posttoday
อ่วม!จ่ายเพิ่มเครมน้อย เบี้ยประกันพุ่ง50%

อ่วม!จ่ายเพิ่มเครมน้อย เบี้ยประกันพุ่ง50%

24 ธันวาคม 2554

กลายเป็นปัญหาใหญ่สำหรับผู้ที่ต้องการทำประกันภัยในปีหน้า เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน

กลายเป็นปัญหาใหญ่สำหรับผู้ที่ต้องการทำประกันภัยในปีหน้า เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน

จากภัยธรรมชาติต้องเจออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แน่นอนคือ การปรับขึ้นค่าเบี้ยประกันของบริษัทประกันภัย

นอกจากนั้น ยังต้องเจอเงื่อนไขที่แสนโหด เมื่อผู้ซื้อประกันต้องถูกจำกัดความเสียหายที่จะเกิดขึ้น และต้องเข้าไปมีส่วนรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นเองด้วยส่วนหนึ่ง ไม่ใช่ให้บริษัทประกันรับผิดชอบทั้งหมดเหมือนในอดีต

ล่าสุดบริษัท กรุงเทพประกันภัย ประกาศออกมาแล้วว่า ได้เจรจากับบริษัทรับประกันภัยต่อในต่างประเทศ (รีอินชัวเรอส์) เพื่อให้รับงานประกันภัยต่อในปี 2555ให้กับลูกค้าคนไทยสำเร็จแล้ว จึงทำให้งานรับประกันภัยโดยเฉพาะประกันภัยทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม แผ่นดินไหว สามารถเดินหน้าต่อไปได้

พนัส ธีรวณิชย์กุล กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท กรุงเทพประกันภัย กล่าวว่า หลังจากนี้ลูกค้ารายใหญ่ที่ต้องการทำประกันภัยความเสี่ยงภัยทุกชนิด (ไอเออาร์)จะต้องมีต้นทุนค่าเบี้ยที่แพงขึ้นพอสมควรและเงื่อนไขต่างๆ ก็เข้มงวดขึ้น ซึ่งไม่เพียงแต่เรื่องภัยน้ำท่วมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงภัยธรรมชาติอื่นๆ ทั้งภัยแผ่นดินไหว ลมพายุ ลูกเห็บ และล่าสุดได้เพิ่มภัยจากไฟป่าเข้าไปด้วย

อ่วม!จ่ายเพิ่มเครมน้อย เบี้ยประกันพุ่ง50%

 

บรรดาผู้นำด้านรีอินชัวเรอส์ที่รับงานของบริษัท กรุงเทพประกันภัย ขอปรับค่าเบี้ยเพิ่มขึ้นเฉลี่ยอีก 20-50% ตามพื้นที่ความเสี่ยงภัยและประเภทของธุรกิจที่ทำ

และต้องตั้งอยู่บนเงื่อนไขที่ว่า บริษัทประกันจะจำกัดความรับผิดของกรมธรรม์สำหรับภัยธรรมชาติไว้ไม่เกิน 10% ของทุนประกัน และต้องไม่เกิน 50 ล้านบาท

เรียกว่า โดนไปสองเด้ง จ่ายแพงขึ้นแต่เวลาขอเคลมความเสียหายกลับได้จิ๊บจ๊อยน้อยนิด

ยังไม่พอ บรรดารีอินชัวเรอส์ยังผูกเงื่อนไขให้เจ็บช้ำอีกว่า ลูกค้าที่ทำประกันยังต้องมีส่วนรับผิดชอบกับความเสียหายส่วนแรกอีก 10% ของความเสียหายที่เกิดขึ้น และต้องไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นบาท -1 แสนบาทอีกด้วย

รีอินชัวเรอส์ บอกว่า ถ้าไม่ได้ราคาและเงื่อนไขนี้ ก็รับงานของไทยไม่ไหวเหมือนกัน เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นครั้งนี้สร้างผลกระทบใหญ่หลวงให้กับธุรกิจประกันทีเดียว

บริษัทรับประกันภัยต่อต่างบอกว่า อาจต้องใช้เวลานาน 15-20 ปี กว่าจะเก็บเบี้ยใหม่มาคืนทุนได้ และมีข้อแม้ว่าต้องไม่มีการเคลมสินไหมเกิดขึ้นอีกด้วย

สะท้อนให้เห็นว่า ภัยรอบนี้รุนแรงกว่าที่ใครจะคาดคิด

เพราะค่าความเสียหายของเบี้ยประกันรวม 8 แสนล้านบาทนั้น ประเมินว่าต้องจ่ายค่าเคลมไปถึง3-3.5 แสนล้านบาท ในจำนวนนั้นเป็นการจ่ายค่าเคลมประกันในภาคอุตสาหกรรมร่วม 2.6 แสนล้านบาท

ส่วนลูกค้ารายย่อยที่ทำประกันอัคคีภัยและมีความคุ้มครองถึงภัยน้ำท่วมนั้น ผู้บริหารบริษัท กรุงเทพประกันภัย บอกว่าไม่ต้องห่วง

ลูกค้าสินเชื่อบ้านของธนาคารจะได้รับความคุ้มครองต่อไปเหมือนเดิม เพราะกว่า 70% กว่าจะหมดอายุคุ้มครองพร้อมกับสัญญาเงินกู้บ้านซึ่งยังอยู่อีกหลายปี

แต่บรรดาลูกค้ารายใหม่นั้น อาจต้องเจอดี เพราะอาจมีการปรับเบี้ยเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่จะพยายามไม่ให้กระทบกับลูกค้า ซึ่งในส่วนของประกันรายย่อยนั้น บริษัทประกันภัยในเมืองไทยสามารถกำหนดค่าเบี้ยได้เอง เนื่องจากไม่ได้ส่งงานให้รีอินชัวเรอส์ เพราะกรมธรรม์บ้านของลูกค้ารายย่อยยังให้ผลตอบแทนที่ดี

เฉพาะของบริษัท กรุงเทพประกันภัย มีการจ่ายค่าสินไหมจากเหตุการณ์น้ำท่วมที่บริษัทต้องรับผิดชอบ 2.2 หมื่นล้านบาท จากลูกค้า 7,500 กรมธรรม์ แบ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ 2 หมื่นล้านบาท

ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 จำนวน 2,500 คัน ค่าสินไหม 400 ล้านบาท ประกันอัคคีภัย 4,000 ราย ค่าสินไหม 2,000 ล้านบาท และประกันภัยเบ็ดเตล็ด 350 รายค่าสินไหม 800 ล้านบาท

ค่าเคลมทั้งหมดนี้จะไม่ส่งผลกระทบ เนื่องจากต้องรับผิดชอบจ่ายเองแค่ 800 ล้านบาทเท่านั้น

กระนั้นก็ตาม ผู้ประกอบการทั้งหลายทำใจได้เลยว่าในปีหน้าต้นทุนค่าเบี้ยประกันต้องเพิ่มขึ้นแน่ๆ ไม่ว่าจะเป็นลูกค้ารายใหม่หรือรายเก่า

เพราะโฉมหน้าการรับประกันภัย ของไทยคงไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปไม่เพียงแค่ต้องจ่ายแพงขึ้นกว่าเดิมเท่านั้น ยังต้องมีส่วนแบกรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นด้วยตัวเองอีกส่วนหนึ่งด้วย

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท