
ยลตามช่อง คืนพาสปอร์ต 'ปึ้ง'ตีความ'แม้ว'ไม่ผิด
การออกหนังสือเดินทางให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยังคงเป็นเรื่องร้อนที่เคลื่อนไหวต่อเนื่อง
โดย...ทีมข่าวการเมือง
การออกหนังสือเดินทางให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยังคงเป็นเรื่องร้อนที่เคลื่อนไหวต่อเนื่อง ล่าสุด องอาจ คล้ามไพบูลย์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ตั้งกระทู้ถามสดในสภาผู้แทนราษฎร ถามนายกฯ ถึงความชัดเจนเรื่องนี้
สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ ชี้แจงแทนนายกฯ ว่า ได้ใช้ดุลพินิจในฐานะ รมว.ต่างประเทศ ยกเลิกคำสั่ง ยกเลิกหนังสือเดินทางของ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นไปตามการดำเนินการของรัฐบาลชุดที่แล้วตั้งแต่วันที่ 12 เม.ย. 2552 ซึ่งอาศัยระเบียบของกระทรวงการต่างประเทศว่าด้วยการออกหนังสือเดินทางข้อ 23 (7) ที่เจ้าหน้าที่สามารถยกเลิกหรือเรียกคืนบุคคลใดที่เห็นว่า อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศไทยและต่างประเทศได้
ทั้งนี้ จากการพิจารณาเห็นว่าการอยู่ต่างประเทศของ พ.ต.ท.ทักษิณ ต่อไปไม่ได้ทำความเสียหายทั้งในและต่างประเทศ จึงขอให้ยกเลิกคำสั่งเรื่องนี้ที่ออกโดยนโยบายของรัฐบาลชุดที่แล้ว สุรพงษ์ ชี้แจงว่า กรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณถูกออกหมายจับ แต่ทำไมถึงได้รับหนังสือเดินทางได้นั้น ทางกรมสนธิสัญญาได้เตรียมข้อมูลมาให้ตอบในเบื้องต้นว่า กรณี พ.ต.ท.ทักษิณไม่เข้าข่ายการจะปฏิเสธการออกหนังสือเดินทางตามระเบียบข้อ 21 (2) เพราะจากที่ได้สอบถามไปยังศาลและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้รับการชี้แจงว่าแม้จะมีคดีแต่ไม่ได้แจ้งให้ยกเลิกการออกหนังสือเดินทาง
“ศาลแจ้งให้กระทรวงการต่างประเทศทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคำพิพากษาในคดีต่างๆ ส่วนตำรวจแจ้งว่าเป็นการออกหมายจับ เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณไม่ไปศาลตามนัด ไม่ใช่การออกหมายจับตามคำร้องขอของพนักงานสอบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และไม่ทราบรายละเอียดและสถานะทางคดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ จึงไม่สามารถให้ความเห็นต่อการยกเลิกหนังสือเดินทางได้”
ทั้งนี้ การใช้ระเบียบข้อ 21 (2) ต้องมีองค์ประกอบ 2 ข้อ คือ 1.มีหมายจับ และ 2.ศาล พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ เห็นว่าไม่ควรออกหนังสือเดินทางให้ ซึ่งในกรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ กรมสนธิสัญญาได้พิจารณาอย่างรอบคอบเห็นว่ายังขาดองค์ประกอบข้อ 2
องอาจ ซักถามว่า การระบุว่าศาลไม่ให้ข้อมูลปฏิเสธการออกหนังสือเดินทางนั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เพราะเป็นหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศต้องพิจารณาการชี้แจงเช่นนี้ ยังเป็นการลากข้าราชการกรมสนธิสัญญาเข้ามารับผิดชอบกับเรื่องนี้อีกด้วย อีกทั้งการชี้แจงเป็นการอ้างระเบียบข้อ 21 (2) แต่ไม่พูดถึง (3) ที่ระบุถึงการห้ามไม่ให้ออกนอกประเทศ
สุรพงษ์ ชี้แจงว่า ตามระเบียบข้อ 21 (3) นั้น ทางศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแจ้งมาว่า เมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2551 มีคำสั่งห้าม พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางออกนอกประเทศเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล ซึ่งต่อมาวันที่ 28 ก.ค. พ.ต.ท.ทักษิณยื่นคำร้องขอออกนอกราชอาณาจักร เพื่อไปประเทศญี่ปุ่นและจีน ซึ่งศาลอนุญาตและให้กลับมารายงานตัว 11 ส.ค. 2551
แต่เมื่อครบกำหนดทนายได้มาแจ้งว่า พ.ต.ท.ทักษิณยังไม่เดินทางกลับมา ศาลจึงออกหมายจับ พ.ต.ท.ทักษิณด้วยข้อเท็จจริงข้างต้น จึงไม่น่าเป็นข้อเท็จจริงที่ศาลหรือเจ้าพนักงานสั่งห้ามไม่ให้ พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ตามนัยข้อที่ 21 (3) เนื่องจากศาลได้มีคำสั่งให้เดินทางออกนอกราชอาณาจักรได้ชั่วคราว ประกอบกับ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้อยู่ในประเทศไทยแล้ว







