
กทม.คลอดพิมพ์เขียวฟื้นฟูน้ำท่วม เปิดช่ององค์การอิสระตรวจสอบ
วิกฤตการณ์น้ำท่วมผ่านพ้นไป ทิ้งไว้เพียงร่องรอยแห่งความเสียหายและอีกหลายปัญหาที่ยังรอการเยียวยาฟื้นฟู
วิกฤตการณ์น้ำท่วมผ่านพ้นไป ทิ้งไว้เพียงร่องรอยแห่งความเสียหายและอีกหลายปัญหาที่ยังรอการเยียวยาฟื้นฟู
ณ เวลานี้แทบทุกพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร (กทม.) แม้จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้วก็ตาม แต่ประชาชนจำนวนไม่น้อยยังคงไม่หายจากอาการขวัญผวา และยังคอยลุ้นว่าปี 2555 จะต้องเผชิญกับมหาวิกฤตน้ำท่วมซ้ำรอยอีกหรือไม่ ซึ่งถือเป็นภารกิจของภาครัฐที่ต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นว่า ในอนาคตอันใกล้นี้จะมีแผนป้องกันมหาอุทกภัยที่ยั่งยืนอย่างไร
ยังไม่นับปัญหาเฉพาะหน้าเรื่องการจ่ายเงินชดเชยหลังน้ำท่วมที่ยังค้างคาและสร้างความสับสนมึนงงเกี่ยวกับหลักเกณฑ์เงื่อนไขที่ยังไม่กระจ่างชัด ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งปมปัญหาที่หน่วยงานรัฐต้องเร่งสะสางและเยียวยาประชาชนให้ทั่วถึง
พรเทพ เตชะไพบูลย์ รองผู้ว่าฯ กทม. เปิดเผยว่า ขณะนี้ กทม.ได้จัดทำมาตรการฟื้นฟูเยียวยาเบื้องต้นแล้ว ประกอบด้วย แผนระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ซึ่งจะนำเสนอต่อที่ประชุมคณะผู้บริหาร กทม.ภายในเดือน ม.ค.นี้ หากได้รับความเห็นชอบจะมีการตั้งคณะทำงานพิจารณาในรายละเอียดของมาตรการโดยเร็ว
มาตรการฟื้นฟูเยียวยาระยะสั้น ตั้งเป้าดำเนินการภายใน 90 วัน ดังนี้
การเยียวยาประชาชนในพื้นที่ประสบภัย กทม.จะเร่งรัดจ่ายค่าชดเชยอื่นๆ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย ได้แก่ สมทบจัดซื้อสัตว์เลี้ยง พันธุ์พืช ปุ๋ย และยาปราบศัตรูพืช โดยจ่ายค่าชดเชยไม่เกิน 1 หมื่นบาทต่อครอบครัว ให้ทุนการศึกษาระดับประถมศึกษา ปริญญาตรี แก่ครอบครัวผู้ประสบภัยในอัตรา 2,000-5,000 บาทต่อคน ให้ทุนประกอบอาชีพไม่เกินครอบครัวละ 5,000 บาท ให้ทุนฝึกอาชีพไม่เกินคนละ 4,000 บาท และค่าใช้จ่ายเกี่ยวเนื่องในการรักษาพยาบาลไม่เกินครั้งละ 1,000 บาท ช่วยติดต่อกันไม่เกิน 3 ครั้งต่อครอบครัว
สำหรับความช่วยเหลืออื่นๆ จากรัฐบาลจะดำเนินการเร่งรัดการจ่ายค่าชดเชยตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2546 ได้แก่ ด้านพืช นาข้าว อัตราไร่ละ 2,222 บาท พืชไร่อัตราไร่ละ 3,150 บาท พืชสวนอัตราไร่ละ 5,098 บาท ด้านประมง ปลาทุกชนิดในบ่อดินและนาข้าว อัตราไร่ละ 4,225 บาท รายละไม่เกิน 5 ไร่
พรเทพ กล่าวว่า กทม.จะสร้างโอกาสทางธุรกิจและลดภาระค่าใช้จ่าย โดยจัดให้ฝึกอาชีพและส่งเสริมอาชีพแก่ผู้ประสบอุทกภัย รวมทั้งจัดหาแหล่งงานแก่ผู้ว่างงาน ตลอดจนจัดหาแหล่งเงินกู้เพื่อประกอบอาชีพ หรือเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัยและยานพาหนะ
ในด้านกายภาพ จะมีการปรับปรุงซ่อมแซมระบบสาธารณูปโภคและพื้นที่สาธารณะที่ได้รับความเสียหาย เช่น ถนน ไฟฟ้าแสงสว่าง ระบบโทรศัพท์ เร่งจัดเก็บขยะมูลฝอย สิ่งปฏิกูล เพื่อความสะอาดและสุขอนามัยของประชาชน ปรับปรุงทางระบายน้ำด้วยการขุดลอกคูคลอง กำจัดวัชพืช และเศษวัสดุที่เป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำ
ด้านการฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจ กทม.จัดให้มีบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมและกลุ่มผู้ป่วยเรื้อรัง ผู้สูงอายุ และผู้พิการ รวมทั้งจัดคลินิกสุขภาพจิต สายด่วนสุขภาพจิต ศูนย์ฟื้นฟูจิตใจ รถคลายเครียดเคลื่อนที่แก่ผู้ประสบภัย
ขณะเดียวกันจะดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ให้ความช่วยเหลือประชาชนในการซ่อมแซมบ้านเรือน โดยจัดเจ้าหน้าที่เทศกิจร่วมมือกับตำรวจเพื่อดูแลสอดส่องความปลอดภัย
มาตรการระยะกลาง จะดำเนินการภายใน 1 ปี เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ ขุดลอกคูคลอง 2,000 แห่ง กำจัดอุปสรรคกีดขวางทางน้ำ ตลอดจนก่อสร้างและขยายคอสะพาน ตามพระราชกระแสรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อปี 2538 ติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำเพื่อลำเลียงน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาและอ่าวไทย
นอกจากนี้ กทม.จะประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมชลประทาน กรมอุตุนิยมวิทยา และจัดให้มีระบบเตือนภัยร่วมกัน เพื่อจัดสรรน้ำให้มีความเหมาะสมตามแนวพระราชดำริ รวมถึงจัดระบบข้อมูลข่าวสารสนเทศที่เข้าใจง่าย เพื่อให้ประชาชนติดตามสถานการณ์ได้
รองผู้ว่าฯ กทม. ระบุว่า สำหรับมาตรการระยะยาว ดำเนินการภายใน 1-5 ปี ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพระบบป้องกันน้ำท่วม การก่อสร้างเขื่อนถาวร โดยเฉพาะพื้นที่ช่องโหว่ตามแม่น้ำลำคลองและพื้นที่ที่มีชุมชนบุกรุก เสริมเขื่อนและกำแพงกั้นน้ำตามแนวคลองหกวา คลองทวีวัฒนา คลองมหาสวัสดิ์ และลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ให้มีระดับสูงขึ้นเฉลี่ย 3-3.5 เมตร
การปรับปรุงและยกถนนตามแนวคันพระราชดำริในฝั่งตะวันออกของ กทม. ให้สูงเพียงพอต่อการป้องกันการไหลบ่าของน้ำข้ามคัน พัฒนาพื้นที่แก้มลิงและปรับภูมิทัศน์ให้เป็นที่พักผ่อนในฤดูแล้ง พัฒนาระบบลำเลียงน้ำ ขุดคลองและดาดท้องคลองด้วยคอนกรีตหรือเรียงหิน เพื่อการพร่องน้ำและระบายน้ำอย่างรวดเร็ว
ที่สำคัญจะมีการสร้างระบบรวบรวมน้ำใต้คลองเพื่อเพิ่มศักยภาพการส่งน้ำ โดยเฉพาะในแนวฟลัดเวย์หรือกรีนเบลต์ โดยขุดคลอง 2 ชั้น และมีระบบเปิด-ปิดเพื่อควบคุมปริมาณน้ำ หรือสร้างอุโมงค์ใต้คลอง รวมทั้งย้ายชุมชนรุกล้ำที่เป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำ ขณะที่ฝั่งธนบุรีจะมีการตัดคลองแนวตั้งเพิ่มเติม เพื่อลำเลียงน้ำเข้าแก้มลิงและปากอ่าวในแนวคลองทวีวัฒนา
สำหรับการปรับปรุงผังเมืองและการดูแลผู้ถูกลิดรอนสิทธิตามแผนงาน จะมีการออกกฎหมายและปรับปรุงกฎหมายต่างๆ พร้อมบังคับใช้อย่างจริงจัง เช่น กฎหมายผังเมือง กฎหมายควบคุมอาคารและการอนุญาตสิ่งปลูกสร้างต่างๆ เพื่อการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และดูแลผู้ได้รับผลกระทบด้วยการกำหนดค่าเวนคืนอย่างเหมาะสม รวมถึงกำหนดมาตรการชดเชยรายได้ให้แก่ผู้พักอาศัยหรือเกษตรกรในพื้นที่
ขณะเดียวกัน กทม.จะจัดให้มีการตรวจสอบการบริหารจัดการน้ำ โดยหน่วยงานอิสระที่ปลอดการเมือง เช่น สื่อมวลชนและสถาบันวิชาชีพ ทั้งในและต่างประเทศที่เชื่อถือได้ เพื่อติดตามผลการดำเนินการในทุกขั้นตอนอย่างมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม แผนงานของ กทม.จะสำเร็จลุล่วงตามเป้าหมายได้หรือไม่ อาจต้องขึ้นกับปัจจัยสำคัญ โดยเฉพาะปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองและกลุ่มมวลชนต่างๆ ซึ่งจะต้องได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม ไม่เช่นนั้นอาจเป็นตัวแปรที่จะทำให้แผนบริหารจัดการน้ำทั้งหมดล้มเหลวซ้ำรอยเหมือนเช่นที่ผ่านมา







