posttoday
นวัฒกรรมแห่งการคอร์รัปชัน

นวัฒกรรมแห่งการคอร์รัปชัน

27 ธันวาคม 2554

บทความนี้คงเป็นบทความส่งท้ายปีเก่า 2554 และต้อนรับปีใหม่ 2555

บทความนี้คงเป็นบทความส่งท้ายปีเก่า 2554 และต้อนรับปีใหม่ 2555

โดย..สมชาย สกุลสุรรัตน์

ที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ผมขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ท่านเคารพบูชา จงดลบันดาลให้ท่านประสบแต่ความสุขความเจริญตลอดไป

นอกจากคำถามที่ถูกถามบ่อยพักนี้ ว่าในช่วงวันหยุดยาวที่กำลังจะมาถึงในเทศกาลปีใหม่จะไปเที่ยวไหนแล้ว อีกคำถามหนึ่งคืออยากอธิษฐานขอพรอะไรสำหรับปีงูใหญ่ หรือปีมังกรที่กำลังจะมาถึง

สำหรับผมที่อายุมากเกินกว่าจะสนุกกับการเดินทางนานๆ ไม่ว่าจะโดยเครื่องบิน หรือรถยนต์แล้ว คำตอบคือ ขออยู่บ้าน อยู่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ดีกว่า ไม่ต้องไปแย่งที่กินที่อยู่กับใคร จะไปไหนมาไหนก็สะดวก ไหนๆ ก็ต้องใช้ชีวิตอยู่กับรถติดทั้งปีแล้ว ไม่อยากตามรถติดไปที่อื่นอีก ส่วนการนั่งเครื่องบินนั้นก็เคยนั่งมาหมดแล้วทุกชั้น ไม่เห็นว่าชั้นไหนจะทำให้หายอึดอัดรำคาญ มีความสุขเหมือนเดินรดน้ำหญ้าในสนามหญ้าที่หน้าบ้านสักชั้นเดียว สรุปแล้วอยู่บ้านดีที่สุดครับ สำหรับผม คนอื่นไม่เกี่ยว เพราะรสนิยมของคนไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน

ส่วนคำถามที่ว่า อยากได้อะไรในปีหน้า คำตอบของผมคือ นอกจากภาวนาอยากให้ตัวเองมีสุขภาพดีและแข็งแรงพอที่จะขับรถฝ่ารถติดไปไหนมาไหนได้เองทุกวัน โดยไม่ต้องอาศัยคนขับเหมือนที่ทำมาตลอดชีวิตต่อไปได้ก็พอแล้ว ไม่ขออะไรอีก

ส่วนถ้าเผอิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะแถมให้อีกพรหนึ่ง ก็ขอพรให้ประเทศนี้รอดพ้นภัยพิบัติจากธรรมชาติอย่างมหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในปีนี้ อย่าได้เกิดขึ้นซ้ำอีกเลย

พูดถึงเรื่องนี้ ผมขอพูดเรื่องที่คาใจมานานแล้วว่า อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ประเทศของเราก้าวไปข้างหน้าไม่ได้ ผมว่าไม่ใช่อุทกภัยหรือภัยธรรมชาติอย่างแน่นอน เพราะประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศสามารถพัฒนาเศรษฐกิจให้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ทั้งที่ต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติที่รุนแรง หนักหน่วง และบ่อยครั้งกว่าประเทศไทย โดยเฉพาะประเทศอินโดนีเซีย หรือฟิลิปปินส์

ในทัศนะของผม ปัญหาที่ทำให้ประเทศของเรามีปัญหาในการพัฒนาเศรษฐกิจมากที่สุดในช่วงเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมา ได้แก่ การทุจริตคอร์รัปชันครับ

ความจริงผมไม่อยากยกตัวอย่างเรื่องที่โจรเข้าไปปล้นบ้านข้าราชการผู้ใหญ่ระดับปลัดกระทรวง แล้วอ้างว่าพบเงินสดในบ้านนับพันล้านซุกอยู่ในห้องนอน เพราะเรื่องนี้จริงแท้อย่างใดคงต้องรอฟังผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงของเจ้าหน้าที่ตำรวจและคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ก่อน

แต่ในความรู้สึกของคนทั่วไป น้อยคนที่จะสงสัยว่าใครพูดจริงใครพูดไม่จริง ว่ามีเงินซุกอยู่ในบ้านหรือไม่และเงินจำนวนนี้มีความเกี่ยวพันกับการทุจริตคอร์รัปชันในระบบราชการหรือไม่

ลึกๆ นี่คือการยอมรับ ว่าการทุจริตคอร์รัปชันในวงราชการมีอยู่จริง แต่เชื่อเถิดครับว่า อีกไม่นานเรื่องนี้ก็จะค่อยๆ จางหายไปจากความรู้สึกของประชาชน โดยเฉพาะเมื่อข้าราชการนี่เป็นทั้งโจทย์และจำเลยในกรณีนี้ ไม่ตอบโต้หรือชี้แจงแก้ตัวให้เป็นข่าวต่อไปเรื่อยๆ

นอกจากนั้น ประชาชนจำนวนไม่น้อยยังยอมรับว่า การได้บ้างเสียบ้าง ใครโกงไป ทำงานไป ถือว่ายอมรับได้ เพราะใครขึ้นมามีอำนาจก็โกงกินเหมือนกัน

กรณีนี้ยิ่งตอกย้ำความรับรู้ของคนส่วนมากในสังคม ว่าการทุจริตคอร์รัปชันมีอยู่จริง และมีอยู่ทั่วไป แต่ไม่เป็นไรถ้าโกงไปทำไป

ส่วนบางคนคิดว่า ถ้ามีการคอร์รัปชันกระทำการทุจริตผิดกฎหมายก็ให้ว่ากันไปตามกฎหมายผ่านกระบวนการยุติธรรม เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ อัยการ และศาลที่จะลงโทษผู้กระทำผิด ไม่ก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ขององค์การอิสระอย่าง ป.ป.ช. ให้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนเอาผิดกับผู้กระทำความผิดไปตามขั้นตอน

แต่คนส่วนใหญ่ลืมคิดไปว่า การทุจริตคิดมิชอบทำให้ประเทศชาติเสียหายนั้น ไม่ได้จำกัดอยู่กับการไปรับเงินผู้รับเหมาก่อสร้าง หรือรับสัมปทานของรัฐเท่านั้น แต่ที่หนักหนาสาหัสไม่แพ้กันคือการคอร์รัปชันที่เรียกว่า คอร์รัปชันเชิงนโยบาย หรือการกำหนดนโยบายเพื่อเอื้อประโยชน์เชิงธุรกิจให้กับเพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง หรือเครือข่ายบริวาร เช่น การสร้างอภิมหาโครงการในบริเวณที่ดินที่ได้กว้านซื้อกันไว้ การลด หรือเพิ่มภาษีเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจในเครือข่าย ทั้งหมดว่าไปแล้วไม่ได้ผิดกฎหมาย มีผลงาน ประชาชนบางส่วนได้รับผลประโยชน์ ไม่มีใครเสียหาย จึงทำให้ไม่เป็นข่าวใหญ่โตเหมือนกรณีโจรปล้นปลัด

นอกจากนั้น ในประเทศนี้ยังมีการใช้เงินจากสถาบันการเงิน เฉพาะกิจ หรือธนาคารของรัฐ ใช้จ่ายในโครงการของรัฐบาลประเภท ลด แลก แจก แถมทั้งหลาย ซึ่งนอกจากประชาชนจะนิยมแล้วแม้แต่สื่อมวลชนส่วนใหญ่ก็ยังนิยมด้วย เพราะโครงการประเภทนี้ดูเผินๆ ไม่มีพิษมีภัยกับใคร ประชาชน (ส่วนหนึ่ง) ได้รับผลประโยชน์เดิมๆ โดยรัฐบาลไม่ต้องนำเงินภาษีมาใช้ ไม่มีใครเสียหาย

ความจริงภาระที่เกิดจากโครงการที่แบกรับโดยสถาบันการเงินเฉพาะกิจเหล่านี้ ท้ายที่สุดไม่ได้หายไปไหน ประชาชนทั้งประเทศต้องเป็นผู้แบกรับภาระความเสียหายที่เกิดขึ้นอยู่ดี

ทั้งนี้ เพราะค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการตามนโยบายทั้งหลายที่ว่านี้ ไม่ว่าส่วนลดดอกเบี้ย ต้นทุนทางการเงินที่ระดมต้นทุนสูงเพื่อนำมาปล่อยสินเชื่อ หรือแม้แค่หนี้เสีย ถ้าเกิดขึ้นเป็นภาระที่รัฐบาลจะต้องตั้งงบประมาณไปชดเชยให้ภายหลังทั้งสิ้น อาจจะเป็นการตั้งงบประมาณชดเชยดอกเบี้ยโดยตรง หรือการเพิ่มทุนให้เพื่อเกิดหนี้เสียภายหลัง ซึ่งความเสียหายนับแสนล้านบาทในรอบหลายปีมานี้ เป็นความเสียหายที่น้อยคนจะเข้าใจและตั้งคำถามว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ

ปัญหาคอร์รัปชันทั้งคอร์รัปชันแบบพื้นๆ คือ รับเงินจากพ่อค้านักธุรกิจ หรือการคอร์รัปชันสูงเชิงนโยบาย โดยจัดทำโครงการเอื้อประโยชน์ทางธุรกิจต่อพรรคพวกในระบบอุปถัมภ์ หรือผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐเพื่อสร้างพลังทางการเมือง คือ สาเหตุหลักที่ทำให้ประเทศนี้เดินไปไหนไม่ได้ ไม่ใช่น้องน้ำที่มาแล้วก็ไปตามธรรมชาติอย่างแน่นอน

ผมเชื่อว่า การตั้ง ป.ป.ช.ขึ้นมานั้น เป็นการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันที่ปลายเหตุ ไม่สามารถแก้ไขการปัญหาคอร์รัปชันชั้นสูงเชิงนโยบายได้ ถึงแม้จะมีชื่อว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชันก็ตาม

พอดีหมดหน้ากระดาษเอาไว้คุยกันต่อสัปดาห์หน้าครับ  

 

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง