
มาร์คหนุนรัฐใช้จีบีซีแก้ไทย-เขมร
ปชป.หนุนรัฐใช้จีบีซีสยบปัญหาไทย-เขมร แนะรบ.ต้องชัดเจนให้กัมพูชาปฏิบัติตามเอ็มโอยู 43-การส่งผู้สังเกตุการณ์เข้าประเทศ
ปชป.หนุนรัฐใช้จีบีซีสยบปัญหาไทย-เขมร แนะรบ.ต้องชัดเจนให้กัมพูชาปฏิบัติตามเอ็มโอยู 43-การส่งผู้สังเกตุการณ์เข้าประเทศ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึง การประชุมคณะกรรมการกิจการชายแดนร่วมไทย-กัมพูชา (จีบีซี) โดยเราสนับสนุนหลักการที่จะใช้กลไกนี้ เป็นตัวเดินในการปรับกำลังทหารมาตั้งแต่ต้น ดีกว่าจะปล่อยให้ต่างฝ่ายต่างดำเนินการ แต่อยากเตือนว่าเวลาไปเจรจามีประเด็นน่าคิด 2 เรื่องใหญ่ๆ ซึ่งรัฐบาลต้องมีความชัดเจน คือ 1.การปรับหรือย้ายคน แม้จะมุ่งในเรื่องของทหาร แต่ก็ต้องบอกให้กัมพูชาเคารพเอ็มโอยูปี 2543 ทั้งชุมชน ตลาด และวัด ยังละเมิดเอ็มโอยูอยู่ หรืออาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับทหารด้วย
ทั้งนี้ กัมพูชาต้องมีความชัดเจนในการถอนตรงนี้ออกไปด้วย ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นว่าเราปล่อยให้มีการละเมิดโดยที่ไม่มีกำลังทหารอยู่ด้วย และ 2.บทบาทของผู้สังเกตการณ์ซึ่งเป็นชาติที่ 3 ต้องวางกรอบความคิดให้เหมาะสมว่ามาทำอะไร เพราะการเสนอแนวคิดให้มีผู้สังเกตการณ์ตั้งแต่ต้น ไม่ได้บอกให้มาดูเรื่องการถอนทหาร แต่มาช่วยดูแลไม่ให้มีการปะทะกัน ดังนั้น ผู้สังเกตการณ์จึงไม่จำเป็นที่เข้ามาในขั้นตอนถอนทหาร และก็ไม่สนับสนุนให้ผู้สังเกตการณ์เข้ามาทั้งที่กัมพูชายังละเมิดเอ็มโอยูอยู่ เพราะจะทำให้ชาติที่ 3 เข้าใจผิดถึงการครอบครองที่ต่างๆ จึงควรทำอะไรให้เรียบร้อย แล้วจึงเปิดให้ผู้สังเกตการณ์เข้ามา
อย่างไรก็ดี ตนได้เคยเสนอแนวคิดเหล่านี้ไปยังรัฐบาล พร้อมทั้งเคยหารือกับรมว.ต่างประเทศเป็นการส่วนตัว ว่าอยากให้ระวังและให้ทบทวนทำความเข้าใจกับกัมพูชาให้ดี ตนไม่อยากให้รัฐบาล ไม่ให้ความสำคัญกับบทบาทของนานาประเทศที่จะเข้ามาในพื้นที่เหล่านั้น กรณีที่ยูเนสโกเข้ามา รมว. ต่างประเทศยังไม่ชัดเจนว่าจะประท้วงหรือไม่ประท้วง และเหตุใดไทยจึงไม่เข้าไปแสดงสิทธิ์ หรืออธิปไตยเหนือดินแดนรอบปราสาท ซึ่งจะเป็นปัญหาต่อไป ดังนั้น รมว.ต่างประเทศ และนายกฯ ต้องเข้มกว่านี้ในการแสดงจุดยืน กรณีที่นานาชาติเข้ามามีบทบาท
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ส่วนการประชุมจีบีซี ที่ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้นั้น ถือว่าไม่เป็นไร ขอให้ขณะนี้ไม่มีการปะทะกัน และเป็นที่เข้าใจว่าการปรับกำลังต่างๆ จะต้องเป็นในลักษณะทวิภาคี ตราบใดที่อยู่ในกรอบนี้การเจรจาคงเดินต่อไปได้ ทั้งนี้ ยอมรับว่าท่าทีรมว.ต่างประเทศและรัฐบาล จะส่งผลต่อการสุ่มเสี่ยงอธิปไตยในพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร และอย่าลืมว่า คดีที่อยู่ในศาลโลกจะตัดสินในช่วงต้นปี 55 นี้ ดังนั้น อะไรที่เกิดขึ้นในช่วงนี้อาจจะมีผลต่อแนวคิดของผู้ที่เกี่ยวข้อง รัฐบาลจึงต้องใส่ใจและเข้มแข็ง
“รัฐบาลควรจะทบทวนใน 2 จุด คือ 1.รัฐบาลมองในมุมการมือง ค่อนข้างมากและสร้างภาพว่ามีความสัมพันธ์ที่ดี จึงไม่ใส่ใจในผลประโยชน์ของชาติที่แท้จริง หลงอยู่กับว่ามีการพูดจากันไพเราะ รื่นหู ซึ่งมันไม่ใช่ 2. รัฐบาลอาจจะกังวลเรื่องผลประโยชน์ในเชิงธุรกิจ ซึ่งเกี่ยวพันกับกรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในอดีตจนถึงปัจจุบัน จึงมุ่งอยู่ที่ว่าทำอย่างไรจะเดินหน้าด้านความร่วมมือด้านพลังงานและละเลย ประเด็นที่เป็นผลประโยชน์ของชาติ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม เมื่อถามว่า รัฐบาลควรมีท่าทีอย่างไรที่จะทำให้สังคมมั่นใจว่าไม่มีการเอาอธิปไตยไปแลกกับผลประโยชน์ธุรกิจด้านพลังงานให้กับใครบางคน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่มีอะไรที่ยาก ขอให้ปฏิบัติตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย รวมถึงมติ ครม.ในอดีตที่วางไว้ ค่อนข้างรัดกุมอยู่แล้ว
ทั้งนี้ ตนไม่คาดหวังในตัวนายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ แต่คาดหวังในตำแหน่ง อย่างไรก็ตามในส่วนของคณะทำงานในคดี จะต้องมีบทบาทสำคัญในการหารือกับฝ่ายนโยบายตลอดว่าการกระทำหรือการแสดงออก จะมีผลต่อคดีได้ จึงขอให้มีสิ่งนี้อยู่ในใจ จะได้เดินได้ถูกต้อง ไม่อย่างนั้น หากเดินพลาดสิ่งที่เกิดขึ้น คือ ความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นในคดี
ส่วนหากเกิดความผิดพลาดขึ้นจะมีการโยนโทษให้รัฐบาลชุดที่ผ่านมาหรือไม่นั้น ยืนยันว่ารัฐบาลที่ผ่านมา ยังไม่ได้เริ่มต้นในขั้นตอนนี้ รัฐบาลที่แล้ว ไปต่อสู้เรื่องคำสั่งชั่วคราวที่ทางกัมพูชาขอไปและไม่ได้ตามที่ขอ







