
สร้างอนาคตประเทศไทย
ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องทบทวนว่า โครงการสร้างพื้นฐานยุคใหม่มีอะไรบ้าง ฐานการผลิตใหม่จะอยู่ที่ไหน
“ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องทบทวนว่า โครงการสร้างพื้นฐานยุคใหม่มีอะไรบ้าง ฐานการผลิตใหม่จะอยู่ที่ไหน
อุตสาหกรรมในอนาคตเป็นอย่างไร การประกันภัยในระดับประชาชนต้องเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนไทย ในขณะที่อนาคตประเทศอยู่ที่การบริหารจัดการน้ำ” อาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวถึงเค้าโครงอนาคตประเทศ
อาคม อธิบายว่า กรอบการสร้างอนาคตประเทศ ประกอบด้วย 5 ด้าน ซึ่งแต่ละด้านจะมีความเชื่อมโยงและสัมพันธ์กัน ส่วนรูปแบบโครงสร้างพื้นฐานขนส่งที่จะมีการลงทุนนั้น นอกจากปรับปรุงระบบโครงข่ายถนนที่มีอยู่แล้ว ไทยจำเป็นต้องลงทุนสร้างถนนไฮเวย์หลักเพิ่มเติมจากที่มีอยู่คือ ถนนพหลโยธิน ซึ่งเป็นถนนสายหลักแนวเหนือใต้ และถนนมิตรภาพ ที่เป็นถนนสายหลักแนวตะวันออกตะวันตก การสร้างระบบขนส่งทางน้ำ โดยการขุดลอกแม่น้ำเจ้าพระยา หรือสร้างลำคลองสายใหม่
“โครงข่ายคมนาคมเชื่อมเมืองเศรษฐกิจต้องสะดวก แต่ละเมืองต้องมีคอนเซปต์ของเมือง สร้างจุดเด่น และวางโครงสร้างพื้นฐานให้สอดคล้อง เช่น จ.นครนายก เราอาจให้เป็นเมืองการศึกษา แต่วันนี้ถ้าเราจะไปต้องใช้เส้นทางที่รถติดมากและเคยมีปัญหาน้ำท่วมด้วย เราต้องมองเจเนอเรชันใหม่ของโครงสร้างพื้นฐานด้วย” อาคม กล่าว
ขณะที่อุตสาหกรรมที่ไทยเก่งอยู่แล้ว เช่น ปิโตรเคมี ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ไทยต้องรักษาไว้และขยายฐานการลงทุนออกไป และสำคัญที่สุดไทยต้องดึงหัวใจเทคโนโลยีของแต่ละอุตสาหกรรมมาไว้ที่ไทยให้ได้ เช่น วันนี้อุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ได้ย้ายฐานการวิจัยพัฒนาและแล็บมาไทยแล้ว และวันข้างหน้าไทยต้องดึงต้นทางแห่งเทคโนโลยีมาที่เมืองไทย ทำให้ไทยเป็นฐานผลิตสินค้า “มัลติแบรนด์”
“อุตสาหกรรมที่จะอยู่รอดได้ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีเขาต้องรู้ว่าเทคโนโลยีจะไปอย่างไร เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า ถ้าเรารู้ว่าจอแบนมีระดับพัฒนาล่วงหน้าอย่างไร เราก็จับตรงนั้น แต่การมองเทคโนโลยีไปถึงอนาคตเป็นเรื่องยาก หากเราอยากรู้เราต้องดึงหัวใจที่เป็นต้นเทคโนโลยีมาที่นี่ เราจึงจะแข่งในโลกได้” อาคม ระบุ
ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นอนาคตที่ไทยต้องเดินไป เพราะการใช้ความคิดสร้างสรรค์สินค้าที่แตกต่าง มีดีไซน์ ใช้วัตถุดิบที่แตกต่างจะมีผลต่อราคาและการแข่งขันได้กับสินค้าในอุตสาหกรรมเดียวกัน และการดีไซน์ยุคใหม่ต้องมองแบบองค์รวม ไม่ใช่มองสินค้าเป็นชิ้น เช่น ห้องน้ำ หากมีการเซตรูปแบบสุขภัณฑ์ให้กลมกลืนกัน มีดีไซน์ สร้างความสุขและความพึงพอใจให้คน ราคาสินค้าก็เพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกันในยามวิกฤตเราจะเห็นความสำคัญของอุตสาหกรรมประกันภัยทันทีว่า เราต้องสร้างระบบประกันภัยของประเทศ เพื่อรองรับยามฉุกเฉินและปกติ เช่น วันนี้เราเตรียมตั้งกองทุนประกันภัย แต่ระยะยาวธุรกิจประกันต้องแยกเป็น 2 ระบบ คือ การประกันภัยเชิงพาณิชย์ และการประกันภัยในระดับประชาชนต้องมี ซึ่งยอมรับว่าวันนี้คนไทยไม่ค่อยทำประกันภัย ถ้าไม่บังคับก็ไม่ทำ เวลามีภัยพิบัติรัฐบาลต้องรับภาระไว้ทั้งหมด” อาคม กล่าว
อาคม กล่าวว่า แนวคิดการสร้างระบบประกันภัยในระดับครัวเรือน เป็นการ สร้างระบบชดเชยกรณีที่ประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากภัยพิบัติต่างๆ ไม่ใช่ว่าเมื่อเกิดภัยพิบัติใดก็ตามรัฐบาลต้องจ่ายฝ่ายเดียว และเมื่อระบบประกันภัยครอบคลุมคนไทยทุกคน รัฐบาลจะลดภาระงบประมาณได้มากแต่ก็ไม่ง่าย เพราะไม่มีบริษัทประกันเอกชนยอมรับความเสี่ยงตรงนี้ จึงต้องมีบริษัทประกันภัยของรัฐเข้าไปรับประกันตรงนี้
อาคม ยอมรับว่า การเดินหน้าสู่อนาคตที่วางไว้ดังกล่าว จำเป็นต้องมีแผนแม่บทที่เป็นที่ยอมรับ มีองค์กรและสำนักงานที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนแผนในระยะยาว การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลต้องไม่มีผลกระทบต่อแผนงานและการลงทุนเพื่อสร้างอนาคตประเทศ รวมทั้งมีแหล่งเงินสำหรับการลงทุน ซึ่งที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติหลักการจัดตั้งกองทุนสร้างอนาคตประเทศ 3.5 แสนล้านบาท
“การเดินไปสู่จุดนั้นต้องมีแผนหรือมาสเตอร์แพลนลงทุนต้องมีองค์กรที่ผลักดัน ทั้งองค์กรจัดการน้ำและองค์กรเพื่อลงทุนสร้างประเทศ ซึ่งบางประเทศมีการออกกฎหมายฟื้นฟูประเทศ มีองค์กรกำกับ มีงบประมาณแยกต่างหากจากงบปกติ เพื่อให้แน่ใจว่าแม้การเมืองเปลี่ยน แต่จะมีคนดูแลให้โครงการเกิดขึ้น” อาคม กล่าว
อาคม กล่าวทิ้งท้ายว่า แม้การลงทุนสร้างอนาคตประเทศต้องใช้เวลา และอยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง แต่ส่วนตัวมั่นใจว่าสิ่งที่ กยอ.วางไว้ต้องสำเร็จ เพราะอย่างน้อยจะมีการเสนอแผนลงทุนอนาคตให้ ครม.อนุมัติ มีการตั้งองค์กรกำกับดูแล ขณะที่วิกฤตครั้งนี้แตกต่างจากทุกครั้ง มีความเสียหายมาก หากไม่ทำอะไร แล้วจะเอาความเชื่อมั่นมาจากไหน
“ไม่ใช่น้ำลด สร้างใหม่แล้วจบ จะใช้เวลา 10 ปี ใช้เงินเป็นล้านล้านบาทหรือไม่ ผมไม่ทราบ แต่วันนี้เราต้องมองถึงอนาคตประเทศ” อาคม กล่าวทิ้งท้าย







