
‘สุขุมพันธุ์’ชี้50ปีกทม.จมน้ำ
สาเหตุแผ่นดินทรุดน้ำทะเลสูงวิศวกรนาซาย้ำน้ำไม่ท่วมซ้ำที่
สาเหตุแผ่นดินทรุดน้ำทะเลสูงวิศวกรนาซาย้ำน้ำไม่ท่วมซ้ำที่
“สุขุมพันธุ์” คาดอีก 50 ปี กทม.เสี่ยงจมทั้งเมือง
ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวในหัวข้อ “การช่วยกรุงเทพมหานครจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ว่า กทม.มีความท้าทายจะทำอย่างไรให้เมืองพัฒนาอย่างยั่งยืน ท่ามกลางความไม่แน่นอนในการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ
ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวว่า กทม.อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลเพียง 1 ม. มีพื้นที่ติดทะเล จากนี้หาก กทม.มีดินทรุด 1 ซม.ต่อปี และระดับน้ำทะเลสูงขึ้น 1.3 ซม.ต่อปี จึงคาดว่าภายใน 50 ปี กทม.จะจมน้ำได้
ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวอีกว่า การแก้ปัญหาดังกล่าวจะต้องร่วมมือกับรัฐบาลและจังหวัดปริมณฑลในการทำผังเมืองและการบริหารจัดการน้ำ เพราะเหตุการณ์น้ำท่วมเกิดบริเวณ จ.นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี จึงต้องวางแนวทางป้องกันร่วมกัน
“ที่ผ่านมาแนวคิดการรับมือปัญหาธรรมชาติคือ การต่อสู้กับธรรมชาติจากนี้ 20-30 ปี อาจจะไม่มีการต่อสู้กับธรรมชาติ จึงต้องปรับแนวคิดให้อยู่กับธรรมชาติได้ เช่น ในอดีตมีการปลูกบ้านยกสูงเพิ่มหนีน้ำท่วม ดังนั้นภูมิปัญญาท้องถิ่นอาจทำให้เราอยู่รอดได้” ผู้ว่าฯ กทม. กล่าว
ด้านนายก้องภพ อยู่เย็น วิศวกรไทยในองค์การนาซา เปิดเผยระหว่างการบรรยายเรื่อง “ภัยพิบัติที่จะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในปี 2012” จัดโดยการประปานครหลวง ว่า ภายในปี 2555 มีแนวโน้มจะเกิดภัยธรรมชาติหลายรูปแบบขึ้นทั่วโลก เพราะในปี 2012–2014 จะเกิดปรากฏการณ์พายุสุริยะที่จะส่งผลกระทบต่อโลกจนทำให้เกิดภัยพิบัติขึ้น
สำหรับประเทศไทยในปีนี้อาจจะเกิดอุทกภัยขึ้นอีกทั้งในฤดูกาลและนอกฤดูกาลหรือเกิดแบบฉับพลัน โดยสามารถเกิดขึ้นได้ทุกภาคที่ได้รับน้ำฝน จึงให้ประชาชนติดตามความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ เพื่อเตรียมรับมือในกรณีฉุกเฉินหรือการอพยพ
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าเมื่อมีการเกิดภัยพิบัติแล้วจะไม่เกิดซ้ำในที่เดิมอีก เพราะมีการถ่ายเทพลังงานออกไปแล้ว การเกิดน้ำท่วมหนักหรือน้ำท่วมใหญ่อาจเกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้านแทน ส่วนเหตุการณ์แผ่นดินไหวทั่วโลกจะยังคงมีความเสี่ยงเช่นเดิมคือ ปีละ 2-3 ครั้ง แต่ระบุไม่ได้ว่าจะเกิดขึ้นบริเวณใด เป็นหน้าที่ของกรมทรัพยากรธรณีต้องเตือนภัยประชาชนล่วงหน้า
ทั้งนี้ ปรากฏการณ์พายุสุริยะเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะถ่ายเทพลังงานความร้อนและพลังงานไฟฟ้ามายังโลก ขณะเดียวกันสนามแม่เหล็กโลกที่เป็นเหมือนเกราะป้องกันรังสีในขณะนี้หดตัวและอ่อนกำลังลง อีกทั้งมีรูรั่ว ความร้อน และประจุไฟฟ้าจึงเข้ามายังโลกมากขึ้น ทำให้เกิดความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศและเกิดภัยพิบัติบนโลกมากขึ้นด้วย







