
นโยบายพลังงานต้องเดินหน้าหลังน้ำลด (1)
แม้ว่ากระแสและความวิตกกังวลเรื่องของภาวะน้ำท่วมจะลดลงไปแล้วก็ตาม
แม้ว่ากระแสและความวิตกกังวลเรื่องของภาวะน้ำท่วมจะลดลงไปแล้วก็ตาม
โดย..โชคติชัย สุวรรณาภรณ์
ผมคิดว่านับต่อแต่นี้ไปเป็นเวลาที่ดีที่สุดสำหรับบ้านเราทีเดียวที่จะเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส เพราะน้ำท่วมครั้งนี้ได้ชี้ให้เราเห็นจุดอ่อนในหลายด้านของประเทศเราที่ยังขาดความพร้อมและการเตรียมตัวเพื่อรองรับปัญหาในภาวะวิกฤต
ผมอยากขอเสนอว่า สิ่งที่เราต้องช่วยกันคิดเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของประเทศในการรองรับภาวะวิกฤต ซึ่งถ้ามองในด้านของการชลประทาน การปรับปรุงระบบการจัดการน้ำของประเทศแบบบูรณาการ การพัฒนาเขื่อนกักเก็บและประตูระบายน้ำ คลองส่งน้ำ การบำรุงรักษาคูคลองอย่างสม่ำเสมอ คือสิ่งที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องน้ำต้องรีบดำเนินการทันที เพราะไม่แน่ว่าในอนาคตเราอาจต้องประสบกับอุทกภัยในระดับที่ใหญ่กว่านี้
แต่ในส่วนของภาคพลังงานสิ่งที่เราเห็นได้ชัดจากน้ำท่วมครั้งใหญ่คราวนี้ คือ ถึงแม้ว่าเราจะไม่มีปัญหาความขาดแคลน แต่วิกฤตได้ทดสอบระบบการบริหารจัดการพลังงานของเรา และชี้ให้เห็นว่าปัญหาในเรื่องการขนส่งพลังงานไม่ว่าจะเป็นน้ำเชื้อเพลิงหรือระบบไฟฟ้าก็ตาม ดูจะเป็นสิ่งเปราะบางที่เราควรเร่งตรวจสอบและทำการวางแผนเพิ่มเติม เพื่อพร้อมรับมือวิกฤตในอนาคตที่อาจรุนแรงกว่านี้ หากพอจำกันได้ โรงไฟฟ้าฟูกุชิมาที่เสียทีเพลี่ยงพล้ำต่อภัยธรรมชาติสึนามิเมื่อกลางปีที่ผ่านมา ก็เพราะได้ประเมินระดับของวิกฤตไว้ต่ำเกินไป ครั้นเมื่อเจอวิกฤตในระดับที่เรียกว่าวิกฤตเหนือวิกฤต คือ สึนามิขนาดที่ไม่เคยพบมาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติญี่ปุ่น ก็ทำให้ระบบป้องกันความปลอดภัยต่างๆ ไม่อาจรองรับได้ และนำมาซึ่งความสูญเสียครั้งประวัติศาสตร์แก่ประเทศญี่ปุ่น
จุดแรกที่ผมคิดว่าเราควรเร่งทบทวน คือ เรื่องของการพัฒนาระบบขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติทางท่อ เราสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ภาพของการรอคิวเพื่อเข้าเติมก๊าซ NGV หรือ LPG ในสถานีบริการที่ไม่อยู่ในแนวท่อ ได้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาโครงข่ายเชื่อมโยงของท่อส่งก๊าซภายในประเทศ เพื่อหลีกเลี่ยงการชะงักงันของการขนส่งที่พึ่งพาแต่รถบรรทุกหรือรถไฟเป็นหลัก ซึ่งการพัฒนาแนวท่อใหม่นั้นจะต้องดำเนินควบคู่ไปกับการขยายจำนวนสถานีบริการตามแนวท่อในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อลดการกระจุกตัวเวลาที่เกิดวิกฤต และการทำงานเช่นนี้ต้องดำเนินการควบคู่กันกับการปฏิรูประบบโครงสร้างราคาเชื้อเพลิงให้เกิดความเหมาะสมและเป็นธรรมต่อทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค เพราะการสร้างแรงจูงใจทางธุรกิจให้ผู้ประกอบการเข้ามาในตลาดพลังงาน ถือเป็นเงื่อนไขสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานระยะยาวของประเทศ
นอกจากการวางแผนทางท่อแล้ว การวางแผนการสร้างคลังสำรองน้ำมันและก๊าซเพิ่มเติมตามภูมิภาคต่างๆ ก็ถือเป็นงานสำคัญที่ต้องเร่งกระทำควบคู่กัน เพราะในภาวะวิกฤตครั้งนี้ยังนับว่าเรายังโชคดีอยู่มากที่มีคลังสำรองน้ำมันและก๊าซบางส่วนกระจายอยู่ตามต่างจังหวัด ซึ่งเราก็ได้อาศัยคลังเหล่านั้นในการกระจายน้ำมันส่งผ่านกลับมายังพื้นที่ที่ประสบปัญหาที่ต้องรับน้ำมันและก๊าซจากส่วนกลาง การดำเนินการเช่นนี้แม้ว่าจะขลุกขลักอยู่บ้าง แต่ก็พอช่วยให้เรารอดพ้นวิกฤตคราวนี้ไปได้ อีกประการหนึ่ง คือ การสร้างคลังสำรองน้ำมันเพิ่มเติมในระยะต่อไป ควรเป็นการดำเนินงานที่เป็นวาระของรัฐบาล เพื่อทำให้การสำรองน้ำมันโดยรัฐนี้เป็นการสำรองเชิงยุทธศาสตร์เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานอย่างแท้จริง เพราะในภาวะวิกฤตเราจำเป็นต้องมีเครื่องมือในการบริหารวิกฤตหลายๆ รูปแบบเพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นในการปฏิบัติงาน







