
อภิวันท์ยันพท.ไม่แตกเพราะแก้รธน.
พ.อ.อภิวันท์ ยันพรรคเป็นปึกแผ่นแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่แตกแยก รับอาจมีความเห็นต่างบ้าง
พ.อ.อภิวันท์ ยันพรรคเป็นปึกแผ่นแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่แตกแยก รับอาจมีความเห็นต่างบ้าง
พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่าพรรคเพื่อไทยมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันในแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะประเด็นการแก้ไขมาตรา 291 เพื่อให้มีการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ซึ่งเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง โดยตนกับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ก็พูดในที่ประชุมไปในทิศทางเดียวกัน ที่เห็นว่าน่าจะมีการทำประชาพิจารณ์ และทำประชามติ
ขณะที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย มีความเห็นที่แตกต่างออกมาว่าไม่จำเป็นที่ต้องทำประชาพิจารณ์ เนื่องจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นนโยบายของพรรคอยู่แล้ว ซึ่งต้องมีการหารือกันต่อไป และต้องถามประชาชนด้วยว่าเห็นด้วยกับแนวทางของรัฐบาลหรือไม่ อะไรที่เป็นเรื่องก้ำกึ่งก็ควรจะทำให้ชัดเจน ยกตัวอย่างในต่างประเทศที่มีกฎหมายไม่มาก ก็ยังต้องทำประชามติทุกฉบับ เช่น เรื่องของภาษีท้องถิ่น เป็นต้น อย่างไรก็ตามการทำประชามตินั้น แม้ว่าจะไม่ไดเป็นมติพรรค แต่ถึงว่าในการประชุมวานนี้ (20 ธ.ค.) นั้นเสียงส่วนใหญ่เห็นด้วย ส่วนจะมีความพร้อมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเมื่อใดนั้น ก็ต้องดูอีกที
"ต้องยอมรับว่ารัฐธรรมนูญปี 50 ค่อนข้างมีปัญหา เป็นเครื่องมือของการทำรัฐประหาร อะไรที่ไม่เป็นประชาธิปไตยก็ต้องแก้ ยืนยันว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งก็ไม่ได้ทำเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ หรือใครคนใดคนหนึ่งทั้งสิ้น ถึงเวลานี้ค่อนข้างแน่นอนแล้วว่าจะมีการแก้ไข แต่ทั้งนี้ต้องดูเวลาที่เหมาะสม และความพร้อมในเรื่องต่างๆด้วย"พ.อ.อภิวันท์ กล่าว
พ.อ.อภิวันท์ กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาตนได้มีโอกาสไปร่วมประชุมสมัชชาสหภาพรัฐสภา ในฐานะผู้แทนรัฐสภาไทย ซึ่งในที่ประชุมได้มีการหยิบยกกรณีการยุบพรรคไทยรักไทย และการตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรค โดยมีบทสรุปว่ากรณีดังกล่าว ไม่ใช่วิถีทางประชาธิปไตย และเป็นกฎหมายของการรัฐประหาร แสดงให้เห็นว่านานาชาติไม่เห็นด้วยกับกฎหมายที่มีบทลงโทษนี้
ด้าน นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญควรเปิดโอกาสการทำงานให้แก่ คณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาพิจารณาแนวทางปรองดองแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎร (กมธ.ปรองดอง) เสียก่อน เพื่อให้เป็นบทสรุปที่ออกมามาจากคนกลาง ไม่ได้มาจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะในกลไกของ กมธ.ปรองดองได้มีสถาบันพระปกเกล้า และคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชา (คอป.) ซึ่งเดป็นหน่วยงานที่เป็นกลางและมีความอิสระเข้ามาร่วมทำงานด้วย







