posttoday
มก.ตั้งฉายารัฐบาลปูอบวุ้นเส้น

มก.ตั้งฉายารัฐบาลปูอบวุ้นเส้น

26 ธันวาคม 2554

ม.เกษตรตั้งฉายารัฐบาล "ปูอบวุ้นเส้น", ปชป."หล่อรอเสียบ", วาทะแห่งปี"เอาอยู่" ,ศปภ."ศูนย์ปิดบังภัยพิบัติ" และรัฐสภา คือ สภาจิ้งหรีด

ม.เกษตรตั้งฉายารัฐบาล "ปูอบวุ้นเส้น", ปชป."หล่อรอเสียบ", วาทะแห่งปี"เอาอยู่" ,ศปภ."ศูนย์ปิดบังภัยพิบัติ" และรัฐสภา คือ สภาจิ้งหรีด

ที่อาคารศรีรัศมิ์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นายจักรพล บัวโฮม ประธานชุมนุมรัฐศาสตร์สโมสรนิสิตคณะสังคมศาสตร์ และนายกิตติศักดิ์ เจิมสิทธิประเสริฐ ประธานฝ่ายวิชาการสมาคมรัฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้แถลงข่าวกิจกรรมการตั้งฉายาสถาบันทางการเมือง ครั้งที่ 2 ประจำปี 2554จัดโดยสมาคมรัฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับชุมนุมรัฐศาสตร์ สโมสรนิสิตคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

นายจักรพล กล่าวว่าสำหรับฉายาที่ผ่านการโหวตคือ รัฐบาล: ปูอบวุ้นเส้นเนื่องจากสภาพการณ์ของรัฐบาลชุดปัจจุบัน อาจเปรียบได้กับ “ปูอบวุ้นเส้น” ซึ่งประกอบขึ้นได้ก็ด้วยวัตถุดิบ อุปกรณ์ และกระบวนการเฉพาะที่ลงตัวตั้งแต่ “ปู” ที่ถูกยกขึ้นมาให้มีบทบาทนำ เป็นส่วนประกอบที่เหมือนจะมีความสำคัญที่สุด ด้วยโดดเด่นทั้งสีสันและราคา เช่นเดียวกับหัวหน้ารัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร “วุ้นเส้น” ซึ่งเป็นขั้วตรงกันข้ามกันในมิติของขนาดกับเส้นใหญ่ เล็กเสียยิ่งกว่าเส้นหมี่ แต่มีลักษณะสำคัญคือ “เหนียวแน่น แยกออกจากกันได้ยาก” ถึงแม้ราคาจะน้อยนิดเมื่อเทียบกับสิ่งที่โอบอุ้มเปรียบได้กับมวลชนที่ให้การสนับสนุนรัฐบาล ซึ่งส่วนมากถูกขนานนามว่าเป็น “ไพร่” มิใช่ “อำมาตย์” เป็นพวกเส้นจิ๋ว แต่มีความเหนียวแน่นในการรวมตัว มากด้วยปริมาณ รวมถึงยากที่จะแบ่งแยก กระทั่งจำแนกด้วยอุดมการณ์ทางการเมืองย่อยๆ ภายใน เหนือสิ่งอื่นใด ถูกอบพร้อมเสิร์ฟในหม้อมีฝาปิด เปรียบได้กับสภาพแวดล้อมซึ่งห่อหุ้มรัฐบาลและมวลชนผู้สนับสนุน ที่ถูกกดดันอย่างหนักหน่วงรอบด้าน และป้ายสีด้วยสารพัดวาทกรรม ทั้งเผาบ้านเผาเมือง ก่อการร้าย ล้มเจ้า โคลนนิ่ง กระทั่งพูดภาษาอังกฤษผิดๆ ถูกๆ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

นายจักรพลกล่าวต่อว่า สำหรับรัฐสภาถูกตั้งฉายาว่าเป็น "สภาจิ้งหรีด" มุ่งแต่ถกเถียงกันในเรื่องไม่เป็นเรื่อง นับตั้งแต่วันแรกๆ ของการประชุม แค่เรื่อง “ที่นั่ง” ก็ต้องกลายเป็นข่าวหน้า 1 ของหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ แทนที่จะเป็นเนื้อหาสาระของการทำหน้าที่ ตามความคาดหวังของประชาชน แต่กลับทำหน้าแค่ส่งเสียงร้องดังแสบแก้วหู แต่ฟังไม่ได้ภาษา ประหนึ่งเสียงจิ้งหรีด เป็น “สภาจิ้งหรีด”

ส่วนพรรคเพื่อไทย: "นักประดาน้ำ" ช่วงสถานการณ์วิกฤติอุทกภัยอย่างหนักหน่วง พรรคเพื่อไทย แทนที่จะมีบทบาทในการช่วยเหลือประชาชน ด้วยกลไกของรัฐในฐานะที่ตนเองเป็นรัฐบาล แต่กับใช้เป็นโอกาส ฉวยเอาขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศได้รับความเดือดร้อน สอดแทรกวาระซ่อนเร้นต่างๆ อาทิ การแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ การออกพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษ รวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กระทั่ง การเนียนของบริจาคที่ ศปภ. เป็นต้น ประหนึ่ง “นักประดาน้ำ” พร้อมอุปกรณ์ทันสมัยครบชุด ไปมาอย่างเงียบเชียบไร้ร่องรอย อาศัยช่วงน้ำหลาก ขับเคลื่อนวาระแอบแฝงอย่างรวดเร็ว

ด้านพรรคประชาธิปัตย์ : " หล่อรอเสียบ"  เนื่องจากภาพลักษณ์สำคัญที่ถือเป็นจุดขายหลักของพรรคประชาธิปัตย์มายาวนาน ก็คือ “ความหล่อ” ทั้งที่มีความเป็นรูปธรรม กล่าวคือ รูปร่างหน้าตา เสื้อผ้าหน้าผม สมญานามในพรรคจึงมีทั้ง หล่อใหญ่ หล่อเล็ก และหล่อจิ๋ว หากแต่ลงเลือกตั้งคราวใด มักแพ้ ไม่ได้รับการลงคะแนนให้มีเสียงส่วนใหญ่ในสภาผู้แทนราษฎร จัดตั้งรัฐบาลได้สักที เอาแต่จะ “รอเสียบ” ด้วยสารพัดเทคนิควิธีท่าเดียว ท้าทายต่อกฎกติกา ซึ่งหลายกรณี หากผู้ตัดสินมีใจช่วยด้วยแล้ว ฝ่ายตรงข้ามเผลอๆ ถึงขั้นบาดเจ็บแข้งขาหัก ต้องเลิกเล่นฟุตบอลไปตลอดชีวิต

พรรคภูมิใจไทย : "ห้อยตกบัลลังก์"บทบาทสำคัญของ นายเนวิน ชิดชอบ ในพรรคภูมิใจไทย เมื่อปีที่ผ่านมา ฝีมือขั้นเทพสามารถกวาดกระทรวงดังๆ 3 กระทรวงใหญ่ มหาดไทย คมนาคม และพาณิชย์ ด้วยความพร้อมทั้ง เทพ กระสุน การเลือกตั้งครั้งล่าสุด พรรคภูมิใจไทยจึงวาดฝันที่จะเข้ามาเป็นรัฐบาลอีกครั้งการณ์กลับปรากฏว่า พรรคภูมิไทยได้รับเลือกเพียง 34 คน ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ได้อีกเพียง 159 คน รวมกันยังหย่อนจากกึ่งหนึ่งอยู่อีกถึง 57 คน ต้องตกบันไดไปเป็นฝ่ายค้าน ดังนั้น รัฐมนตรีสั่งการท่านนี้ จึงมีสภาพเป็น “ห้อยตกบัลลังก์” โดยแท้

นายจักรพล กล่าวต่อถึงฉายา ตุลาการคือ "ท่อน้ำทิ้ง" การตัดสินคดีความของตุลาการ ในรอบปีที่ผ่านมา ด้วยการยึดถือตัวบทกฎหมายอย่างเคร่งครัด แต่กลับถูกวิพากษ์วิจารณ์ ตั้งคำถามถึงความเที่ยงตรงและมาตรฐานของการวินิจฉัย ซึ่งแท้จริงแล้วว่ากันโดยกระบวนการ ตุลาการก็ปฏิบัติได้ตรงดุจดั่ง “ท่อ” ที่หากมองแต่ภายนอก ก็จะเห็นแต่ความตรง แท้จริงแล้ว ภายในท่อ กลับถูกสงสัยว่าอุดมไปด้วยน้ำเสีย หรือน้ำทิ้ง เช่นเดียวกับที่ครั้งหนึ่ง วารสารยุติธรรมคู่ขนาน เมื่อปี 2552 เคยถอดความบทบรรยายของ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงการเคยได้ยินพระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน ที่ว่า “ยังคงมีกฎหมายบางฉบับของประเทศ ที่ไม่เป็นธรรม” กระบวนการตัดสินของตุลาการในรอบปีที่ผ่านมา แม้จะตรงดั่ง “ท่อ” แต่ก็คงเป็นเพียง “ท่อน้ำทิ้ง” ถ้ายังตั้งอยู่บนกฎหมายที่ไม่สามารถสร้างให้เกิดการยอมรับอย่างกว้างขวางได้

ส่วนองค์กรอิสระถูกตั้งฉายาว่า "มือปราบผีการทุจริตคอร์รัปชั่น" ยังคงเป็นปัญหาสำคัญที่ภาคส่วนต่างๆ ลงความเห็นร่วมกันว่า นับวันจะมีแต่ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น แต่ก็ยังไม่เห็นผลงานใดๆ ที่เป็นรูปธรรมในการดำเนินการกับผู้กระทำความผิด ไม่ว่าจะเป็นยุคก่อนหญิงเป็ด ยุคหญิงเป็ด และหลังหญิงเป็ดล่าสุด คดีทุจิตการก่อสร้างโครงการบ่อบำบัดน้ำเสีย อำเภอคลองด่าน จังหวัดสมุทรปราการ วงเงินงบประมาณหลายหมื่นล้านบาท ก็มีมติเป็นเอกฉันท์ ให้ยกคำร้องของ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ แกนนำพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน ที่มีเครือญาติเป็นผู้ชนะประมูลงานก่อสร้างสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 70 ของมูลค่าโครงการ ด้วยเหตุผลเพียงว่า ไม่อยู่ในขณะที่มีการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ.2540 แต่กลับชี้มูล โยนความผิดทั้งหลายทั้งปวงไปให้ นายยิ่งพันธ์ มนะสิการ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว คาดว่าต่อไปนี้ ใครที่มีคดีอยู่ใน ปปช. ต้องหายใจเข้าไว้ เพราะถ้าลืมหายใจเป็น “ผี” เมื่อไหร่ ก็จะกลายเป็นผู้ถูกชี้มูลความผิดทันที ส่วนผู้ที่ยังหายใจ ก็จะสะอาดบริสุทธิ์ผุดผ่องในบัดดล เข้าข่าย “มือปราบผี” ทำหน้าที่ปราบแต่ผี ไม่ปราบคน

นายจักรพล กล่าวต่อว่าสำหรับฉายาต่อไปคือ กองทัพ : "อัศวินม้าหงอย" ภายใต้การบริหารของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ กองทัพเปรียบเสมือนม้าที่ได้หญ้าดีน้ำดี มีอัศวินผู้ขี่รู้ใจ ม้าจึงหน้าระรื่น คึกคะนองกระโดดโลดเต้นอยู่เสมอ แต่พอเปลี่ยนเป็นพรรคเพื่อไทย กองทัพจึงเปรียบเสมือนม้าขาดหญ้าขาดน้ำ เพราะได้อัศวินที่เป็นคู่อาฆาต ตอนนี้ม้าตัวนี้จึงต้องอยู่อย่างเจียมเนื้อเจียมตัว ด้วยส่วนหนึ่งก็เกรงว่าอัศวินจะหาข้ออ้างเชือดม้าตัวนี้ล้างแค้น แต่ครั้นจะใช้กำลังพยศเอาอย่างเคย ก็ติดขัดด้วยอัศวินผู้นี้เป็นขวัญใจประชาชน ม้ากองทัพจึงหมดสภาพ เข้าข่าย “ม้าหงอย” ต้องหันซ้ายหัวขวาตามคำสั่งของอัศวินด้วยความจำใจ รอโอกาสอัศวินเผลอจึงค่อยดีดอัศวินที่อยู่บนหลังทิ้ง แล้วเหยียบซ้ำให้หนำใจ.

ส่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือ "พระเอกตอนจบ" ช่วงระยะเวลาแห่งความยากลำบาก อันเนื่องมาจากอุทกภัยครั้งร้ายแรงที่ผ่านมา การถอดชุดเครื่องแบบทางการเปลี่ยนเป็นเสื้อยืดคอกลมสีขาวสกรีนตัวอักษรสีน้ำตาล “ตำรวจ” กับกางเกงขาสั้น แสดงถึงการเข้าอกเข้าใจต่อบริบท อาการผ่อนคลาย ผ่อนปรน เป็นมิตร ขณะเดียวกัน ก็ยังมีสำนึกในหน้าที่ ที่จะต้องให้ความช่วยแก่ประชาชน เป็นที่นิยมชมชอบ กลายเป็นแฟชั่นระบาดไปทั่วเมือง สมกับเป็น “พระเอกตอนจบ”

ส่วน กทม. (กรุงเทพมหานคร)ได้รับฉายาว่า "หม้อไฟต้มยำ" หากพิจารณาจากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ก็จะเห็นได้ชัดว่า กรุงเทพฯ ชั้นใน เหมือนปล่องไฟกลาง “หม้อหยวนโล้” ที่ระอุไปด้วยความร้อนอันเกิดจากความขัดแย้งระหว่าง ศปภ. กับ กทม. ในเรื่องการบริหารจัดการน้ำท่วม อันเป็นที่มาของวาทะ “ฟังผมคนเดียว” ถัดจากปล่องไฟ ก็จะเป็นกรุงเทพฯ ชั้นนอก และปริมณฑล ซึ่งอุดมไปด้วยน้ำ “ต้มยำ” อันแสนเผ็ดร้อน เพราะเป็นน้ำที่เจือปนไปด้วยคราบน้ำตาและความเดือดร้อนของประชาชนผู้ประสบอุทกภัย ซึ่งความร้อนจากปล่องกลางหม้อหยวนโล้ มีแต่จะทำให้น้ำต้มยำ เผ็ดร้อนมากขึ้น เปรียบเสมือน กทม. กับ ศปภ. ทะเลาะกัน แต่ชาวบ้านซวย

ส่วนศปภ. (ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย)ได้รับฉายาว่า "ศูนย์ปิดบังภัยพิบัติ"  การทำงานที่ผ่านมาประชาชนสับสนข้อมูลมากว่าได้รับครบถ้วนหรือไม่ เนื่องจากแทบทุกครั้ง ผู้ให้ข้อมูลซึ่งสลับหน้ากัน ถ้าพิจารณาแล้ว แต่ละคนก็ใช่ว่าจะไม่มีสติปัญญาความรู้ความสามารถ หากแต่การเจตนาให้ข่าวสารที่ขัดแย้งกันเอง น่าจะมาจากเจตนาที่จะปกปิดข้อมูลที่แท้จริงเสียมากกว่า ซึ่งจนถึงวันนี้ เรื่องง่ายๆ ว่า มวลน้ำทั้งหมดที่โจมตีนครสวรรค์ ยันสมุทรสาคร มีปริมาณเท่าไหร่กันแน่ เพราะเป็นที่มาของวาทะแห่งปีของนายกฯ สุดสวย “เอาอยู่”

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท