
แบงก์ค้านแหลก
ชาติชาย พยุหนาวีชัย รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า
ชาติชาย พยุหนาวีชัย รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า
การเรียกเก็บเงินนำส่งจากสถาบันการเงินเพิ่มขึ้นเพื่อนำไปใช้หนี้ที่เกิดในอดีตของรัฐบาล ถือเป็นการนำเงินไปใช้ไม่ตรงวัตถุประสงค์ที่ควรนำไปใช้คุ้มครองผู้ฝากเงินในยามเกิดวิกฤต นอกจากนี้ยังทำให้ธนาคารมีต้นทุนเพิ่มขึ้น ซึ่งภาระในส่วนนี้จะต้องนำไปคำนวณในการปล่อยเงินกู้ อย่างไรก็ตาม ธนาคารคงต้องปฏิบัติตามหากเป็นข้อบังคับจาก ธปท.
“ปัจจุบันเงินนำส่งในสถาบันคุ้มครองเงินฝากมีอยู่ราว 2.9 หมื่นล้านบาท ขณะที่ภาระดอกเบี้ยกองทุนฟื้นฟูฯ อยู่ที่ประมาณ 4.5 หมื่นล้านบาทต่อปี ดังนั้นการเก็บเงินนำส่งที่อัตรา 0.60.7% จึงน่าจะเพียงพอ ไม่จำเป็นต้องเก็บถึง 1% นอกจากนี้รัฐบาลควรเรียกเก็บเงินนำส่งจากสถาบันการเงินของภาครัฐที่มีเงินฝากอยู่ราว 2 ล้านล้านบาทด้วย เพื่อไม่ให้ธนาคารพาณิชย์เสียเปรียบในการแข่งขัน” ชาติชาย กล่าว
เช่นเดียวกับ บุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า หากมีการเร่งเก็บเงินนำส่งเพิ่มจากสถาบันการเงินจริง จะส่งผลให้ธนาคารมีต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งในท้ายที่สุดก็จะไปกระทบกับลูกค้าเงินกู้ ลูกค้าเงินฝาก และลูกค้าธุรกรรมทางการเงิน







