
วิกฤตภัยแล้งและไฟป่าต้นตอนายทุนบุกรุก
นอภ.นครไทย-ป่าไม้-อุทยานฯ นั่ง ฮ.ตรวจพื้นที่ป่า ชี้วิกฤตภัยแล้งและไฟป่าเกิดจากนายทุนบุกรุก
นอภ.นครไทย-ป่าไม้-อุทยานฯ นั่ง ฮ.ตรวจพื้นที่ป่า ชี้วิกฤตภัยแล้งและไฟป่าเกิดจากนายทุนบุกรุก
นายพันธุ์พนา ศิระวงษ์ นายอำเภอนครไทย สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ป่าไม้และอุทยานแห่งชาติ นำเฮลิปคอปเตอร์ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บินสำรวจ สภาพผืนในเขตพื้นที่อำเภอนครไทย จำนวน 5 เที่ยวเพื่อตรวจพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุกแผ้วถาง ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ, อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า, ภูขัด, อุทยานแห่งชาติชาติตระการและหน่วยจัดการต้นน้ำแควน้อยตอนบน หลังจากพบว่า เขตอำเภอนครไทยมีการบุกรุกแผ้วถางและตัดไม้มาก ล่าสุดถูกพบนายทุนลักลอบตัดไม้ปและบุกรุกจำนวนมาก
นายพันธุ์พนา กล่าวว่า วันนี้ได้มีการบินสำรวจสภาพพื้นที่ที่เป็นจุดล่อแหลมพื้นที่ประสบภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะ ภัยแล้ง ในพื้นที่ อ.นครไทย โดยบินสำรวจพื้นที่เขต ต.บ่อโพธิ์ ต.เนินเพิ่ม ต.นาบัว ต.หนองกะท้าว ต.น้ำกุ่ม และต.บ้านพร้าว จุดพื้นที่เสี่ยงเรื่องน้ำ ซึ่งจากการสำรวจทางอากาศพบว่าแหล่งน้ำธรรมชาติ ลำห้วย คลองเริ่มแห้งขอด พื้นที่ราบงดการทำนา แต่มีพื้นที่ใกล้ลำคลองยังมีการเพาะปลูกอยู่บ้าง แต่ถ้าไม่มีน้ำมาเสริมช่วงแล้งนี้ พื้นที่จะเสียหายทั้งหมด การบินสำรวจพื้นที่เชิงอนุรักษ์ครั้งนี้ มีการนำกำนันผู้ใหญ่บ้านเข้าไปบินสำรวจดู เพื่อให้ดูสภาพพื้นที่รับผิดชอบทางอากาศ เพื่อให้กำนันผู้ใหญ่บ้านเห็นสภาพความเป็นจริง ร่วมวางแผนในการดูแลรักษาป่า พลิกฟื้นป่าที่เสื่อมโทรมให้ดีขึ้น และหยุดกระบวนการบุกรุกป่า
“การทำงานมีการบูรณาการร่วมกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ กำลัง จนท.ป่าไม่ไม่เพียงพอ ข้าราชการฝ่ายปกครองจะเข้าไปร่วมในการช่วยกันดูแลรักษาป่า ส่วนการบุกรุก พบว่ามีการบุกรุกในพื้นที่ภูเขา จะให้ทาง กำนันผู้ใหญ่บ้านเข้าไปสำรวจว่า เป็นพื้นที่ของใครและใครเป็นผู้บุกรุกร เพื่อจะได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฏหมาย จ.พิษณุโลก เรามีเขื่อนแควน้อยที่ อ.วัดโบสถ์ และพื้นที่ป่าต้นน้ำสำคัญที่จะนำน้ำสู่เขื่อนแควน้อย คือ อ.นครไทย และ อ.ชาติตระการ ถ้าป่าในพื้นที่ต้นน้ำทั้ง 2 อำเภอถูกบุกรุก แล้วเขื่อนก็จะไม่มีน้ำ เพราะฉะนั้น ทางอำเภอนครไทย จึงให้ความสำคัญ ในการดูแลสภาพป่าเพื่อจะได้มีน้ำลงไปช่วยเหลือและทำการเกษตรในพื้นที่ตอนล่างให้ได้ เพื่อสนองแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” นายพันธุ์พนา กล่าว
ด้าน นายพุฒิพงศ์ จูสนิท หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า กล่าวว่า จากการบินสำรวจสภาพป่าบริเวณอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า พบว่า ป่ายังสมบูรณ์ และยังคงความเขียวขจี หลังทางอุทยานฯ ได้สร้างสัมพันธ์กับชุมชนรอบเขตในการมส่วนร่วมในการอนุรักษ์ป่า จึงทำให้ไม่มีปัญหาไฟป่า และจากสถิติปี 2552 พบว่ามีไฟป่าเพียง 9 ครั้งเนื้อที่ประมาณ 20 ไร่ หรือ ร้อยละ 0.1 ของผืนที่ป่าที่มีกว่า 2 แสนไร่ ส่วนการท่องเที่ยวช่วงฤดูแล้ง เป็นอุทยานที่สามารถเที่ยวทั้งปี อาชาติหนาว 18 องศาเซลเซียส ช่วงนี้ ในพื้นที่จุดเด่นที่นักท่องเที่ยวนิยม คือการชมกล้วยไม้ที่กำลังออกดอกบานสะพรั่ง โดยเฉพาะ นางพญาเสือโคร่ง ยังคงหลงเหลือให้เห็น ดอกไม้ป่าตามธรรมชาติ จุดขายภูหินร่องกล้า หน้าหนาวอากาศ หน้าฝนดอกไม้บานสวย
ขณะนี้มีแผนปลูกพญาเสือโคร่งเป็นแปลงจะเป็นพื้นที่ภูหินร่องกล้าเป็นสีชมพู และวันที่ 2 มีนาคม เทศกาลกุหลาบขาวบานบนลานร่องกล้า ซึ่งเป็นการเชิญชวนนักท่องเที่ยวให้มาเที่ยวชมดอกกุหลาบขาวที่บานสะพรั่งบนลานหินแตก ช่วงเดือน มีนาคม –เมษายน ของทุกปี การรองรับนักท่องเที่ยวด้านสถานที่อุทยานมีความพร้อมที่จะให้การบริหารนักท่องเที่ยวเป็นอย่างดี โดยมีบ้านพัก รองรับได้ 200 คน เต็นท์อีกกว่า 400 คน สำหรับการท่องเที่ยวภูหินร่องกล้า ยังสามารถเชื่อมเส้นทางการท่องเที่ยว ภูทับเบิก เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ได้โดยไม่ต้องย้อนกลับทางเดิม







