posttoday
ย้ายฐาน

ย้ายฐาน

29 ธันวาคม 2554

นํ้าท่วมกับนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท

นํ้าท่วมกับนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท

โดย..อรุณ จิรชวาลา

ทำให้มีเสียงขู่ว่านักลงทุนต่างชาติจะย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้านที่ค่าจ้างต่ำกว่าและมีปัญหาน้อยกว่า

ผมสังเกตว่าเสียงขู่นี้ที่มาจากชาวต่างประเทศโดยตรงก็มีบ้าง แต่ส่วนใหญ่มาจากคนไทยด้วยกันเองเสียมากกว่า

แน่นอนว่านักลงทุนต่างชาติจะต้องหงุดหงิดกับน้ำที่ท่วมขังอยู่นานหลายเดือน ผลผลิตที่ต้องสูญเสียไปเพราะปิดโรงงาน ตลอดจนความวุ่นวายในครอบครัวเมื่อลูกหลานไปโรงเรียนไม่ได้ ต้องอพยพกลับประเทศไปหาที่เรียนชั่วคราว

อีกด้านหนึ่ง จู่ๆ พอเปลี่ยนรัฐบาล ต้นทุนแรงงานก็ทำท่าจะสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด ดูเสมือนนโยบายเศรษฐกิจของประเทศจะขาดความต่อเนื่องอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

นี่ยังไม่รวมไปถึงความรุนแรงทางการเมืองตลอด 45 ปีที่ผ่านมา ซึ่งถึงแม้ชาวต่างประเทศจะไม่ตกเป็นเป้า แต่บ่อยครั้งก็ต้องอกสั่นขวัญแขวน และถูกสถานทูตเตือนไม่ให้ออกจากบ้านหรือไม่ให้เดินทางโดยไม่จำเป็น

ย้ายฐาน

 

ทั้งหมดนี้ทำให้เราเริ่มได้ยินเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลออกมาตรการผ่อนปรนต่างๆ เพื่อเป็นการชดเชย ซึ่งเป็นแรงกดดันที่รัฐบาลไม่อาจมองข้าม เพราะหากมีบริษัทต่างชาติประกาศปิดกิจการในประเทศไทยและย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่นในอัตราสูงผิดปกติ ความน่าเชื่อถือในนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลก็อาจจะลดลง ตลอดจนความนิยมทางการเมืองของพรรคแกนนำก็อาจเสื่อมลงด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ผมอยากแนะนำให้รัฐบาลประเมินสถานการณ์ต่างๆ อย่างถ่องแท้ อย่ายอมง่ายๆ เพียงเพราะรู้สึกถูกกดดัน การผ่อนปรนบางเรื่องก็เป็นผลดีต่อประเทศชาติของเราเองในระยะยาว เช่น การลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ซึ่งจะช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเปรียบกับประเทศเพื่อนบ้านชั้นแนวหน้าอย่างฮ่องกงและสิงคโปร์

แต่การผ่อนปรนหรือยอมตามข้อเรียกร้องในอีกบางเรื่องอาจเป็นผลเสียมากกว่าผลดีเช่น การยืดเวลาส่งเสริมการลงทุน หรือการให้นำเข้าสินค้าบางรายการโดยไม่ต้องเสียภาษี เป็นต้น

เราคงต้องยอมรับด้วยใจเป็นธรรมว่า มีชาวต่างประเทศจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกขัดอกขัดใจและรู้สึกเป็นห่วงอนาคตของประเทศไทย แต่ในจำนวนนี้มีน้อยคนที่ความรู้สึกนี้รุนแรงมากจนกลายเป็นความโกรธแค้น หรือหวาดกลัว หรือเหลืออดเหลือทนจนอยู่ในประเทศนี้อีกต่อไปไม่ได้

หนีไม่พ้นที่เขาจะต้องทบทวนความน่าอยู่และความน่าลงทุนของเราเปรียบกับเพื่อนบ้านและประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ และเป็นไปได้ที่โครงการในอนาคตบางโครงการ ที่ตามเงื่อนไขเดิมควรจะอยู่ในประเทศเรา จะถูกประเทศอื่นแย่งชิงไป แต่ประเด็นนี้เป็นคนละเรื่องกับการหนีตาย ปิดโรงงาน เก็บข้าวเก็บของอพยพไปอยู่ประเทศอื่น

ผมจะช่วยประเมินสถานการณ์ในภาพรวมในสายตาของต่างชาติ แบ่งออกเป็นเรื่องๆ ดังนี้

หนึ่ง ปัญหาการเมืองและความสงบเรียบร้อยในประเทศ ที่ผ่านมาสถานการณ์แย่ลง แต่ยังดีที่คู่กรณีต่างให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ในสายตาของต่างประเทศ ทำให้ต่างหลีกเลี่ยงไม่ให้ชาวต่างประเทศได้รับผลกระทบโดยไม่จำเป็น

โดยทั่วไป สถานการณ์ความสงบเรียบร้อยของเรายังอยู่ในเกณฑ์ดี และยังดีกว่าอีกบางประเทศอย่างเห็นได้ชัด

แต่คำถามที่ยังไม่มีคำตอบคือ ความขัดแย้งทางการเมืองของเราเป็นเรื่องชั่วคราว หรือเป็นรอยร้าวถาวรที่ไม่มีทางกลับมาประสานกันได้อีก และจะนำไปสู่ความรุนแรงยิ่งขึ้นในอนาคตหรือไม่

สอง น้ำท่วม ความเสียหายครั้งนี้มากมายอย่างไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะปัญหาโลกร้อนที่ทำให้ฝนตกมากผิดปกติ อีกส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะความผิดพลาดในการประเมินสถานการณ์และในการบริหารจัดการที่ทำให้ความสูญเสียที่ควรหลีกเลี่ยงได้หรือป้องกันได้กลับ “เอาไม่อยู่”

แต่ไม่ว่าจะเสียหายมากน้อยแค่ไหน ในที่สุดก็หนีไม่พ้น ที่เสียไปแล้วก็ต้องแล้วกันไป จะให้รัฐบาลเอาเงินภาษีอากรของประชาชนมาแบกรับแทนความเสียหายของต่างชาติทั้งหมดคงเป็นไปไม่ได้ ประเด็นที่สำคัญกว่าคือในอนาคตมีโอกาสที่ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยหรือไม่ บ่อยเพียงไร

ผมไม่อยากเชื่อว่า จะมีบริษัทต่างชาติที่กลัวน้ำท่วมในอนาคตจนต้องย้ายหนีจากประเทศไทย ขืนเกิดเหตุในทำนองเดียวกันนี้อีกในปีหน้าหรือปีถัดไป อาจเป็นรัฐบาลเองที่ต้องไปก่อนต่างชาติ เพราะถูกประชาชนขับไล่

อาจมีหมอดูบางคนที่บอกว่าน้ำจะท่วมใหญ่อีกในปีหน้า แต่คนที่เชื่อหมอดูน่าจะเป็นคนไทยมากกว่าต่างชาติ

สาม ค่าจ้าง มีคำถามว่าค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท จะทำให้ต้นทุนแรงงานของไทยสูงกว่าประเทศอื่นที่ระดับการพัฒนาใกล้เคียงกันหรือไม่ คำตอบคือไม่ ประเทศที่มีตลาดแรงงานใหญ่กว่าเรามาก คือจีน ปัจจุบันก็มีต้นทุนค่าแรงใกล้เคียงกับเรา

ธุรกิจที่จะได้รับผลกระทบเพราะเรื่องนี้จนถึงขั้นอยู่ไม่ได้หรือล้มหายตายจาก ไม่ใช่กิจการของนักลงทุนต่างชาติ แต่เป็นธุรกิจของคนไทยด้วยกันเองนี่แหละครับ เพราะโดยเฉลี่ย ธุรกิจของเรามีขนาดเล็กกว่า และมีอัตราการใช้เครื่องทุ่นแรงน้อยกว่า

ก่อนหน้านี้ค่าจ้างของเราต่ำ อยู่ได้เพราะเรามีแรงงานต่างด้าวหลายล้านคนอยู่ในประเทศที่พร้อมจะยอมรับค่าจ้างน้อยกว่าคนงานไทย

ด้วยเหตุนี้ เมื่อค่าจ้างสูงขึ้น กลุ่มที่จะได้รับผลกระทบมากกว่าก็น่าจะเป็นแรงงานต่างด้าวเช่นกัน กล่าวคือ โดยทั่วไปจะมีการจ้างงานน้อยลง และการพึ่งพาแรงงานต่างด้าวจะลดลง ส่วนคนไทยที่ไม่เลือกงานก็น่าจะยังหางานได้

กล่าวโดยสรุป ผมไม่อยากให้รัฐบาลกลัวคำขู่มากเกินไป จนต้องยอมรับเงื่อนไขพิเศษต่างๆ

ในระยะยาว พึงระลึกว่าการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำไม่ใช่การแก้ปัญหาเรื่องความกินดีอยู่ดีของประชาชนอย่างถาวร สิ่งที่สำคัญกว่าในการพัฒนาประเทศและในการยกระดับรายได้ คือการพัฒนาด้านการศึกษา การปรับปรุงระบบขนส่งและสาธารณูปโภคให้มีประสิทธิภาพ ตลอดจนการขจัดคอร์รัปชันในวงการเมืองและวงการข้าราชการ  

 

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน