posttoday
กรอบเงินเฟ้อใหม่ ไม่ทำให้ของแพง

กรอบเงินเฟ้อใหม่ ไม่ทำให้ของแพง

30 ธันวาคม 2554

เรื่องเล็กน้อยที่ไม่ควรจะเป็นเรื่องใหญ่โต ทำให้เกิดภาพความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

โดย...ทีมข่าวการเงิน

เรื่องเล็กน้อยที่ไม่ควรจะเป็นเรื่องใหญ่โต ทำให้เกิดภาพความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คือเรื่องกรอบเงินเฟ้อ ที่กระทรวงการคลังและ ธปท.หารือร่วมกันในการปรับเปลี่ยนการดูแลเงินเฟ้อพื้นฐานมาเป็นเงินเฟ้อทั่วไป

ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ตีกลับการเปลี่ยนกรอบเงินเฟ้อด้วยเหตุผลเดียว คือ การกำหนดกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อพื้นฐานกรอบที่ 0.5-3% มาเป็นใช้เงินเฟ้อทั่วไป คือ 1.5-4.5% ซึ่งเรื่องนี้จะทำให้เกิดความสับสนของประชาชนว่าเงินเฟ้อจะสูงขึ้น

เรื่องนี้เป็นปัญหาทางเทคนิคเท่านั้นไม่ได้มีอะไรในกอไผ่ ที่ผ่านมาการกำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อของไทยมีลักษณะที่แตกต่างจากต่างประเทศที่สำคัญใน 2 ลักษณะ คือ เป้าหมายเงินเฟ้อของ ธปท.ที่ผ่านมาจะยึดอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (อัตราเงินเฟ้อที่ไม่รวมราคาสินค้าประเภทพลังงานและอาหารสด) ในขณะที่ในประเทศอื่นๆมักยึดอัตราเงินเฟ้อทั่วไป

กรอบเงินเฟ้อใหม่ ไม่ทำให้ของแพง

การกำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อของไทยที่ผ่านมา จะยึดเป้าหมายเงินเฟ้อแบบช่วง (Zone Targeting) โดยไม่มีการกำหนดค่ากลางอัตราเงินเฟ้อค่าใดค่าหนึ่งชัดเจนลงไป โดยเป้าหมายแบบช่วงนี้กำหนดอยู่ระหว่าง 0-3.5% ระหว่างปี 2543–2551 และกำหนดอยู่ระหว่าง 0.5-3% ในช่วงระหว่างปี 2552-2554

เมื่อเปรียบเทียบนัยของการปรับเป้าหมายจากอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมาเป็นอัตราเงินเฟ้อทั่วไป จะพบว่าการใช้เงินเฟ้อทั่วไปจะมีข้อดีในแง่ที่เป็นตัวแทนของสินค้าทั่วไปโดยตรง ที่จะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคในยามที่เกิดภาวะเงินเฟ้อ จึงทำให้ไม่เกิดความสับสนแก่ประชาชนทั่วไป

แต่วิธีนี้มีข้อเสีย คือ เงินเฟ้อทั่วไปจะมีความผันผวนในระยะสั้นที่สูงกว่าเงินเฟ้อพื้นฐาน เนื่องจากราคาสินค้าอาหารสดและพลังงานมีความผันผวนตามปัญหาภัยธรรมชาติ และตามภาวะราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลก

หากพิจารณาให้ลึกลงไป อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานจะมีข้อดีที่ไม่รวมสินค้าพลังงานและอาหารสด ซึ่งนอกจากจะมีความผันผวนมากกว่าสินค้าปกติแล้ว ยังเป็นสินค้าที่ราคากำหนดโดยปัจจัยด้านการผลิตที่อาจเกิดปัญหาระยะสั้นตามภาวะภัยธรรมชาติ และกำหนดโดยราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลก

ซึ่งปัจจัยทั้งสองประการนี้ อยู่นอกเหนืออิทธิพลของการปรับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางในการดูแลการเคลื่อนไหวของราคาสินค้าประเภทนี้

แต่อย่างไรก็ตามในช่วงที่ผ่านมา การใช้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานจะมีจุดอ่อนสำคัญ คือ บทบาทของราคาค่าสาธารณูปโภค เช่น ค่าประปา ค่าไฟฟ้า และค่ารถโดยสาร จะมีน้ำหนักต่ออัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่สูงกว่าที่มีต่ออัตราเงินเฟ้อทั่วไป ซึ่งทำให้เมื่อมีการแทรกแซงและอุดหนุนค่าสาธารณูปโภคโดยภาครัฐ เช่น โครงการประปา ไฟฟ้า รถเมล์ รถไฟฟรี จะมีผลให้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานปรับตัวเพิ่มขึ้นน้อยกว่าเงินเฟ้อทั่วไปมาก และทำให้เกิดการบิดเบือนในการใช้เงินเฟ้อพื้นฐานในเป็นตัวแทนของเสถียรภาพด้านราคาในระบบเศรษฐกิจ

ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า รัฐบาลกังวลใจว่าหากปรับเปลี่ยนจากการดูแลเงินเฟ้อพื้นฐานเป็นเงินเฟ้อทั่วไป อาจทำให้ประชาชนสับสน แต่ธปท. ยืนยันว่า ไม่ว่ากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อจะเปลี่ยนแปลงหรือไม่ หรือจะต้องกลับไปใช้รูปแบบเดิม คือ เงินเฟ้อพื้นฐานที่ระดับ 0.5-3% เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายทางการเงินอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ดี เรื่องการปรับเปลี่ยนเป้าหมายเงินเฟ้อนั้น จะโยนเรื่องไปที่ธนาคารแห่งประเทศไทยว่าเป็นผู้ผิดก็คงไม่ได้ เพราะก่อนที่จะมีการนำกรอบเงินเฟ้อเสนอต่อ ครม.นั้น ทางธปท.ได้หารือร่วมกับกระทรวงการคลังไปแล้ว

“สำหรับ ธปท. จะเป็นกรอบเดิมหรือเปลี่ยนใหม่ เชื่อว่าจะไม่กระทบต่อการทำงานแน่นอน แต่ตอนนี้นักลงทุนคงสับสนว่าประเทศไทยบริหารประเทศกันอย่างไร เพราะก่อนหน้านี้กระทรวงการคลัง กับ ธปท.เห็นชอบแล้ว เรื่องข้อเสนอในการเปลี่ยนแปลงกรอบการดูแลเงินเฟ้อ แต่พอมติครม.บอกให้กลับไปทบทวนใหม่ ก็คงต้องไปถาม รมว.คลังเอง เพราะคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)ได้เสนอไปเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว และ ธปท.พยายามอธิบายให้เข้าใจว่าถ้าเป็นกรอบเดิมดูแลเงินเฟ้อพื้นฐานก็สามารถทำได้ แต่ถ้าเป็นกรอบเงินเฟ้อทั่วไปที่รวมเรื่องราคาพลังงานและอาหารสดประชาชนจะเข้าใจง่าย” ผู้ว่า ธปท. กล่าว

อย่างไรก็ดี หากพิจารณาประสิทธิภาพในการพยากรณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปและอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน พบว่าที่ผ่านมา ธปท.มักพยากรณ์อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่สูงกว่าปกติ ซึ่งอาจมาจากนโยบายการตรึงราคาสินค้าและแทรกแซงค่าสาธารณูปโภคที่ผ่านมา

ผลจากความแตกต่างของค่าพยากรณ์กับค่าที่เกิดขึ้นจริงนี้ อาจทำให้นโยบายการเงินที่ผ่านมาของ ธปท.ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีการดำเนินนโยบายที่เข้มงวดเกินไป ในขณะที่การพยากรณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยในช่วงที่ผ่านมาจะเป็นไปในทิศทางตรงข้าม

นั่นคือมักจะพยากรณ์ต่ำกว่าความเป็นจริง จึงน่าจับตามองว่าการปรับเปลี่ยนเป้าหมายมาเป็นการใช้เงินเฟ้อทั่วไป จะมีผลต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวด

ทางด้านเจ้าของเรื่องอย่างกระทรวงการคลังกลับยืนยันว่ากรอบเงินเฟ้อที่เสนอ ครม.ไปนั้น ต้องการให้ ธปท.กำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อให้ใกล้เคียงกับระดับความเป็นจริง และไม่ให้มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายที่เร็วเกินไป

ฉะนั้น เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่เป็นเรื่องของการอธิบายความต่อสาธารณชนว่า การปรับเปลี่ยนตัวเลขไม่ได้ทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น แต่เป็นการทำให้การกำหนดนโยบายการเงินทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เรื่องกรอบเงินเฟ้อที่ถูก ครม.ตีกลับนี้ ไม่ใช่ทำให้ ธปท.เสียหน้า แต่คนที่เสียหน้า คือกระทรวงการคลังเจ้าของเรื่อง ที่ตามระเบียบจะต้องนำเสนอเข้า ครม.ให้พิจารณาในเดือน ธ.ค. ซึ่งกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า การนำเสนอเข้า ครม. เพื่อพิจารณาไม่ใช่นำเสนอในสัปดาห์สุดท้ายของเดือน

เรื่องนี้หากมีการนำเสนอเข้า ครม.อีกครั้ง คงไม่มีปัญหา ขอเพียงอธิบายให้ชัดเจนว่า ไม่ได้ทำให้เงินเฟ้อ ซึ่งหมายถึงข้าวของแพงขึ้น ก็คงไม่มีปัญหาแต่อย่างใด

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท