
ขอนายกฯใหม่ให้ไทยเถิด
พรุ่งนี้ก็คือวันใหม่แห่ง พ.ศ.ใหม่ 2555 ถ้าจับน้ำเสียงจากตัวเลขของ พ.ศ.คนไทยก็น่าจะมีความสุขมากพอควร
พรุ่งนี้ก็คือวันใหม่แห่ง พ.ศ.ใหม่ 2555 ถ้าจับน้ำเสียงจากตัวเลขของ พ.ศ.คนไทยก็น่าจะมีความสุขมากพอควร
แต่ว่าความจริงที่เป็นอยู่ในบ้านเมือง โดยเฉพาะในปีที่ผ่านมา คงจะทำให้พวกเราไม่กล้าคาดหวังอย่างนั้น เพราะจากฝีมือการทำงานของรัฐบาลชุดนี้คงจะทำให้เราต้องอยู่ในภาวะ “อกสั่นขวัญแขวน” ในอารมณ์สยองขวัญร่วมกันว่า “มันคงเอาไม่อยู่อีกแล้ว”
คนไทยมีวิธีการหาทางออกให้กับชีวิตมากมาย ส่วนใหญ่แล้วจะทำผ่านกระบวนการกล่อมเกลาทางสังคม (เป็นภาษาวิชาการที่แปลมาจากภาษาอังกฤษว่า Socialization) เริ่มจากครอบครัวที่จะมีพ่อแม่เป็นผู้กล่อมเกลา และเมื่ออยู่ในชุมชนก็จะมีเครือญาติและเพื่อนบ้านร่วมให้การอบรมกล่อมเกลาด้วย เมื่อโตขึ้นเข้าโรงเรียนก็จะมีเพื่อน ครู และวงสังคมแวดล้อม จนกระทั่งสังคมได้แผ่ขยายไปในวงกว้าง เช่น เป็นคนทำงาน หรือเป็นสมาชิกของกลุ่มกิจกรรมต่างๆ เราก็จะถูกคนในสังคมที่อยู่รอบๆ ตัวนั้น ช่วยกล่อมเกลาอยู่ตลอดเวลา อนึ่งในสังคมสมัยนี้ที่มีเทคโนโลยีในการสื่อสารสุดทันสมัยพร้อมด้วยโซเชียลเน็ตเวิร์กต่างๆ สังคมของเราจึงกว้างไกลไม่มีที่สุด เราจึงถูกผู้คนจากทุกถิ่นที่เราเข้าไปเกี่ยวข้องนั้นกล่อมเกลาอยู่เสมอ
ยกตัวอย่างการหาทางออกให้แก่ชีวิตของบรรดาพ่อแม่ เมื่อเวลาที่ไม่รู้จะหาให้ลูกได้ตามที่ลูกต้องการ ก็คือการสอนให้ลูกขอเอาจากธรรมชาติรอบข้าง เช่น จากพระจันทร์ ด้วยการคิดเพลงกล่อมเด็กให้ติดหูหรือเชื่อตาม เพราะส่วนมากเวลาที่ลูกร้องโยเยพ่อแม่ก็จะนึกเอาว่าลูกพยายามจะเรียกร้องเอาบางสิ่งบางอย่าง พ่อแม่ก็มักจะตัดรำคาญด้วยการให้ลูกกินนมบ้าง เอาลูกเข้านอนบ้าง แล้วก็จะใช้เพลงกล่อมเพื่อให้ลูกสงบลง อย่างเพลง “จันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้า”
“จันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้า ขอข้าวขอแกง ขอแหวนทองแดงผูกมือน้องข้า ขอช้างขอม้าให้น้องข้าขี่ ขอเก้าอี้ให้น้องข้านั่ง ขอเตียงตั้งให้น้องข้านอน ขอละครให้น้องข้าดู ขอยายชูเลี้ยงน้องข้าเถิด ขอยายเกิดเลี้ยงตัวข้าเอง” แม้จะมีเนื้อหาเหมือนว่าพี่กำลังเลี้ยงน้องหรือกล่อมน้องให้หลับ แต่เพลงนี้ก็คงจะมาจากผู้ใหญ่ซึ่งก็คือพ่อแม่ที่แต่งเพลงเหล่านี้ขึ้นมาเพื่อใช้ประโยชน์ดังกล่าว
