
เมินลงมติโครงการบ่อขยะ 115 ล้านบาท
เผยเป็นการทำผิดขั้นตอน พรบ.เทศบาลเมืองประจวบคีรีขันธ์
เผยเป็นการทำผิดขั้นตอน พรบ.เทศบาลเมืองประจวบคีรีขันธ์
นายสมพร ยโสธร ประธานสภาเทศบาลเมืองประจวบคีรีขันธ์เรียกประชุมสมัยสามัญ สมัยแรก ประจำปี 2553 ที่ห้องประชุมเทศบาลเมืองประจวบคีรีขันธ์ โดยมีวาระการพิจารณาอนุมัติให้ฝ่ายบริหารทำกิจการนอกเขต โครงการก่อสร้างศูนย์กำจัดขยะแบบครบวงจร มูลค่า 115 ล้านบาท ที่จะดำเนินการในพื้นที่รับผิดชอบขององค์การบริหารส่วนตำบล( อบต.) เกาะหลัก โดยนายสุทธิชัย เกตุรักษา นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองประจวบคีรีขันธ์ ได้กล่าว ขอให้สมาชิกในที่ประชุมลงมติผ่านความเห็นชอบให้มีการก่อสร้างโรงกำจัดขยะ เนื่องจากหากดำเนินโครงการนี้ไม่ทันภายในวันที่ 31 มี.ค.นี้ แต่ที่มติที่ประชุมเมินลงมติโครงการดังกล่าวเนื่องจากผิดขั้นตอนพรบ.เทศบาล
นายศรัณย์ กลั่นประเสริฐ เลขานุการประธานสภา อบต.เกาะหลัก ผู้ประสานงานโครงการบำบัดขยะ กล่าวว่า ขณะนี้นอกจากจะมีนักวิชาการสถาบันพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เข้ามาสำรวจความเห็นเพื่อประเมินผลกระทบ ยังมีตัวแทนสมาคมโลกร้อนเข้ามาดำเนินการ ล่าสุดทราบว่าสมาชิก อบต.เสียงส่วนใหญ่ต้องการให้ก่อสร้างในพื้นที่หมู่ 7 ในขณะที่นักวิชาการจากสถาบันพระจอมเกล้าฯต้องการให้ก่อสร้างในพื้นที่หมู่ 6
นายภัทรชัย วงศ์ทองดี ปลัดเทศบาลเมืองประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า ในวันที่ 4 มี.ค.นี้จะมีการประชุมร่วมระหว่างสภาเทศบาลและสภา อบต. เกาะหลักเพื่อพิจาณณาโครงการนี้ร่วมกัน โดยเชิญกำนันผู้ใหญ่บ้านเข้าร่วมเพื่อกำหนดทิศทางการดำเนินการในที่ดินจำนวน 74 ไร่ที่หมู่ 6 ซึ่งล่าสุดเจ้าของที่ดินอนุญาตให้ประเมินผลกระทบแล้วแต่ยังไม่ทำเรื่องอุทิศที่ดิน
ส่วน พรบ.เทศบาล หากส่งให้กฤษฎีกาตีความต้องใช้เวลานาน จ.อ.เสกสรรค์ จันทร แกนำนกลุ่มอนรักษ์เมืองประจวบคีรีขันธื เปิดเผยว่า โครงการนี้มีวาระซ่อนเร้นต่อเนื่อง ยาวนานมากว่า 7 ปี น่าแปลกใจที่หน่วยงานเจ้าของงบประมาณไม่เคยเข้ามาตรวจสอบความไม่โปร่งใส และในรายงานการประชุมมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดรายหนึ่งพูดบันทึกไว้ในรายงานการประชุมว่าขอให้เทศบาลทำมติสภาไว้ก่อน
อย่างไรก็ตามการประชาพิจารณ์ไม่ต้องประชาชนรู้มากเพราะเกรงว่าจะมีการคัดค้าน ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามีการมุ่งผลประโยชน์จากการก่อสร้างมากกว่าแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ส่วนการทำโครงการที่ตำบลเกาะหลักมีการอ้างว่ามีเอกชนจะอุทิศที่ดินให้เทศบาล ก็เป็นเรื่องที่ผู้ว่าราชการจังหวัดควรสนใจเข้าไปตรวจสอบว่าอุทิศจริงหรือไม่ หรือมีการซื้อขายแต่อ้างว่าบริจาค เพราะเป็นเรื่องที่ขัดแย้งกับความรู้สึกของประชาชน







