประมาณ 40% ของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) เหลือช่องทางที่จะก่อหนี้ได้มากถึง 2 ล้านล้านบาท
เพียงแต่รองนายกฯ กิตติรัตน์ขอให้ ธปท.รับปากว่าจะเร่งหาแนวทางมาชำระหนี้เงินต้นคืนโดยเร็ว
“เรื่องนี้ เท่าที่ผมได้หารือกับคุณธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง พยายามที่จะกำหนดเวลาในการชำระหนี้เงินต้น 1.14 ล้านล้านบาทให้หมด โดยตั้งเป้าว่า ธปท.จะต้องพยายามคืนให้ครบภายใน 25 ปี นับจากปีนี้ และถึงแม้ว่าตอนนี้รัฐบาลจะไม่ได้กำหนดชัดเจน ถึงแนวทางการชำระคืนเงินต้น และเข้มงวดที่จะโอนเงินต้นมาไว้ที่กองทุนฟื้นฟูฯ แต่ ธปท.จะต้องพยายามที่จะหาแนวทางเพิ่มเติมในการหาเงินมาชำระหนี้เงินต้นต่อไป” ประสาร ชี้แจงด้วยความโล่งอก
ขณะที่ อัชพร จารุจินดา เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เปิดเผยว่า กฤษฎีกาฯ อยู่ระหว่างปรับปรุงรายละเอียดร่าง พ.ร.ก.ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนฟื้นฟูฯ ให้มีความชัดเจน และจะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี อนุมัติในสัปดาห์หน้า
ของร้อนที่รัฐบาลนำมาถืออยู่ในมือจึงคลี่คลายลงไปไม่น้อย







