
ยึดไม่ยึดทรัพย์แม้ว การเมืองไทยไม่พ้นวิกฤต
ไม่ว่าจะออกทางไหน ประเทศไทยยังไม่พ้นวิกฤตการเมือง พ.ต.ท.ทักษิณ และม็อบเสื้อแดงก็ยังรุกแรงต่อ เพราะเป้าหมายคือการกดดันให้อภิสิทธิ์ยุบสภา
ไม่ว่าจะออกทางไหน ประเทศไทยยังไม่พ้นวิกฤตการเมือง พ.ต.ท.ทักษิณ และม็อบเสื้อแดงก็ยังรุกแรงต่อ เพราะเป้าหมายคือการกดดันให้อภิสิทธิ์ยุบสภา
โดย...ทีมข่าวการเมือง
ที่สุดเวลาก็เดินมาถึงวันที่ 26 ก.พ. 2553 วันประวัติศาสตร์พิพากษาคดียึดทรัพย์มูลค่ามากที่สุดในประเทศไทย ยังชี้ถึงอนาคตการเมืองไทยในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ
วันที่เป็นกังวลกันว่า ประเทศจะเริ่ม “นับหนึ่ง” เข้าสู่ “จุดเดือด” ทันทีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี วงเงิน 7.6 หมื่นล้านบาท
เย็นนี้ได้ลุ้นระทึกว่า คดียึดทรัพย์ที่เหมือนระเบิดเวลาลูกใหญ่หรือ “ฝีที่ใกล้แตก” จะส่งผลต่อวิกฤตการเมืองไทย...รุนแรงขึ้นหรือคลี่คลายลง!!!
ตามคำฟ้องของอัยการสูงสุดระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ร่ำรวยผิดปกติเพราะได้ทรัพย์สินจำนวนดังกล่าวมาจากการปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีช่วงปี 2544-2548 โดยมิชอบ เนื่องจากใช้อำนาจนายกฯ สั่งการ มอบนโยบายให้เจ้าหน้าที่รัฐ หน่วยงานรัฐ กระทำการเอื้อประโยชน์แก่บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น หรือบริษัทชินคอร์ป และบริษัทในเครือ
สาระของการฟ้องคดียึดทรัพย์มี 6 ประการ คือ ปมการซุกหุ้นชินคอร์ป 48% ไว้กับนายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา บุตรชายและบุตรสาวพร้อมเครือญาติ และคนใกล้ชิด โดย พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเจ้าของหุ้นทั้งหมดก่อนการขายหุ้นให้กองทุนเทมาเซก
หาก พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า หุ้นชินคอร์ป 48% ดังกล่าว เป็นของลูกๆ และเครือญาติ รวมถึงบริษัทต่างๆ โดยเฉพาะบริษัท แอมเพิลริช อินเวสต์เมนต์ และบริษัท วินมาร์ค ลิมิเต็ด
ก็ต้องพิจารณาประเด็นต่อไปว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ใช้อำนาจออกนโยบาย “5 มาตรการ” เอื้อประโยชน์ธุรกิจของตระกูลชินวัตรในช่วงเป็นนายกรัฐมนตรีจนนำมาสู่การร่ำรวยผิดปกติหรือไม่
นั่นคือ 1.การแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต 2.การแก้ไขสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบใช้บัตรจ่ายเงิน
3.การแก้ไขสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่ออนุญาตให้ใช้เครือข่ายร่วมและให้หักค่าใช้จ่ายจากรายรับและกรณีการปรับลดอัตราค่าใช้เครือข่ายร่วม เป็นการเอื้อประโยชน์แก่ชินคอร์ปและเอไอเอส
4.ละเว้น อนุมัติ ส่งเสริม สนับสนุนธุรกิจดาวเทียม ตามสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศโดยมิชอบหลายกรณี เพื่อเอื้อประโยชน์แก่ชินคอร์ปและบริษัท ชิน แซทเทลไลท์ ของครอบครัวชินวัตร
5.กรณีอนุมัติให้รัฐบาลพม่ากู้เงิน 4,000 ล้านบาท จากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) เพื่อนำไปซื้อสินค้าและบริการของบริษัท ชิน แซทเทลไลท์
คำพิพากษาหนีไม่พ้นที่จะออกมา 3 แนวทาง 1.ยกฟ้อง 2.ยึดทรัพย์ทั้งหมด 3.ยึดบางส่วน คืนบางส่วน
ผลจะเป็นอย่างไรอยู่ที่ดุลพินิจขององค์คณะผู้พิพากษาทั้ง 9 คน แน่นอนย่อมมีฝ่ายที่ถูกใจและไม่ถูกใจ แต่เมื่อทั้งสองฝ่าย คือ “อัยการคตส.” และฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เข้าสู่กระบวนการต่อสู้ในชั้นศาล ก็ต้องเคารพในคำพิพากษาของศาลสถิตยุติธรรม
แต่หากต่างฝ่ายต่างยึดถือความต้องการของตนเองเป็นหลัก ใช้กฎหมู่อยู่เหนือคำพิพากษาและกฎหมาย บ้านเมืองก็วุ่นวายไม่มีขื่อมีแป
โดยเฉพาะ พ.ต.ท.ทักษิณ ประกาศกร้าวมาตลอดว่า ต้องได้รับ “ความยุติธรรม” จากการตัดสินคดีนี้ โดยยืนยันว่า เงิน 7.6 หมื่นล้านบาท เป็นทรัพย์สินส่วนตัวที่ร่ำรวยมาตั้งแต่เล่นการเมือง
แต่อีกด้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ยอมรับผ่านการวิดีโอลิงก์ในงานเสวนา “ทิศทางประเทศไทย 2553” ว่า องค์คณะผู้พิพากษาคดียึดทรัพย์มีความเชื่อถือ น่าเลื่อมใส เพราะแต่ละท่านเป็นผู้มีชื่อเสียงมานาน จึงเชื่อว่าการตัดสินครั้งนี้จะได้รับความยุติธรรมแน่
เห็นได้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มีจุดยืนที่ขัดแย้งกับตัวเองเพราะทั้งที่ประกาศยอมรับในองค์คณะผู้พิพากษา และคำตัดสินที่จะออกมาไม่ว่าหัวหรือก้อย แต่ก็ขู่ศาลฎีกาว่า เขาต้องได้เงินกลับคืนมาเท่านั้นถึงจะมี “ความยุติธรรม” เกิดขึ้น
ถ้าไม่ได้รับความยุติธรรม จะเดินหน้ายื่นฟ้องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ขณะเดียวกัน พ.ต.ท.ทักษิณ ยังขู่ว่า ประเทศนี้จะเละตุ้มเป๊ะ และจะขอสู้จนแผ่นดินกลบหน้า ไม่เลิกราแน่
หากวิเคราะห์ผลกระทบจากคำพิพากษาที่จะออกมา 3 แนวทาง ย่อมส่งผลต่อนัยและความเข้มข้นทางการเมืองไทยในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่อาจเกิดความรุนแรงอีกครั้ง เมื่อแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ประกาศ “เคลื่อนแดงทั้งแผ่นดิน” นำคนนับล้านบุกกรุงในวันที่ 14 มี.ค. โจมตีระบบสองมาตรฐาน กดดันให้อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยุบสภา
หนึ่ง หากตัดสินว่า “ยกฟ้อง” คืนเงิน 7.6 หมื่นล้านบาททั้งหมดให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ย่อมสร้างความไม่พอใจให้กับขั้วการเมืองตรงข้าม
โดยเฉพาะพรรคสีเหลือง “การเมืองใหม่” ที่ตีปลาหน้าไซ ปูดข่าวลือมีขบวนการจ่ายสินบนเพื่อช่วย พ.ต.ท.ทักษิณ กระนั้นก็คงไม่มีม็อบออกมาแสดงพลัง
ผลของการ “ยกฟ้อง” อาจมองได้ว่า อารมณ์ของม็อบแดง นปช. วันที่ 14 มี.ค. จะฝ่อลงจนอาจยกเลิกการชุมนุมใหญ่ หรือไม่ก็ลดความเข้มข้นลง
แต่ตรงกันข้าม พ.ต.ท.ทักษิณ อาจใช้จังหวะนี้เดินหน้า “ปะฉะดะ” รุกเต็มสูบ การันตีความบริสุทธิ์ตัวเองว่า ไม่ได้คอร์รัปชันหลังถูกกล่าวหาว่าโกงชาติเป็นชนักติดหลังมาตลอด ขณะที่ม็อบเสื้อแดงก็อาจเข้มข้น ฮึกเหิมกว่าเดิม
ขณะเดียวกันราคาหุ้นของพรรคเพื่อไทยจะพุ่งกระฉุดขึ้นมาทันที
เงิน 7.6 หมื่นล้านบาท ที่จะกลับคืนมาเป็น “ทุนทักษิณ” จะช่วยเรียกขวัญกำลังใจให้กับสส.พรรคเพื่อไทย กลับคืนมา ยังข่มขวัญพรรคร่วมรัฐบาล เพราะนั่นหมายถึงว่า น้ำเลี้ยงของ พ.ต.ท.ทักษิณ จะเพิ่มอีกกะตั้ก
สอง กรณียึดทรัพย์ทั้งหมด จะเป็นเงื่อนไขให้ พ.ต.ท.ทักษิณ และแกนนำกลุ่มนปช. เติมเชื้อไฟ ปลุกระดมประชาชนให้มาร่วมชุมนุมได้ง่าย โดยอ้างว่า ถูกกลั่นแกล้งจากความเป็นสองมาตรฐาน
ซึ่งในช่วง 16 วันอันตรายก่อนคนเสื้อแดงเคลื่อนพลมากรุงเทพฯ จะเป็นห้วงเวลาที่แกนนำกลุ่มนปช. จะเดินสายปลุกอารมณ์มวลชนให้เกิดความเคียดแค้นทำให้บรรยากาศการเผชิญหน้าดุเดือดรุนแรงและเสี่ยงต่อความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
สาม ยึดบางส่วน โดยคืนทรัพย์สินในส่วนที่อ้างว่ามีมาก่อนเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งอาจช่วยผ่อนคลายความรุนแรงของม็อบเสื้อแดงลง
เพราะอย่างน้อย ข้ออ้างที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะบอกว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรม อาจปลุกไม่ขึ้น “พลังเงียบ” เกือบ 50% ที่โพลสำรวจออกมาว่า ไม่เลือกข้าง จะมองว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เคลื่อนไหวเพื่อตัวเองโดยใช้ประเทศชาติเป็นเดิมพัน ม็อบที่เตรียมเคลื่อนพลและเดินยุทธวิธีดาวกระจาย 7 วัน ส่งผลกระทบต่อประชาชน ก็ยิ่งขาดความชอบธรรมและไม่ได้รับการสนับสนุนจากคนชั้นกลาง
ดังนั้น ไม่ว่าจะออกทางไหน ประเทศไทยยังไม่พ้นวิกฤตการเมือง พ.ต.ท.ทักษิณ และม็อบเสื้อแดงก็ยังรุกแรงต่อ เพราะเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ของ พ.ต.ท.ทักษิณ คือ การกดดันให้อภิสิทธิ์ยุบสภาให้ได้ปีนี้ โดยใช้ “เงื่อนไข” ของผลการตัดสินคดียึดทรัพย์เป็นจุดเริ่มของการลุกฮือระลอกใหม่







