
บุคคลแห่งปีจิตอาสา
"ยังเยอะครับ และเยอะมากกว่าครั้งก่อนๆ ด้วยอันที่จริงเขาไม่สนใจกันหรอกว่าใครจะมีสีไหน หรือมีความคิดทางการเมืองอย่างไร"
"ยังเยอะครับ และเยอะมากกว่าครั้งก่อนๆ ด้วยอันที่จริงเขาไม่สนใจกันหรอกว่าใครจะมีสีไหน หรือมีความคิดทางการเมืองอย่างไร"
โดย.....ทีมข่าวการเมือง
เป็นธรรมเนียมปฏิบัติอย่างต่อเนื่องของ"โพสต์ทูเดย์" ที่ก่อนสิ้นปี จะมีการจัดลำดับบุคคลที่โดดเด่น ทำคุณประโยชน์ให้ประเทศชาติ ซึ่งในปีนี้เป็นที่ชัดเจน "จิตอาสา" หรือจิตสาธารณะ เป็นกลุ่มที่มีบทบาทเด่นชัดช่วยบรรเทาความเดือดร้อนจากภัยพิบัติหลากหลายครั้ง ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา น้ำท่วมดินถล่มในหลายพื้นที่ภาคใต้ ไล่ไปจนถึงช่วงปลายปีที่น้ำท่วม ตั้งแต่ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก และไล่ต่อมาจนถึงกรุงเทพมหานคร (กทม.) ปฏิเสธไม่ได้ว่า"จิตอาสา"คือส่วนสำคัญส่วนหนึ่งที่ทำให้วิกฤตแปรเปลี่ยนไปในทางที่ดี และทำให้ประเทศไทยฟื้นฟูรวดเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้
อันที่จริง "จิตอาสา" ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะคนไทยเคยได้เรียนรู้กันมาแล้ว เมื่อเกิดวิกฤตคลื่นยักษ์สึนามิพัดถล่มภาคใต้เมื่อปี 2547 ที่พลังของคนไทยลงไปช่วยเหลือและร่วมมือกันจนทำให้คนทั่วโลกยกย่องและประจักษ์ในน้ำใจของคนไทย แต่หลังจากเกิดวิกฤตทางการเมืองที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรงตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมานี้ ทำให้หลายคนสงสัยว่าหากเกิดวิกฤตที่เป็นภัยพิบัติ จะทำให้คนไทยที่เคยรักกันและร่วมมือกันเมื่อเกิดภัยพิบัติ กลับมาแสดงความร่วมมือกันได้อีกครั้งหรือไม่ และจะมีจำนวนมากเท่าใด
"ยังเยอะครับ และเยอะมากกว่าครั้งก่อนๆ ด้วยอันที่จริงเขาไม่สนใจกันหรอกว่าใครจะมีสีไหน หรือมีความคิดทางการเมืองอย่างไร เพราะข้อสังเกตอย่างหนึ่งที่เราเห็นทันทีก็คือ เมื่อใดก็ตามที่เราโพสต์ขึ้นเฟซบุ๊ก ขึ้นโซเชียลเน็ตเวิร์ก อีกไม่กี่ชั่วโมงก็เต็มพรึบกันไปหมด ไม่ว่าใครจะเป็นพวกใดก็ตาม"ปรเมศวร์ มินศิริ ผู้ประสานงานเครือข่ายไทยฟลัดเล่าให้ฟัง
อันที่จริง "ไทยฟลัด" ถือเป็นเครือข่ายแรกๆ ที่ประสานงานการลงพื้นที่ภัยพิบัติตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ที่น้ำท่วม จ.นครราชสีมา และที่ อ.หาดใหญ่จ.สงขลา อย่างหนัก เรื่อยมาจนถึงน้ำท่วมครั้งใหญ่ในภาคใต้ช่วงปลายเดือน มี.ค. ไปจนถึงต้นเดือนเม.ย. ไทยฟลัด เองก็มีบทบาทในการประสานงานนำเรือ นำกลุ่มออฟโรด และอาสาสมัครเพื่อเข้าไปช่วยเหลือแจกสิ่งของจำนวนมาก โดยทำงานร่วมมือกับหน่วยงานที่เป็นทางการกับรัฐตลอดมา รวมๆ แล้วน่าจะมีอาสาสมัครผ่านเครือข่ายในช่วงนั้นในหลัก400-500 คน
