
แดงแบ่งรับแบ่งสู้แก้ม.112
เปิดความเห็นแกนนำเสื้อแดง "คิดอะไร-เตรียมทำอะไร" เกี่ยวกับประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112
เปิดความเห็นแกนนำเสื้อแดง "คิดอะไร-เตรียมทำอะไร" เกี่ยวกับประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112
โดย...ทีมข่าวการเมือง
การแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หรือมาตรา 112ของประมวลกฎหมายอาญา ยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องถกเถียงกันข้ามปี
ทั้งนี้ กฎหมายดังกล่าวถูกมองว่าเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้การเมืองเกิดความขัดแย้งบานปลายจนถึงทุกวันนี้ ด้วยโทษที่อยู่ระหว่าง 3-15 ปี ไปจนถึงหลักการที่ให้ประชาชนผู้ใดก็ได้สามารถเป็นผู้ฟ้องร้องผู้อื่นว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพได้ด้วยตัวเอง ทำให้ถูกมองว่ามาตรา 112 กลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองมากกว่าจะเป็นกฎหมายสำหรับปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์หรือไม่
แต่เมื่อถูกพูดถึงกันมากขึ้นก็มีปฏิกิริยาตอบกลับจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก กลุ่มสยามสามัคคี และกลุ่มของ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์แกนนำกลุ่มเสื้อหลากสีขึ้นมาทันที เนื่องจากการแก้ไขหรือการยกเลิกมาตรา 112 อาจเข้าทางกลุ่มที่ต้องการ “ล้มสถาบัน” และทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ที่เป็นศูนย์กลางของสังคมและวัฒนธรรมไทยมาเป็นเวลาช้านานถูกทำให้สั่นคลอนลงไปด้วย จึงเป็นที่มาของการตอบโต้ทางความคิดอย่างหนักหน่วงในช่วงที่ผ่านมา และยังขยายวงต่อไปอีกเมื่อเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาและผู้แทนของสหภาพยุโรปเองก็มีปฏิกิริยาไม่เห็นด้วยต่อการบังคับใช้มาตรา 112 ที่เข้มข้น
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายรัฐบาลกลับออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างชัดเจนว่าจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการแก้ไขมาตรา 112 อย่างเด็ดขาด ขณะที่ฝ่ายคนเสื้อแดงเองยังคงสงวนท่าที ด้วยการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว
โพสต์ทูเดย์ มีโอกาสได้พูดคุยกับเครือข่ายคนเสื้อแดงว่าขณะนี้พวกเขาคิดอะไร และจะดำเนินการอย่างไรบ้างเกี่ยวกับมาตรา 112 ที่จะเป็นประเด็นร้อนตลอดทั้งปีนี้
ธิดา ถาวรเศรษฐ์ รักษาการประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เปิดเผยถึงประเด็นดังกล่าวว่า ขณะนี้กลุ่ม นปช.ไม่ได้เงียบหรือเลือกที่จะสงวนท่าที เพียงแต่ขณะนี้ขั้นตอนการแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ กฎหมายอาญา มาตรา 112 ทั้งที่คณะนิติราษฎร์เสนอ และคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) เสนอออกมา ล้วนเป็นประโยชน์ต่อสังคมไทยและควรนำไปวิเคราะห์ถกเถียงกันให้มากยิ่งขึ้น
โดยเฉพาะรายงานของ คอป. ที่นำเสนอออกมาเมื่อวันที่ 30 ธ.ค. ก็เห็นว่ามีความละเอียด ชัดเจน และเป็นที่แน่ชัดว่าแม้ คอป. จะไม่ได้เป็นคนเสื้อแดง แต่ก็ยังมีข้อเสนอให้แก้ไขมาตรา 112 ออกมา ฉะนั้นเมื่อมีข้อเสนออย่างนี้แล้ว ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการเอง ก็ควรจะรีบนำไปวิเคราะห์และหาข้อสรุปของตนเองเช่นกัน เพราะฉะนั้นหมดเวลาแล้วที่จะมาใส่ร้ายคนที่เสนอให้แก้ไขมาตรา 112 เพียงอย่างเดียวอย่างที่เกิดขึ้นในอดีต
“สังคมไทยต้องการเวลาสำหรับคิดให้ตกผลึกร่วมกัน เพราะฉะนั้นเมื่อมีข้อเสนอออกมาแล้ว แต่ละฝ่าย รวมถึงรัฐบาลเองก็ควรจะออกมาตอบคำถามให้สังคมเห็นว่า สิ่งที่คณะนิติราษฎร์และคอป.เสนอออกมานั้น เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไร และควรจะแก้ไขหรือไม่ มากกว่าที่จะไร้ทิศทางเหมือนกับในอดีต” ธิดา กล่าว
ส่วนบทบาทของกลุ่ม นปช. ต่อการแก้ไขมาตรา 112 นั้น รักษาการประธาน นปช. กล่าวว่า ขณะนี้คนเสื้อแดงยังคงเคลื่อนไหวเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 เท่านั้น ยังไม่ได้รวมไปถึงการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่ทางคณะนิติราษฎร์เคลื่อนไหวอยู่ ทั้งนี้ คนเสื้อแดงเองมีจำนวนหลายล้านคน บาง กลุ่มอาจจะอยากให้แก้ ขณะที่บางกลุ่มก็ไม่อยากให้แก้เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นก็เป็นเวลาที่คนเสื้อแดงจะนำข้อเสนอไปพิจารณาและหาความรู้ร่วมกัน แต่จุดสำคัญอยู่ที่ว่าฝ่ายที่เป็นผู้ชี้นำสังคมนั้น จะตัดสินในเรื่องนี้อย่างไร
ด้าน ขวัญชัย ไพรพนา แกนนำกลุ่มแดงรักเจ้า กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านมาตรา 112 อย่างที่คนเสื้อแดงและนักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์เคลื่อนไหวอยู่ขณะนี้ เนื่องจากเท่าที่มองเห็นล้วนมีเป้าหมายทางการ เมืองและต้องการเงินทุนเท่านั้น และก็ยังไม่เห็นประโยชน์ของการแก้ไขที่แท้จริง เนื่องจากสถาบันพระมหากษัตริย์ยังคงเป็นศูนย์กลางของสังคมไทย ในช่วงนี้จึงขอจับตามองอย่างห่างๆ ว่าจะมีข้อเสนออะไรที่เป็นเรื่องใหม่เพิ่มเติมมาอีกบ้าง ซึ่งเท่าที่เห็นอาจใช้เวลานาน 3-4 เดือนกว่าจะได้ข้อสรุป
“ที่ผ่านมากลุ่มเสื้อแดงที่เคยอยู่กับผม 4-5 คน ก็ล้วนเข้าไปอยู่กับกลุ่มต่อต้านมาตรา 112 แล้วหันมาแว้งกัดผม ทำให้รู้ว่ากลุ่มเหล่านี้ไม่ได้ต้องการการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างอื่นนอกจากเรื่องเงิน ซึ่งแดงรักเจ้าและกลุ่มแดงอุดรของผมคงจะขอเคลื่อนไหวเพื่อถวายความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ต่อไป มากกว่าที่จะไปเคลื่อนไหวในเรื่องผลประโยชน์แบบนี้” ขวัญชัย ระบุ
ขณะที่ สงวน พงษ์มณี สส.ลำพูน พรรคเพื่อไทย แสดงความคิดเห็นว่า การแก้ไขมาตรา 112 ควรมองถึงจุดมุ่งหมายให้สังคมหลุดพ้นจากความกลัว คือ กล้าวิพากษ์วิจารณ์ได้ และต้องชัดเจนเรื่องโทษความผิดว่ามีความรุนแรงเกินไปหรือไม่ ทั้งนี้ อยากให้มองในประเด็นความเสมอภาคของรัฐธรรมนูญเป็นสำคัญ ซึ่งหลักการคือต้องให้การศึกษากับประชาชนถึงเรื่องสิทธิการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญาควบคู่ไปด้วย แต่สิ่งที่เป็นห่วงมากที่สุดคือเมื่อมีการนำเสนอประเด็นแก้มาตรา 112 มากขึ้น จะทำให้ถูกประชาชนตีความกว้างไปกว่าเรื่องของความยุติธรรมทางกฎหมาย ไปสู่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมจารีตอื่นๆ
ส่วนข้อเสนอของคณาจารย์คณะนิติราษฎร์ที่ออกมานั้น สงวน กล่าวว่า ยังนำเสนอไม่ครบถ้วนในหลายประเด็น แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าคณะนิติราษฎร์ชั่วร้าย เพราะเป็นความคิดเห็นของนักวิชาการกลุ่มหนึ่ง แต่ต้องถามกลับว่าข้อเสนอเหล่านี้จะเข้าทางใครหรือไม่ เพราะการกล่าวถึงมาตรานี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน และยังไม่สามารถแก้ได้ในเวลาอันใกล้นี้แน่นอน
สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักวิชาการกลุ่มเสื้อแดง กล่าวว่า โดยส่วนตัวเห็นว่าควรยกเลิกมาตรา 112 เพราะหากมั่นใจในคุณงามความดีของสถาบันพระมหากษัตริย์ใครจะพูดไม่เหมาะสมก็คงไม่กระทบกระเทือน เปรียบเสมือนมดโยกไม้ใหญ่ โยกอย่างไรก็ไม่สะเทือน และยิ่งกว่านั้นหากมีใครหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ พระมหากษัตริย์ก็ทรงเปี่ยมไปด้วยอภัยทานอยู่แล้ว เมื่อทรงให้อภัยทุกอย่างก็จบ
นักวิชาการชื่อดังกล่าวอีกว่า ขณะนี้ศูนย์กลางเกี่ยวกับประเด็นการแก้ไขมาตรา 112 อยู่ที่ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ ซึ่งข้อเสนอที่ออกมาก็ถือว่ามีความชัดเจนในตัวอยู่แล้ว โดยการทำให้มีความชัดเจนเรื่องการดูหมิ่น อาฆาตมาดร้าย
แม้คนเสื้อแดงจะออกมาปฏิเสธขอไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว แต่ต้องยอมรับว่านี่คือระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่รัฐบาลต้องเป็นผู้รับหน้าเสื่อในการนำข้อเสนอจากทุกฝ่ายไปประมวลเข้าด้วยกันเพื่อตัดสินใจ เพราะผลที่สะท้อนกลับมานั้นคือชนวนความขัดแย้งชนวนใหญ่ และทุกก้าวย่างต้องเดินหน้าต่อด้วยความระมัดระวังแทบทั้งสิ้น







