
ต้องยอมรับ
คดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางมาถึงจุดสิ้นสุด โดยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีกำหนดนัดอ่านคำพิพากษาในวันที่ 26 ก.พ. ซึ่งสังคมไทยได้มีการพูดถึงคดีนี้อย่างกว้างขวางในหลากหลายมิติจนเกิดความสับสน มีทั้งการปล่อยข่าวเรื่องเงินสินบน 5,000 ล้านบาท มีทั้งการถกเถียงกันในหลายเวทีเกี่ยวกับผลของคดีที่จะออกมา ซึ่งทั้งหมดล้วนแต่เป็นการคาดการณ์กันไปเอง เพราะดุลยพินิจในการตัดสินคดีเป็นขององค์คณะผู้พิพากษาทั้ง 9 ท่าน ที่ไม่มีใครจะอาจล่วงรู้ได้
ตลอดเวลาที่ผ่านมากลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองหลายกลุ่มได้ฉกฉวยผลประโยชน์จากคดีดังกล่าวไปเป็นประโยชน์ทางการเมืองให้กลุ่มของตัวเอง โดยนำเสนอข้อมูลหรือแง่มุมของคดีเฉพาะในส่วนที่ตัวเองได้ประโยชน์ เพื่อแสวงหาแนวร่วมและโจมตีฝ่ายตรงข้ามกันไปมาตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ไม่เว้นแม้กระทั่งการกล่าวหาเรื่องเงินสินบนจำนวนมหาศาล และมีการนำไปใช้ขยายผลทางการเมืองมาเป็นระยะ จนเกิดรอยร้าวในสังคม
อย่างไรก็ตาม เมื่อคดีเดินทางมาถึงจุดสิ้นสุดโดยคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สังคมก็จะต้องรับฟังอย่างมีสติ และใช้วิจารณญาณในการฟังคำชี้แจงของศาลด้วยใจที่เป็นกลาง และยอมรับคำตัดสินขององค์คณะผู้พิพากษา เพราะศาลฎีกาคือศาลสูงสุดของประเทศไทยซึ่งสถิตไว้ซึ่งความยุติธรรมและกระบวนการยุติธรรมของไทยก็มีความเที่ยงตรงและเที่ยงธรรมเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ อีกทั้งอำนาจตุลาการก็เป็นองค์กรที่เป็นเสาหลักในการค้ำยันระบอบประชาธิปไตย
ทั้งนี้ ไม่ว่าคำพิพากษาจะออกมาอย่างไร ทุกฝ่ายจะต้องยอมรับคำตัดสินและไม่นำคำพิพากษาไปขยายผลเพื่อประโยชน์ทางการเมืองของฝ่ายตน โดยมีเป้าหมายเพื่อเอาชนะทางการเมืองเพื่อแย่งชิงอำนาจรัฐมาเป็นของตน หรือสร้างความเสื่อมเสียให้กับฝ่ายตรงข้าม โดยไม่สนใจว่าผลกระทบจากความปั่นป่วนสร้างสถานการณ์หรือความวุ่นวายทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นจากการนำคำพิพากษาไปขยายผลเพื่อตนเองและพวกพ้อง จะส่งผลเสียหายกับประเทศชาติอย่างไร
หากทุกฝ่ายยอมรับคำตัดสินของศาลและยุติการเคลื่อนไหว หยุดการปลุกระดมประชาชนออกมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อแสวงหาอำนาจมาเป็นของตัวเอง ปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองก็จะยุติลงได้ไม่ยาก และเมื่อสถานการณ์ทางการเมืองสงบ ความเชื่อมั่นของต่างชาติที่มีต่อประเทศไทยก็จะกลับคืนมาได้ในเวลาอันสั้น และเมื่อต่างชาติมีความเชื่อมั่น การลงทุนก็จะกลับเข้ามาในประเทศทำให้เศรษฐกิจของไทยเดินหน้าต่อไปได้ ประชาชนก็จะได้มีโอกาสลืมตาอ้าปากและร่วมกันสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศ เพื่อกลับเข้าสู่การแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างสมศักดิ์ศรีของความเป็นไทย