หลังจากนั้น เมื่อรัฐบาลตั้งศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ไทยฟลัดเองก็เป็นหน่วยงานแรกๆ ที่เข้ามาร่วมมือด้วย พร้อมกับตั้งศูนย์เฉพาะกิจของตัวเองที่ชั้น 2 สนามบินดอนเมืองเช่นเดียวกัน ซึ่งที่นั่นเครือข่ายของปรเมศวร์จะเป็นผู้รับข้อมูลข่าวสาร ที่ผู้ประสบภัยแจ้งความประสงค์ว่าต้องการสิ่งของเครื่องใช้ หรือต้องการให้ประสานงานเข้าไปช่วยเหลือในรูปแบบใดบ้าง ซึ่งแม้ไทยฟลัดจะไม่มีอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้สำหรับกู้ภัยด้วยตัวเอง แต่การประสานงานกับเครือข่ายจิตอาสาตามที่ต่างๆ ทำให้เรื่องที่ยากและต้องประสานงานกับหน่วยงานราชการหลายขั้นตอนนั้น แค่ประสานงานผ่านเครือข่ายอาสาสมัครผ่านโซเชียลมีเดียนิดเดียวก็สามารถเข้าไปสู่พื้นที่ประสบภัยได้ทันที และจำนวนของ "จิตอาสา" ที่ร่วมงานกับปรเมศวร์นั้นเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเสมอ
"ทุกครั้งที่เราเกิดภัยพิบัติขึ้นอีก หัวเรี่ยวหัวแรงหลักที่เพิ่มเข้ามาก็คือผู้ประสบภัยจากครั้งก่อนหน้านี้ที่เขารู้ว่าผู้ประสบภัยด้วยกันต้องการอะไรมากที่สุดและจะจัดลำดับความสำคัญในการช่วยเหลืออย่างไรทำให้ลดช่องโหว่ในการจัดการกับปัญหาได้ง่ายขึ้นมาก" ปรเมศวร์ เล่าให้ฟัง
ในแต่ละวันมีอาสาสมัครจิตอาสาผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาไม่ต่ำกว่า 1,000 คน อายุต่ำสุดตั้งแต่ 18 ปี ไล่ไปจนถึง 70 ปี ทำให้เขารู้ซึ้งถึงจิตวิญญาณความเป็นจิตอาสาของคนไทย ที่มีพลังไม่ยอมแพ้กับปัญหาที่เกิดขึ้น และสิ่งที่สะท้อนออกมามากที่สุดที่เขามองเห็นก็คือ "ความมีน้ำใจต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง"
"ลักษณะเด่นของเขาก็คือ การมาช่วยโดยไม่หวังอะไรตอบแทน และช่วยแบบตั้งใจจริงๆ เพราะไม่ว่าเราจะทำงานกันเช้าขนาดไหนหรือดึกดื่นขนาดไหนเขาก็ยังนั่งทำงานไปพร้อมเรา เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น ถ้าไม่ตั้งใจทำขนาดนี้ก็ไม่มีทางบรรลุผลร่วมกัน" ปรเมศวร์ กล่าว
แม้ว่าปัญหาความไม่ชอบมาพากลของศปภ. จะทำให้ไทยฟลัดต้องถอนตัวออกไปแต่สิ่งที่ทำให้ "ปรเมศวร์" ได้เห็นอนาคตก็คือถ้าเราสามารถใช้พลังของจิตอาสาช่วยกันฟื้นฟูประเทศ หรือพัฒนาประเทศได้ โดยตัดซึ่งอคติส่วนตัวของแต่ละคนออกไป ประเทศไทยจะน่าอยู่ขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน
'มูลนิธิกู้ชีพ'คน'ปิดทองหลังพระ'
จิตอาสาในอีกรูปแบบหนึ่งถูกสะท้อนผ่าน"มูลนิธิกู้ชีพ" ที่ทำงานไม่หยุดไม่หย่อน และไม่มีค่าตอบแทนแม้แต่น้อย นพ.ชาตรีเจริญชีวะกุลเลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ที่รับหน้าที่ต้องประสานงานกับเครือข่ายจิตอาสาเหล่านี้มาโดยตลอด เล่าให้ฟังว่าแม้มูลนิธิต่างๆ จะไม่มีอุปกรณ์ เครื่องมือหรือกำลังคนมากนักเมื่อเทียบขนาดกับวิกฤต
มหาอุทกภัยที่เกิดขึ้น ทว่าการทำงานนั้นนับได้ว่าเกินร้อยไปมาก
"ถ้าวิกฤตที่ผ่านมา เราคิดแต่จะใช้ระบบราชการเข้าไปทำงานในพื้นที่นี่มีปัญหาแล้ว เพราะทุกอย่างต้องทำหนังสือ จะส่งคนเข้าไปก็ต้องคิดแล้วว่า จะนำเงินที่ไหนมาจ่ายโอทีเขา แต่คนเหล่านี้เขาไม่คิด เขาใจเกินร้อย และคิดอย่างเดียวว่าจะทำอย่างไรให้เข้าพื้นที่และช่วยคนออกมาได้" นพ.ชาตรีกล่าว
เขาบอกว่าอันที่จริงจิตอาสาในรูป "มูลนิธิ"นั้น ใจสู้ไม่แพ้กับกองทัพที่ออกมาช่วยเหลือประชาชนเลย และหากประเมินกันดีๆ จำนวนเงินค่าน้ำมันสำหรับเข้าพื้นที่นั้น แต่ละมูลนิธิหมดกันไปไม่ต่ำกว่ามูลนิธิละ 1 ล้านบาท เช่นเดียวกับของบริจาคจาก ศปภ. ที่มีปัญหาและกองกันอยู่เต็มอาคารสนามบินดอนเมือง เพื่อรอลงไปแจกจ่ายนั้น พอมูลนิธิเหล่านี้เข้ามาเห็น ก็อาสานำไปแจกให้ถึงมือชาวบ้านผู้ประสบภัยทันที ทั้งที่หน้าที่ดังกล่าวเป็นของหน่วยงานรัฐหน่วยงานอื่น ไม่ใช่หน้าที่หลักที่มูลนิธิกู้ชีพมีในมือด้วยซ้ำ แต่ทุกคนยึดหลักคิดที่ว่า "มีอะไรช่วยได้ก็ต้องช่วยกัน"
"รูปแบบของเขาไม่ต้องการให้ใครมาสั่งสิ่งที่เขาต้องการคือเพื่อนและกำลังใจจากสังคมหากจะให้เขาออกสื่อ เขาก็ไม่ค่อยออก เขาอยากทำงานมากกว่า เพราะฉะนั้นนี่คือจิตอาสาที่ปิดทองหลังพระตัวจริง และหากสังคมมองเห็นเขามากขึ้น สนับสนุนเขามากขึ้น และให้กำลังใจเขามากขึ้น ก็จะทำให้ทุกมูลนิธิมีกำลังใจที่จะทำงานต่อไป รวมถึงจะเป็นกำลังสำคัญในการจัดการภัยพิบัติในอนาคตอีกอย่างแน่นอน"นพ.ชาตรี กล่าว
'คนเดือนตุลา'รีเทิร์น
หนึ่งในโมเดลการจัดการอาสาสมัคร"จิตอาสา" ที่เป็นระบบ และแบบแผนมากที่สุด คงหนีไม่พ้นการจัดการที่ "ศูนย์พักพิงชั่วคราวผู้ประสบภัยน้ำท่วมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต" ที่เป็นสถานที่แห่งแรกๆ สำหรับรองรับผู้ประสบภัยจากจ.พระนครศรีอยุธยา และปทุมธานี และพื้นที่โดยรอบมหาวิทยาลัยในเวลาต่อมา ซึ่งผู้ที่รับหน้าที่ประสานงานอาสาสมัคร ณ ศูนย์แห่งนี้ก็คือ ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ปริญญาเล่าให้ฟังว่า เหตุที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์สามารถจัดการได้รวดเร็วนั้น เป็นเพราะมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เองมีประสบการณ์ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยมาตั้งแต่คลื่นยักษ์สึนามิถล่มหลายจังหวัดในภาคใต้ ตั้งแต่เมื่อปี 2547 จนทำให้เกิดศูนย์อาสาสมัครมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อย่างถาวร และนั่นทำให้เรียนรู้ว่า จิตอาสาแต่ละคนจะต้องทำหน้าที่อะไรบ้าง ตั้งแต่คัดแยกเสื้อผ้า รับของบริจาค ไปจนถึงทำหน้าที่พูดคุยให้ความช่วยเหลือโดยตรงกับผู้ประสบภัย
"แต่ละคนมีพลังและพร้อมจะเรียนรู้มากทั้งที่เป็นเพียงแค่นักศึกษาเท่านั้น แต่ใจที่จะช่วยคน ช่วยสังคมนั้น เขามีกันเต็มเปี่ยมจริง ๆ"ปริญญาเล่าให้ฟัง พร้อมกับให้ข้อมูลว่า ตลอดเวลา 1 เดือนเศษของการเปิดศูนย์พักพิงนั้น มีจำนวนอาสาสมัครมาลงทะเบียนไว้ทั้งหมดประมาณ 8,000 คน สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาทำงานจิตอาสา และในแต่ละวันอาจมีอาสาสมัครมากถึง 1,800 คนเลยทีเดียว
ครั้งหนึ่งปริญญาเคยยกย่องอาสาสมัครที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่าเป็น "คนเดือนตุลา" ที่มีจิตใจช่วยเหลือสังคม ไม่แพ้คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ของพวกเขาเลย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ สังคมชอบมองว่านักศึกษาในปัจจุบันคือพวกที่มีจิตสำนึกต่อสังคมน้อยลง และมองเห็นแต่ตัวเองกันมากขึ้น
ปริญญา บอกว่า ครั้งนี้เรากลับเห็นพลังของนักศึกษา พลังของคนไทย ไม่เว้นแม้แต่พลังของภาคธุรกิจ ภาคเอกชนที่เขามามีบทบาทในภาวะวิกฤต บอกได้เลยว่าถ้าเราไม่มีคนพวกนี้ออกมาและสังคมไทยหยุดนิ่งอยู่กับที่ ปล่อยให้ภาครัฐดำเนินการเพียงอย่างเดียว ก็จะไม่มีวันนี้แน่นอน ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน
"ถ้าสังคมไทยเดินหน้าต่อ ด้วยการดึงพลังของคนกลุ่มนี้มาใช้ เชื่อได้เลยว่าไม่ว่าจะมีปัญหาอะไรในอนาคต เราจะผ่านพ้นมันไปได้และถ้าเราสามารถสร้างสำนึก 'จิตอาสา' มากขึ้นได้อีก ปัญหาต่างๆ ที่มีอยู่ในสังคมวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความไม่เท่าเทียม ปัญหาการเมืองฯลฯ จะหายไปอย่างแน่นอน เพราะทุกคนเลือกที่จะช่วยเหลือกัน" ปริญญา กล่าวทิ้งท้าย
ฉะนั้นในปีนี้ "โพสต์ทูเดย์" จึงให้"จิตอาสา" เป็นบุคคลแห่งปี ที่ควรจะยกย่องให้เป็นตัวอย่างที่ดีของสังคม







