posttoday
หยวน ผนึก เยน ถึงเวลาตัดหางดอลลาร์

หยวน ผนึก เยน ถึงเวลาตัดหางดอลลาร์

28 ธันวาคม 2554

กลายเป็นข่าวใหญ่ที่ทำให้ทั่วโลกต้องจับตาไปแล้ว กับความร่วมมือทางการเงินครั้งประวัติศาสตร์ระหว่าง 2 บิ๊กเศรษฐกิจ

กลายเป็นข่าวใหญ่ที่ทำให้ทั่วโลกต้องจับตาไปแล้ว กับความร่วมมือทางการเงินครั้งประวัติศาสตร์ระหว่าง 2 บิ๊กเศรษฐกิจ

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

กลายเป็นข่าวใหญ่ที่ทำให้ทั่วโลกต้องจับตาไปแล้ว กับความร่วมมือทางการเงินครั้งประวัติศาสตร์ระหว่าง 2 บิ๊กเศรษฐกิจ เบอร์ 2 และ 3 เมื่อจีนและญี่ปุ่นประกาศเตรียมจับมือค้าขายกันโดยใช้สกุลเงินของตัวเอง โดยที่ไม่ต้องแลกผ่านตัวกลางในสกุลเงินเหรียญสหรัฐ หรือเปิดสวอปไลน์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

นอกจากนี้ ญี่ปุ่นซึ่งเป็นทั้งคู่แข่งเศรษฐกิจและยังไม่ลงรอยทางการเมืองกับจีนในหลายเรื่อง ยังประกาศจะซื้อพันธบัตรสกุลเงินหยวนของจีน เป็นส่วนหนึ่งของทุนสำรองระหว่างประเทศมูลค่า 1.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ของญี่ปุ่นด้วย

นี่คือความสำเร็จส่งท้ายปีของจีน กับการดันเงินสกุลหยวนให้ขึ้นไปมีบทบาทในเวทีโลกมากขึ้น และยังเป็นชัยชนะในเชิงสัญลักษณ์ว่า เงินหยวนจะผงาดขึ้นเป็นผู้นำของสกุลเงินในภูมิภาคนี้อย่างแน่นอน แม้ว่าความสำเร็จในวันนี้จะยังเป็นแค่ก้าวแรกในอีกหลายสิบก้าวก็ตาม

ในระหว่างการเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี โยชิฮิโกะ โนดะ แห่งญี่ปุ่น ผู้นำของทั้งสองประเทศได้ประกาศความร่วมมือทางการเงินครั้งใหญ่หลายด้านด้วยกัน

หยวน ผนึก เยน ถึงเวลาตัดหางดอลลาร์

ประการแรก ทั้งสองฝ่ายจะดำเนินข้อตกลงการแลกเปลี่ยนเงินตราแบบทวิภาคี หรือสวอปไลน์ เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายสามารถทำการค้าระหว่างกันได้โดยที่ไม่ต้องใช้เงินเหรียญสหรัฐเป็นตัวกลางในการซื้อขาย ซึ่งจะช่วยให้ภาคธุรกิจไม่ต้องเสียทั้งค่าธรรมเนียมการแลกเปลี่ยน หรือต้องเสี่ยงความผันผวนของค่าเงิน โดยปัจจุบันมีการค้าระหว่างจีนและญี่ปุ่นที่ใช้เงินเหรียญสหรัฐในการชำระเงินอยู่ที่ราว 60% ของการค้าทั้งหมด

ประการที่สอง ญี่ปุ่นจะหันมาซื้อพันธบัตรรัฐบาลจีนมาเก็บเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศรูปแบบหนึ่ง และจะสนับสนุนให้มีการขายพันธบัตรจีนทั้งในญี่ปุ่นและตลาดต่างประเทศผ่านทางบริษัทของญี่ปุ่น ส่วนในตลาดจีนเองนั้น จะหนุนให้มีการขายพันธบัตรจีนผ่านทางธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศญี่ปุ่น (เจบิก) ของญี่ปุ่นเป็นอีกช่องทางหนึ่ง นอกเหนือจากในปัจจุบันที่จีนยอมให้ขายผ่านทางธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) และบรรษัทการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอฟซี) ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เท่านั้น

นั่นหมายความว่า เขตเศรษฐกิจหมายเลข 2 และ 3 ของโลกจากเอเชียทั้งคู่นี้ กำลังเริ่มจะ “เตะ” เงินเหรียญสหรัฐที่เอาแน่เอานอนไม่ค่อยได้ในช่วงหลังมานี้ออกจากวงโคจร และหันมาสนับสนุนสกุลเงินของตัวเองกันมากขึ้นแทน

เป้าหมายของจีนนั้น คือ ต้องการดันบทบาทสกุลเงินของตัวเองให้โกอินเตอร์มากขึ้น เพราะแม้ทุกวันนี้จีนจะเป็นเบอร์ 2 ทางเศรษฐกิจโลก และเป็นมหาอำนาจในด้านการผลิตและการค้าขาย แต่ระบบการเงินของจีน โดยเฉพาะสกุลเงินหยวนนั้น กลับยังไม่แพร่หลายในวงกว้างเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ ยูโร หรือเงินเยน เนื่องจากจีนไม่ได้ใช้ระบบลอยตัวค่าเงิน ที่ปล่อยเสรีตามกลไกตลาดเหมือนในหลายประเทศ

หลังประสบความสำเร็จในด้านการค้าแล้ว จีนจึงเดินหน้าอย่างหนักที่ดันเงินหยวนให้โกอินเตอร์ตามไป โดยผ่านช่องทางหลักๆ คือ ข้อตกลงการค้าโดยใช้สกุลเงินท้องถิ่น เช่น ที่ตกลงกับประเทศในกลุ่มสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) โดยเริ่มที่การค้าตามแนวชายแดน และข้อตกลงการสวอปเงินกับธนาคารกลางของประเทศพันธมิตร

ในปีนี้จีนได้เดินหน้าทำข้อตกลงสวอปเงินกับหลายประเทศในฝั่งเอเชียแปซิฟิกอย่างหนัก อาทิ กับนิวซีแลนด์ ภายใต้วงเงิน 2.5 หมื่นล้านหยวน เมื่อเดือน เม.ย. กับเกาหลีใต้ ซึ่งขยายวงเงินสวอปเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวเมื่อเดือน ต.ค. ไปอยู่ที่ 64 ล้านล้านวอน (ราว 5.65 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ) ในข้อตกลงระยะเวลา 3 ปี กับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) วงเงิน 7 หมื่นล้านหยวน (ราว 3.2 แสนล้านบาท) เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา และล่าสุดกับปากีสถานในวงเงิน 1 หมื่นล้านหยวน

จากเดิมที่การค้าโดยใช้เงินหยวนในการชำระเงินมีสัดส่วนเพียงไม่ถึง 1% ของการค้าจีนทั้งหมดเมื่อปีที่แล้ว ตัวเลขกลับเพิ่มสูงขึ้นถึง 10% ในปีนี้

การเตรียมทำข้อตกลงแบบเดียวกันนี้กับญี่ปุ่น ที่ถือเป็นพันธมิตรเหนียวแน่นกับสหรัฐมากกว่าจีนซึ่งเป็นเพื่อนบ้านกัน ย่อมสร้างความประหลาดใจให้กับหลายฝ่าย โดยมีรายงานในวอลสตรีต เจอร์นัล ว่า ญี่ปุ่นถึงกับโทร.ไปแจ้งเรื่องข้อตกลงนี้กับสหรัฐ ก่อนที่จะแถลงร่วมกับจีนด้วยซ้ำ

แต่เมื่อพิจารณาถึง “ความจำเป็น” ของญี่ปุ่นในเวลานี้ก็อาจไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจ

ภัยพิบัติ 3 ครั้งซ้อนทั้งแผ่นดินไหว สึนามิ และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์รั่วไหล บวกกับปัจจัยสำคัญที่เงินเยนถูกเก็งกำไรจนแข็งค่าอย่างหนักในช่วงไม่กี่ปีมานี้ และยังถูกซ้ำเติมล่าสุดด้วยภาวะน้ำท่วมไทย ที่ส่งกระทบต่อฐานการผลิตของญี่ปุ่นอย่างหนัก ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นความจำเป็นที่ทำให้ญี่ปุ่น ซึ่งยังเป็นเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก ต้องดิ้นหนีเอาตัวรอดจากปัญหาเงินเยนแข็งค่า ซึ่งไม่สามารถใช้การแทรกแซงค่าเงินเข้าสู้ได้ และยังมีแนวโน้มจะแข็งค่าต่อเนื่องไปจนถึงปี 2555

นายกรัฐมนตรี โนดะ ซึ่งเป็นนายกฯ คนที่ 6 ภายในระยะเวลา 6 ปี ต้องเดินทางเยือนจีนทั้งที่เป็นช่วงวันหยุดคริสต์มาส เพื่อถกความร่วมมือทางเศรษฐกิจและสถานการณ์ในเกาหลีเหนือ ก่อนจะบินต่อไปยังอินเดีย ซึ่งคาดว่าจะมีข้อตกลงสวอปค่าเงิน 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ กับธนาคารกลางอินเดียด้วย

อย่างไรก็ตาม วอลสตรีต เจอร์นัล ระบุว่า การจับมือระหว่างจีนญี่ปุ่นครั้งนี้ ยังเป็นเพียงแค่ก้าวแรกที่สหรัฐยังไม่กังวลเท่าใดนัก และยังอาจถือเป็นข่าวดีสำหรับสหรัฐด้วยซ้ำ เพราะยิ่งจีนดันเงินหยวนให้โกอินเตอร์เท่าไร ก็หมายความว่าจีนต้องเล่นตามระบบและยอมให้เงินหยวนลอยค่าตามกลไกตลาดมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งจะถือเป็นเรื่องดีสำหรับสหรัฐที่กดดันเรื่องค่าเงินของจีนมาตลอด โดยอ้างถึงการขาดดุลการค้ากับจีนมหาศาลในแต่ละปี เพราะปัจจัยเรื่องค่าเงินหยวนที่ถูกตรึงให้อ่อนค่าต่ำกว่าความเป็นจริง

อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า ก้าวแรกนี้ถือเป็นก้าวที่ชนะและมีความหมายในเชิงสัญลักษณ์ที่สำคัญยิ่งต่อจีน และยังมีแนวโน้มที่จะเป็นก้าวต่อเนื่องอย่างรวดเร็ว ในยามที่สหรัฐและยุโรปต่างเอาตัวไม่รอดกันในวันนี้

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท