
โพลABACยกปู-มาร์คที่สุดคนการเมือง54
เอแบคโพลล์เผย "ยิ่งลักษณ์-อภิสิทธิ์" ที่สุดคนการเมืองปี54 คนส่วนใหญ่หวังเห็นขรก.-นักการเมืองซื่อสัตย์ เชื่อแก้รัฐธรรมนูญไม่ลดความขัดแย้ง
เอแบคโพลล์เผย "ยิ่งลักษณ์-อภิสิทธิ์" ที่สุดคนการเมืองปี54 คนส่วนใหญ่หวังเห็นขรก.-นักการเมืองซื่อสัตย์ เชื่อแก้รัฐธรรมนูญไม่ลดความขัดแย้ง
นายนพดล กรรณิกา ผอ.สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ กล่าวถึงผลสำรวจเรื่อง "ที่สุดแห่งคนการเมืองปีที่ผ่านมา และความหวัง ความกลัวของประชาชนในปีใหม่นี้" พบว่า นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่ชื่นชอบที่สุดพบว่า อันดับแรก 77.7% ระบุเป็น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในขณะที่รองลงมาอันดับที่สองได้แก่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง 13.9% ขณะที่นักการเมืองฝ่ายค้านอันดับแรก 74.9% นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รองลงมาได้แก่ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์
ขณะที่พฤติกรรมของข้าราชการและนักการเมืองที่ประชาชน “ไม่ชอบหรือยี้” ในรอบปี 2554 ที่ผ่านมา พบว่า ส่วนใหญ่ 79.0% ระบุเป็นการทุจริตคอรัปชั่น การฮั้วประมูล และการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ ในขณะที่รองลงไปคือ 55.6% ระบุบริการไม่ดี ก้าวร้าว พูดจาไม่สุภาพ และ 54.6% ระบุแบ่งพรรค แบ่งพวก เห็นแก่ตัว เบียดเบยนประชาชน 52.3% ทำงานช้า 52.1% ใช้อิทธิพล วางอำนาจ
ส่วนพฤติกรรมของข้าราชการและนักการเมืองที่ประชาชน “ชื่นชอบ และอยากเห็น” ในปี 2555 พบว่า 70.4% ระบุซื่อสัตย์ สุจริต ในขณะที่รองลงไปคือ 65.9% ระบุ ขยัน ตั้งใจทำงาน พูดจริงทำจริง 64.0% เอาใจใส่ประชาชนมากกว่านี้ 61.1% ใช้ความรู้ ความสามารถ และคุณธรรมในการแต่งตั้งโยกย้าย
เมื่อถามถึงความหวังและความกลัวในปีใหม่ พบว่า ส่วนใหญ่ 53.8% เริ่มมีความหวังที่จะก้าวเดินต่อไปข้างหน้าในปีใหม่นี้ ในขณะที่ 46.2% มีความกลัวต่อเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นข้างหน้า
อย่างไรก็ตาม ที่น่าเป็นห่วงคือ 79.4% ไม่เชื่อมั่นว่า บรรดานักการเมืองและข้าราชการยุคนี้จะซื่อสัตย์สุจริต ไม่คดโกง และ 56.1% ไม่เชื่อมั่นว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญคือการแก้ปัญหาความขัดแย้งแตกแยกของคนในชาติ
ยิ่งไปกว่านั้น เกือบครึ่งหรือ 48.7% ยังคิดว่า ความขัดแย้งรุนแรงทางการเมืองในปีใหม่นี้จะแตกแยกรุนแรงมากขึ้น ในขณะที่ร้อยละ 33.9 คิดว่าจะเหมือนเดิม และร้อยละ 17.4 คิดว่าจะลดลง ตามลำดับ
นายนพดลกล่าวว่า ผลสำรวจครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า ในปีใหม่นี้ “ระบบและกลไกทางการเมือง” ของประเทศ ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่อ่อนไหวและอาจส่งผลกระทบในทางลบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลจนเกิดอาการแกว่งตัว อันอาจส่งผลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อสภาวะเศรษฐกิจและสังคมของประเทศได้
ทั้งนี้ทางออกที่น่าพิจารณาคือ การแสดงภาวะความเป็นผู้นำของนายกรัฐมนตรีในการแสดงถึงความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวในการตัดสินใจต้องชัดเจนมากขึ้น ต้องแสดงให้สาธารณชนมั่นใจว่า ไม่ตกอยู่ภายใต้การชี้นำหรืออิทธิพลของกลุ่มคนเฉพาะกลุ่ม
อนึ่งการสำรวจดังกล่าวได้ศึกษาตัวอย่างประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ในพื้นที่ 17 จังหวัดของประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ปทุมธานี จันทบุรี ชลบุรี ลพบุรี พิจิตร เพชรบูรณ์ เชียงใหม่ มุกดาหาร หนองคาย ชัยภูมิ สุรินทร์ อุดรธานี ขอนแก่น พัทลุง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช จำนวนทั้งสิ้น 2,149 ตัวอย่าง โดยดำเนินการวิจัยข้อมูลในช่วง 20 - 31ธ.ค.2554