นอกจากนี้ เพลงจันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้าดังกล่าว ยังปรากฏอยู่ในเพลงที่เด็กใช้ในการละเล่น ต่อมาก็ปรากฏอยู่ในตำราเรียนเป็นบทท่องอาขยาน ที่คนรุ่นอายุ 3040 ปี ขึ้นไปคงจะผ่านหูผ่านตามาในตอนเรียนหนังสือบ้าง ในขณะที่เด็กสมัยปัจจุบันอาจจะไม่ซาบซึ้งในบทเพลงนี้ เนื่องจากไม่ต้องท่องเป็นนกแก้วนกขุนทอง อาขยานหรือวรรณกรรมสำคัญๆ เหมือนในสมัยพ่อแม่ ซึ่งก็เป็นไปตามแนวคิดการเรียนสมัยใหม่ที่ให้นักเรียนเป็นศูนย์กลาง หรือ Child Centered (ที่นักวิชาการการศึกษาพยายามจะชี้แนะให้รัฐบาลนำไปใช้ แต่นักการเมืองไม่ฟัง เพราะคิดเองแล้วบังคับให้ทุกโรงเรียนทำเหมือนกันหมด จนมีคนเรียกว่า “ควายเซ็นเตอร์” เพราะคนสั่งไม่มีความรู้จริง แต่เที่ยวไปบอกให้คนอื่นทำตาม จึงไม่รู้ว่าใครเป็นควายกันแน่ แต่ที่แน่ๆ คือเด็กไทยต้องถูกชักจูงเหมือนสัตว์ในนโยบายนั้นนั่นแล นี่ก็กำลังจะแจกแท็บเล็ตและให้พูดภาษาอังกฤษในโรงเรียนทุกวันจันทร์ ซึ่งท่านรัฐมนตรีแจ้งว่ากำลังจะ “เซ็นเตอร์” คนไทยให้โกอินเตอร์)
ความเชื่อเรื่องการขอร้องให้ธรรมชาติและสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาช่วยหรือทำให้เด็กๆ ได้ดังปรารถนา นอกจากของไทยที่ปรากฏอยู่ในเพลงจันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้านั้นแล้ว ของฝรั่งก็มี อย่างเทศกาลคริสต์มาสที่มีซานตาคลอสเป็นผู้ช่วยดำเนินการ นอกจากนี้พ่อแม่ฝรั่ง (ที่ยังมีความคิดโบราณๆ) ยังสอนลูกๆ อีกด้วยว่า มนุษย์เรามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คอยดูแล เช่น เด็กๆ จะมีเอลฟ์หรือภูติตัวน้อยๆ คอยดูแล หรือเวลาที่ฟันหลุดก็บอกเด็กว่าให้เอาฟันที่หลุดไว้บนที่สูง เช่น เพดานหรือหลังคาบ้าน เพื่อให้ Tooth Fairy หรือภูติที่ดูแลฟันเก็บรักษาไว้
คติความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องฟันน้ำนมหลุดในของไทยก็มีความลึกซึ้งเช่นกัน อย่างผู้เขียนเอง ครั้งที่เป็นเด็กๆ วิ่งเล่นกลางทุ่งนาแถวโคราช พอฟันจะหลุดก็จะไปบอกผู้ใหญ่ให้ช่วยถอน ผู้ใหญ่ (ที่ไม่ใช่ผู้ใหญ่บ้าน แต่หมายถึงพ่อแม่หรือญาติและคนรู้จักที่เป็นผู้ใหญ่) ก็จะชี้แนะให้ปฏิบัติต่อฟันอย่างละเอียด เช่น ถ้าเป็นฟันแถวล่างหลุดก็ให้โยนฟันนั้นขึ้นบนหลังคาเพื่อให้ฟันงอกขึ้นอย่างรวดเร็ว ตรงกันข้ามถ้าเป็นฟันแถวบนหลุดก็ให้โยนลงใต้ถุน ด้วยเหตุผลเดียวกันว่าจะได้งอกออกมาอย่างรวดเร็วเช่นกัน
นอกจากนี้ ถ้าจะให้ฟันที่งอกมาใหม่มีความสวยงามไม่บานเป็นฟันจอบหรือโค้งงอเหมือนใบเสียมที่ใช้ขุดดิน ก็อย่าโยนลงบนดินอย่างสะเปะสะปะ แต่ต้องฝังกลบให้เรียบร้อย หรืออย่าโยนขึ้นฟ้าอย่างไม่มีที่หมาย เพราะจะทำให้ฟันแหว่งฟันโหว่ ถ้าเป็นฟันบนที่ร่วง ควรจะฝังในรอยเท้าควาย ถ้าเป็นฟันแถวล่างก็ให้โยนเข้าไปบนหลังคายุ้งข้าวที่มักจะเป็นที่อยู่อาศัยของหนู เพราะคน (อีสาน) โบราณท่านเชื่อว่าฟันควายและฟันหนูนั้นเรียงแถวอย่างสม่ำเสมอเป็นระเบียบสวยงาม มีคมแข็งแกร่ง และช่วยให้หากินเก่งอย่างสัตว์ทั้งสองนั้น
ที่เขียนมาเกี่ยวกับกระบวนการกล่อมเกลาทางสังคมที่หาทางออกให้กับคนไทยด้วยการสอนให้เชื่อถือในสิ่งต่างๆ ที่ดูออกจะเหลวไหลและเพ้อฝัน แต่สิ่งเหล่านี้ก็ส่งผลทางด้านบวกอยู่ไม่น้อยต่อเด็กๆ อย่างฝรั่งเขาก็วิจัยค้นพบว่า การเล่านิทาน หรือกล่อมเด็กด้วยเรื่องราวของเทวดาและอภินิหารต่างๆ ช่วยให้เด็กมีจินตนาการสร้างสรรค์และมีความหวังความมุ่งมั่นในชีวิต ต่างกับเด็กที่ไม่เชื่ออะไรหรือถูกสอนว่าไม่ให้เชื่อในสิ่งเหลวไหล ก็จะมีบุคลิกลักษณะดื้อด้านแข็งกร้าว
ผู้เขียนต้องการเชื่อมโยงว่าแม้เราจะสิ้นหวังต่อรัฐบาล แต่เราก็ไม่ควรจะสิ้นหวังในอนาคต เรายังมีทางออกที่จะหาวิธีมาช่วยสร้างอนาคตที่เรามุ่งหวังนั้นได้ ถ้าจะใช้วิธีการที่เป็นวิทยาศาสตร์หรือความมีเหตุและผล ก็คือการแก้ไขที่ระบบ ซึ่งโดยที่ระบบการเมืองของไทยมันเจ๊ง ก็ต้องทำให้มันใช้การได้ดี อย่างที่พรรคเพื่อไทยและนักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ท่านเชื่อว่าต้องเริ่มแก้จากรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายที่ล้าหลัง อย่างเช่นมาตรา 112 ที่เกี่ยวกับการดูหมิ่นกษัตริย์ พระราชินี และรัชทายาท ที่คนพวกนี้ก็บอกว่าทำให้ประชาธิปไตยของไทยไม่พัฒนา
แต่ท่านทั้งหลายคงจะตระหนักชัดแจ้งแล้วว่าการเมืองประเทศไทยมันเสียหายเพราะคน โดยเฉพาะคนที่เป็นนักการเมือง และนักการเมืองเหล่านี้นี่เองที่สร้างระบบซึ่งก็คือรัฐธรรมนูญและกฎหมายต่างๆ นั้น ด้วยการแอบอ้างจากการสมยอมของประชาชนที่เลือกตั้งพวกเขามาว่า เขาได้ทำกฎหมายและจัดวางระบบต่างๆ ในการบริหารประเทศเพื่อประชาชน
การแก้ปัญหาที่คนนี่ยากมาก ซึ่งในความเชื่อส่วนตัวของผู้เขียนเห็นว่าถ้าจะแก้จะต้องเริ่มจากตัวนายกรัฐมนตรีเสียก่อน ในชื่อบทความที่เขียนไว้ว่า “ขอนายกฯ ใหม่ให้ไทยเถิด” ก็ไม่ใช่ว่าจะไล่หรือขอร้องให้นายกฯ แสนสวยที่ชื่อว่า ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นี้ให้ออกไปจากรัฐบาล ขอเพียงแต่ให้ท่านช่วยปรับปรุงแก้ไขพฤติกรรมของท่านเป็นเบื้องต้นก็พอ เช่น จงเป็นตัวของตัวเอง เอาใจใส่ต่อหน้าที่ของนายกฯ ให้มาก รู้จักรับผิดชอบ และมีความเป็นผู้นำบ้าง ฯลฯ
ถ้าปีหน้าท่านนายกฯ ยังดำรงตำแหน่งนายกฯ อยู่บนสุญญากาศและความเอ้อระเหยเช่นนี้ และปีหน้าที่เด็กไทยต้องท่องจำแบบนกแก้วนกขุนทองเป็นภาษาอังกฤษตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของท่าน ท่านก็คงจะได้ฉายาว่า Parrot Prime Minister เป็นสรรพนามภาษาอังกฤษที่แปลเป็นไทยในฉายาเดิมอีกปีหนึ่งอย่างแน่นอน
Yes, No, O.K, Coca Cola and Happy New Year!







