posttoday
ธุรกิจควบกิจการฮิต 3-5 ปีข้างหน้า

ธุรกิจควบกิจการฮิต 3-5 ปีข้างหน้า

28 ธันวาคม 2554

กระแสการควบรวมและการเข้าซื้อกิจการได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในช่วง 45 ปีที่ผ่านมา

กระแสการควบรวมและการเข้าซื้อกิจการได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในช่วง 45 ปีที่ผ่านมา

โดย...ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

กระแสการควบรวมและการเข้าซื้อกิจการได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในช่วง 45 ปีที่ผ่านมา โดย Thomson Reuters ระบุว่า มูลค่าธุรกรรมการควบรวมกิจการ (M&A)ทั่วโลกในปี 2553 อยู่ที่ระดับ 2.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเพิ่มจากปีที่ผ่านมาถึง 22.9% และแตะระดับสูงสุดในรอบ 2 ปี โดยมีกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่เป็นกลุ่มที่มีการควบรวมกิจการมากที่สุดถึง 33% ส่วนภาคธุรกิจที่มีการควบรวมกิจการสูง ได้แก่ กลุ่มไฟฟ้าและพลังงาน ซึ่งมีสัดส่วนถึง 20.6%

สำหรับการทำ M&A ในประเทศไทยนั้น พบว่า ในปี 2553 มีการทำคำเสนอซื้อหุ้นเพื่อครอบงำกิจการของบริษัทไทย มีมูลค่าทั้งสิ้น 2 แสนล้านบาท จาก 68 บริษัท และในจำนวนนี้มีมูลค่ารายการซื้อขายที่เกิดขึ้นจริง 1.8 แสนล้านบาท (ประมาณ 88.2%) ถือว่าเป็นมูลค่าที่สูงมาก เมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลในปี 2552 ซึ่งพบว่ามีการทำคำเสนอซื้อหุ้นเพื่อครอบงำกิจการ 6.7 หมื่นล้านบาท จาก 94 บริษัทและมีการซื้อขายจริงเกิดขึ้น 6.5 หมื่นล้านบาท (ประมาณ 97.9%) สะท้อนถึงมูลค่า M&A ระหว่างกิจการไทยที่เติบโตกว่า 3 เท่าภายใน1 ปีเลยทีเดียว

อย่างไรก็ดี เป็นที่น่าสังเกตว่าจำนวนบริษัทที่เข้าทำธุรกรรม M&A ในปี 2553 กลับมีจำนวนต่ำกว่า รวมทั้งสัดส่วนที่มีการยอมรับการเสนอซื้อปรับตัวลดลงกว่าปี 2552 ขณะที่มูลค่าธุรกรรมมีขนาดใหญ่ขึ้น โดยดีลที่มีมูลค่ามากกว่า 1 หมื่นล้านบาท ในปี 2553 มีจำนวนทั้งสิ้น 6 ธุรกรรม จากธุรกิจการเงิน ธุรกิจบริการ เช่น การขนส่ง และธุรกิจพลังงานในขณะที่ในปี 2552 มีเพียง 1 ดีล จากธุรกิจการเงินเท่านั้น นั่นหมายความว่าการเติบโตของธุรกรรม M&A ในปี 2553 เป็นผลเนื่องมาจากขนาดของธุรกรรมเป็นสำคัญ

นอกจากนี้ การลงทุนทางตรงในรูปของธุรกรรม M&A ของไทยในต่างประเทศได้เริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้นเช่นเดียวกัน โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ประเมินมูลค่าธุรกรรมการซื้อกิจการสุทธิของไทยในต่างประเทศในปี 2553 ไว้ที่ประมาณ 5,100 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2552 ถึง 5.8 เท่าโดยการนำของธุรกิจพลังงาน ปิโตรเคมีวัสดุก่อสร้าง ค้าปลีก อาหารและเครื่องดื่ม เป็นต้น คิดเป็นสัดส่วนสูงขึ้นมาถึง 61.1%ของการลงทุนทางตรงทั้งหมดในปี 2553(มูลค่า 8,342.1 ล้านเหรียญสหรัฐ) จากที่เคยมีสัดส่วนต่ำมากเข้าใกล้ร้อยละ 0 ก่อนปี 2551

แสดงให้เห็นว่าธุรกิจไทยมีแนวโน้มที่จะทำธุรกรรม M&A ในรูปแบบของการเข้าซื้อธุรกิจในต่างประเทศมากยิ่งขึ้น แตกต่างจากในอดีตที่ธุรกิจต่างประเทศเข้ามาซื้อธุรกิจของไทยเสียเป็นส่วนใหญ่ โดยธุรกรรมที่ต่างประเทศเข้าซื้อธุรกิจไทยมีมูลค่าประมาณ 526.2 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2553 ต่ำกว่าที่ธุรกิจไทยออกไปซื้อธุรกิจในต่างประเทศเกือบ 10 เท่า สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นภาพของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจไทยที่มีความเข้มแข็งขึ้น จากวงจรของการเติบโตทางเศรษฐกิจผ่านการทำธุรกรรม M&A ทั้งในประเทศและต่างประเทศที่มีความคึกคักอย่างเห็นได้ชัดในช่วง 23 ปีที่ผ่านมา

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ปัจจัยสนับสนุนที่มีหลายประการ ทั้งเชิงนโยบาย เช่น มาตรการภาษีสืบเนื่องจากแผนพัฒนาตลาดทุนไทย การรวมกลุ่มเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) และเชิงธุรกิจ เช่น ผลประกอบการที่ดีของบริษัทสร้างแรงจูงใจในการขยายธุรกิจ การลดความเสี่ยงจากการพึ่งพิงวัตถุดิบจากผู้จัดจำหน่ายการขยายตลาดหรือธุรกิจใหม่ๆ และมุมมองของนักธุรกิจที่มีต่อการทำ M&A เปลี่ยนแปลงไป จะเป็นแรงส่งเสริมให้ภาคธุรกิจมีการควบรวมและซื้อกิจการกัน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ปัจจัยสนับสนุนข้างต้นจะเป็นแรงส่งเสริมให้ภาคธุรกิจมีการควบรวมและซื้อกิจการกันในอัตราเร่งขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2554 สะท้อนจากมูลค่าการเสนอซื้อธุรกรรม M&A ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2554 ที่สามารถขึ้นไปแตะระดับ 3.3 แสนล้านบาท (เมื่อเทียบกับยอดสถิติรวมทั้งปี 2553 อยู่ที่ระดับประมาณ 3.5 แสนล้านบาท) จากความสนใจออกไปขยายธุรกิจในต่างประเทศของบริษัทขนาดใหญ่ของไทย ขณะที่นักลงทุนจากต่างประเทศที่จะเข้ามาร่วมทุนหรือซื้อกิจการในประเทศนั้นน่าจะมีบ้าง โดยคาดว่าจะมาจากนักลงทุนในภูมิภาคเอเชียด้วยกันเป็นส่วนใหญ่ เช่น จีน อินเดีย มาเลเซียและสิงคโปร์

ทั้งนี้ เหตุผลสำคัญก็เนื่องมาจากอานิสงส์ของ AEC และจากการที่เศรษฐกิจเอเชียเติบโตแข็งแกร่งขึ้นเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นในโลก ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ประเมินภาพรวมของมูลค่าธุรกรรม M&A ที่เกิดขึ้นจริงของธุรกิจไทยว่าน่าจะสามารถทะยานขึ้นไปไม่ต่ำกว่า 4 แสนล้านบาทในปี 2554 อย่างไรก็ตาม มูลค่าประมาณกว่า 1.5 แสนล้านบาท มาจากการควบรวมของบริษัทในเครือเดียวกันของผู้ประกอบการรายใหญ่ในธุรกิจปิโตรเลียมและปิโตรเคมี

สำหรับแนวโน้มในระยะกลางนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า การขยายฐานธุรกิจผ่านช่องทาง M&A ของธุรกิจไทยน่าจะยังคงดำเนินต่อไปในอีก 35 ปีข้างหน้า ซึ่งมูลค่าของธุรกรรมดังกล่าวในแต่ละปีจะมากหรือน้อย ก็คงขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ในการปรับตัวทางธุรกิจในขณะนั้น ประกอบกับจังหวะในการหาเป้าหมายที่เหมาะสม และการปิดดีลที่ลงตัวระหว่างผู้เข้าซื้อและผู้ขาย รวมทั้งปัจจัยทางนโยบายจากภาครัฐในอนาคตว่าจะสนับสนุนการทำธุรกรรม M&A มากน้อยเพียงใด

ซึ่งหากมองจากปัจจัยแวดล้อม ณ ปัจจุบัน มองว่ามิติของ AEC และ ASEAN Linkage น่าจะมีแรงดึงดูดให้ธุรกิจในภูมิภาคอาเซียนเข้ามาเจรจาขอทำ M&A กับธุรกิจในไทยมากขึ้น โดยเฉพาะในภาคการบริการ เช่น สถาบันการเงิน โลจิสติกส์ ธุรกิจท่องเที่ยวและสุขภาพ ขณะที่ธุรกิจไทยที่มีโอกาสออกไปซื้อหรือควบรวมธุรกิจในต่างประเทศที่สำคัญน่าจะเป็นกลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี วัสดุก่อสร้าง อาหารและเครื่องดื่ม ท่องเที่ยว สุขภาพ บันเทิง เป็นต้น ซึ่งธุรกิจที่จะไปทำธุรกรรม M&Aในต่างประเทศน่าจะเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีขนาดใหญ่ เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรม M&A อยู่ในระดับสูง (โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 5.4% ของมูลค่าธุรกรรม) และกระบวนการในการเจรจา ซึ่งใช้เวลาพอสมควร

กระแส M&A ได้กลายเป็นประเด็นร้อน และได้รับความสนใจจากนักธุรกิจอย่างกว้างขวาง เป็นการจุดกระแสให้ผู้ประกอบการในไทยเริ่มเข้ามาทำ M&A กันมากขึ้นในอุตสาหกรรมที่หลากหลายขึ้น แต่ถึงแม้ว่าจะเป็นที่นิยม ก็ไม่ได้หมายความว่าการปิดธุรกรรม M&A ได้ จะหมายรวมถึงการดำเนินธุรกิจจะประสบความสำเร็จหลังจากนั้นทุกรายไป

เนื่องจากการทำ M&A มีประเด็นเสี่ยงพ่วงท้ายเข้ามาหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นความแตกต่างของวัฒนธรรม กระแสราคาหลักทรัพย์ที่พุ่งไปก่อนการควบรวมอาจทำให้การประเมินราคากิจการที่สูงจนเกินไป ส่งผลให้ผลตอบแทนต่ำกว่าที่ควรจะเป็น หรือแม้กระทั่งการตั้งเป้าหมายในการควบรวมกิจการไม่มีความชัดเจนตั้งแต่ต้น ก็สามารถส่งผลให้ธุรกิจล้มเหลวหลังปิดดีลได้เช่นกัน

ดังนั้น ผู้ประกอบธุรกิจควรจะได้ตระหนักถึงประเด็นแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับการทำ M&A อย่างครอบคลุม เพื่อที่จะสามารถเตรียมรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้แนะนำบางกลยุทธ์ที่นำไปสู่ความสำเร็จไว้ดังนี้

มุ่งเน้นที่หลักการมากกว่าแย่งชิงเป้าหมายในบางกรณี การทำ M&A เกิดขึ้นเนื่องจากทำไปตามกระแสของตลาด หรือทำเพราะต้องการชิงตัดหน้าบริษัทคู่แข่ง ซึ่งเหตุจูงใจเช่นนี้อาจไม่ก่อให้เกิดผลดีแก่บริษัทได้ เนื่องจากไม่มีการวางแผนที่ดี ซ้ำยังก่อให้เกิดปัญหาสืบเนื่องได้ในภายหลัง

การตัดสินใจคิดจะทำ M&A ควรจะมาจากเหตุผลทางธุรกิจที่ชัดเจนว่าจะทำไปเพื่อวัตถุประสงค์ใด การทำให้ผลดีต่อธุรกิจและผู้ถือหุ้นอย่างไร และการตัดสินใจในการทำ ต้องผ่านการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลได้จากการขยายกิจการแบบอื่นอย่างไร นอกจากนั้นต้องมีการวางแผนที่ชัดเจนในการเลือกบริษัทเป้าหมาย วิธีการที่ใช้เลือกทำ M&Aและขั้นตอนในการประเมินราคาที่เหมาะสม เป็นต้น  

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท