posttoday
แก้หนี้กองทุนฟื้นฟูฯส่อเค้าดี

แก้หนี้กองทุนฟื้นฟูฯส่อเค้าดี

31 ธันวาคม 2554

กิตติรัตน์ย้ำไม่พิมพ์แบงก์เพิ่ม ประสารยันรัฐไม่แตะทุนสำรอง

กิตติรัตน์ย้ำไม่พิมพ์แบงก์เพิ่ม ประสารยันรัฐไม่แตะทุนสำรอง

ธปท.โล่งใจ รัฐบาลไม่กดดันให้พิมพ์ธนบัตรเพิ่ม และไม่ยุ่งกับทุนสำรองเงินตรา และเงินส่วนของผ้าป่าช่วยชาติหลวงตา มหาบัว

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า การประชุมเมื่อวันที่ 30 ธ.ค. ได้ให้นโยบายการแก้ไขหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (กองทุนฟื้นฟูฯ) คือ 1.จะไม่มีการดำเนินการในลักษณะเพิ่มปริมาณเงินในลักษณะของการพิมพ์ธนบัตรใหม่

2.หากจะมีการนำทุนสำรองเงินตรามาแบกรับเรื่องหนี้นั้น ยืนยันว่า จะไม่มีการไปเปลี่ยนเงื่อนไขอะไรที่ดูแลเงินทุนสำรองเงินตราอยู่ในส่วนที่ออกมารองรับพันธบัตร หรือผู้ที่บริจาคทองและพันธบัตรต่างประเทศเข้าสู่กองทุนสำรองเงินตรา ก็ไม่ต้องกังวล จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร

“เราจะต้องดูแลเรื่องหนี้ส่วนนี้ไม่ให้เป็นภาระงบประมาณ เพื่อที่รัฐบาลจะนำเงินงบประมาณในส่วนที่ต้องกันไว้ไปแบกรับภาระหนี้ส่วนนี้ปีละ 6.5 หมื่นล้านบาท ไปพัฒนาบ้านเมืองก็สามารถทำได้ ส่วนรายละเอียดว่าจะทำอย่างไร หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ก็จะไปดูรายละเอียดอีกครั้งในช่วงวันหยุดปีใหม่นี้ เพื่อนำกลับมาเสนอ ครม.อย่างเร็วที่สุดวันที่ 4 ม.ค. 2555 นี้” นายกิตติรัตน์ กล่าว

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุลผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า การประชุมเมื่อวันที่ 30 ธ.ค. ได้ข้อสรุปเบื้องต้นที่น่าพอใจ ส่วนที่กระทรวงการคลังจะให้นำเงินจากสถาบันคุ้มครองเงินฝากมาจ่ายดอกเบี้ยกองทุนฟื้นฟูฯ จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้ฝากหรือไม่นั้น ต้องไปถามกระทรวงการคลัง

แหล่งข่าวจากธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง เปิดเผยว่า หากมีการแก้กฎหมายให้ธนาคารพาณิชย์ ต้องนำส่งรายได้ค่าธรรมเนียมให้กับสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ในที่สุดภาระก็จะตกอยู่กับลูกค้า ธนาคารก็ต้องคิดค่าธรรมเนียมจากลูกค้าเพิ่มขึ้น เพราะถือว่าธนาคารมีต้นทุนเพิ่มขึ้น

“แน่นอนที่ผู้บริโภคจะต้องรับภาระตรงนี้ไป” แหล่งข่าวจากธนาคารพาณิชย์ เปิดเผย

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า หากนำเงินจากสถาบันคุ้มครองเงินฝากออกมาจ่ายดอกเบี้ยกองทุนฟื้นฟูฯ ทั้งหมด ก็ถือว่าเป็นความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตต่อผู้ฝากเงิน เพราะวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปี 2540 ทำให้เกิดการนำส่งเงินฝาก 0.4% ให้กับสถาบันคุ้มครองเงินฝาก เพื่อคุ้มครองความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตให้ผู้ฝากเงิน

การจะแก้กฎหมายให้ธนาคารพาณิชย์นำส่งรายได้ค่าธรรมเนียมให้กับสถาบันคุ้มครองเงินฝากนั้นก็เป็นคนละวัตถุประสงค์ ไม่เกี่ยวกับการคุ้มครองเงินฝากเพราะชื่อสถาบันคุ้มครองเงินฝากก็ตรงตัวอยู่แล้ว

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ปัจจุบันเงินในสถาบันคุ้มครองเงินฝากมีประมาณ 2.9 หมื่นล้านบาท หากรัฐบาลระบุนำเงิน 3 หมื่นล้านบาทมาใช้ ก็เท่ากับนำเงินจากสถาบันคุ้มครองเงินฝากที่มีอยู่ในปัจจุบันออกมาใช้จนหมด

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวว่า สถาบันคุ้มครองเงินฝากอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงการคลัง ซึ่งการจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้ฝากหรือไม่นั้น ต้องไปถามกระทรวงการคลังนายประสาร กล่าวว่า ข้อสรุปเบื้องต้นในการหารือระหว่างกระทรวงการคลัง และธปท. วันนี้มี 3 ข้อ คือ 1. ธปท.ไม่ต้องพิมพ์ธนบัตรออกมาเพิ่ม 2. หารูปแบบที่ไม่เป็นภาระทางการคลัง และ3. ไม่กระทบกระเทือนต่อทุนสำรองเงินตรา โดยไม่เข้าไปยุ่งในทองคำของหลวงตามหาบัวแหล่งข่าวจากธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง กล่าวว่า หากมีการแก้กฎหมายให้ธนาคารพาณิชย์ต้องนำส่งรายได้ค่าธรรมเนียมให้กับสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ในที่สุดภาระก็จะตกอยู่กับลูกค้า ธนาคารก็ต้องคิดค่าธรรมเนียมจากลูกค้าเพิ่มขึ้น เพราะถือว่าธนาคารมีต้นทุนเพิ่มขึ้น“แน่นอนที่ผู้บริโภคจะต้องรับภาระตรงนี้ไป” แหล่งข่าวจากธนาคารพาณิชย์ กล่าวแหล่งข่าวกล่าวว่า หากนำเงินจากสถาบันคุ้มครองเงินฝากออกมาจ่ายดอกเบี้ยกองทุนฟื้นฟูฯ ทั้งหมด ก็ถือว่าเป็นความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตต่อผู้ฝากเงิน เพราะวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปี 2540 ทำให้เกิดการนำส่งเงินฝาก 0.4% ให้กับสถาบันคุ้มครองเงินฝาก เพื่อคุ้มครองความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตให้ผู้ฝากเงิน ดังนั้นเงินในสถาบันคุ้มครองเงินฝากไม่ได้เก็บเพื่อไว้ใช้คุ้มครองความเสี่ยงในอดีต แต่เป็นการเก็บเพื่ออนาคตนอกจากนี้การจะแก้กฎหมายให้ธนาคารพาณิชย์นำส่งรายได้ค่าธรรมเนียมให้กับสถาบันคุ้มครองเงินฝากนั้น ก็เป็นคนละวัตถุประสงค์ ไม่เกี่ยวกับการคุ้มครองเงินฝาก เพราะชื่อสถาบันคุ้มครองเงินฝากก็ตรงตัวอยู่แล้ว

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ปัจจุบันเงินในสถาบันคุ้มครองเงินฝากมีประมาณ 2.9 หมื่นล้านบาท หากรัฐบาลระบุนำเงิน 3 หมื่นล้านบาทมาใช้ ก็เท่ากับนำเงินจากสถาบันคุ้มครองเงินฝากที่มีอยู่ในปัจจุบันออกมาใช้จนหมด

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ระบุหลังหารือกับ 4 หน่วยงาน โดยระบุว่า ที่ประชุมหารือเรื่องการให้กองทุนฟื้นฟูฯรับภาระหนี้สินกองทุนแทนรัฐบาล และให้ ธปท.เป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ในการบริหารจัดการเรื่องนี้ ซึ่งหลักการในการดำเนินการเพื่อไม่ให้หนี้ดังกล่าวเป็นหนี้สาธารณะและไม่เป็นภาระกับงบประมาณ

“เรื่องการโอนหนี้ ขณะนี้เชื่อสามารถดำเนินตามมติ ครม.เรื่องนี้ได้”นายกิตติรัตน์กล่าว

นายกิตติรัตน์ ระบุว่า ได้ให้หลักการการแก้ปัญหาหนี้สินกองทุนฟื้นฟูฯที่สำคัญ คือ 1.จะไม่มีการดำเนินการในลักษณะเพิ่มปริมาณเงินในลักษณะของการพิมพ์ธนบัตรใหม่ เพราะบางท่านก็มีการหยิบหยกขึ้นมาว่า การดำเนินการแบบนั้นอาจนำไปสู่การพิมพ์ธนบัตรใหม่ ซึ่งก็เห็นตรงกันว่ายังมีทางเลือกอื่นที่ไม่ต้องมีการพิมพ์ธนบัตรขึ้นมาใหม่ก็ได้

2.หากจะมีการนำทุนสำรองเงินตรามาแบกรับเรื่องหนี้นั้น ยืนยันว่า จะไม่มีการไปเปลี่ยนเงื่อนไขอะไรที่ดูแลเงินทุนสำรองเงินตราอยู่ในส่วนที่ออกมารองรับพันธบัตร หรือผู้ที่บริจาคทอง บริจาคพันธบัตรต่างประเทศเข้าสู่กองทุนสำรองเงินตรา ก็ไม่ต้องกังวลจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร

“เราจะต้องดูแลเรื่องหนี้ส่วนนี้ไม่เป็นเป็นภาระงบประมาณ เพื่อที่รัฐบาลจะนำเงินงบประมาณในส่วนที่ต้องกันไว้ไปแบกรับภาระหนี้ส่วนนี้ปีละ6.5 หมื่น ไปพัฒนาบ้านเมืองก็สามารถทำได้ ส่วนรายละเอียดว่าจะทำอย่างไร หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาก็จะไปดูรายละเอียดอีกครั้งในช่วงวันหยุดปีใหม่นี้ เพื่อนำกลับเสนอ ครม.อย่างเร็วที่สุด 4 ม.ค.55 นี้”นายกิตติรัตน์กล่าว

กรณีที่รมว.คลังระบุว่า จะไม่มีโอนหนี้กลับให้องทุนฟื้นฟูแต่จะใช้วิธีการเอาเงินจากสถาบันคุ้มครองเงินฝากมาจ่ายแทนและให้กองทุนฟื้นฟูไปหาร่ายได้มาจ่ายหนี้เอง นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า รมว.คลังจะคิดลงรายละเอียดไป แต่ตนยืนยันว่ามีหน้าที่ทำตามมติ ครม. และโครงสร้างมติ ครม.ก็คือการดูแลให้กองทุนฟื้นฟูรับสภาพหนี้ไป ธปท.ดูแลให้มีการชำระเงินต้นและดอกเบี้ย และตรงนี้จะไม่เป็นหนี้สาธารณะ เป็นภาระของงบประมาณมติมีอย่างนั้น ก็ทำได้อย่างนั้น

“วิธีการรายละเอียดจะเป็นอย่างไร ก็เป็นเรื่องที่หน่วยงานที่รับผิดชอบก็จะต้องมีวิธีการอื่นๆให้การเข้ามาจัดการปัญหา แต่วิธีการอื่นที่เราตกลงกันก็คือจะไม่มีการพิมพ์ธนบัตรเพิ่ม ไม่ใช้เงินทุนสำรองเงินตรา ซึ่งหลายฝ่ายจะได้สบายใจร่วมทั้งคนที่เป็นห่วงเรื่องวินัยการเงิน เรื่องการบริจาคเงินจะได้ไม่ต้องกังวล ภาระงบประมาณก็จะไม่เกิดขึ้นตามความประสงค์รัฐบาลก็ทำได้ ส่วนวิธีการอื่นๆ ก็เดียวค่อยว่ากัน”นายกิตติรัตน์กล่าว

นายกิตติรัตน์ ย้ำว่า “มติ ครม.บอกไว้ชัดเจนให้ ธปท.ทำหน้าที่ในการดูแลในเรื่องการชำระหนี้ ผมก็ตีความว่า มันหมายถึงทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย ธปท.ก็ช่วยดูแลได้”

นายกิตติรัตน์ กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมแผนการจัดหาเงินที่จะนำมาใช้ในการลงทุนทำโครงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ว่า ทุกอย่างมีความคืบหน้าเป็นไปได้ด้วยดีตามครม.ที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งก็เห็นแนวทางว่าจะสามารถทำตามมติ ครม.มอบหมายไว้ ทั้งเรื่องการจัดตั้งกองทุนเพื่อระดมเงินเพื่อใช้ในโครงการต่างๆ จำนวน 3.5 แสนล้านบาท การจัดตั้งกองทุนประกันภัย 5 หมื่นล้านบาท มีความชัดเจนในขั้นตอนการดำเนินงาน

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท