
แกะรอยเส้นทางหนีหน.แก๊งปล้น 100 ล.
ตามล่า ไอ้โก้วีระศักดิ์ เชื่อลี คือฟันเฟืองสำคัญไขปริศนาคดีปล้นบ้านปลัดกระทรวงคมนาคม สุพจน์ ทรัพย์ล้อม
โดย....วัสยศ งามขำ
ตามล่า ไอ้โก้วีระศักดิ์ เชื่อลี คือฟันเฟืองสำคัญไขปริศนาคดีปล้นบ้านปลัดกระทรวงคมนาคม สุพจน์ ทรัพย์ล้อม ดังนั้น การตามล่าตัวจึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้การตามล่าของตำรวจไทยที่ร่วมปฏิบัติการกับตำรวจลาวนั้นน่าสนใจขึ้นมาไม่น้อย
การตามล่าตัวไอ้โก้ครั้งนี้ได้รวมเอาสุดยอดนักสืบมือฉมังของเมืองไทยมาทำคดี โดยมี พล.ต.ต.รณศิลป์ ภู่สาระ ผู้บังคับการศูนย์สืบสวนสอบสวนนครบาล เป็นหัวหน้าทีม ทั้งนี้ เพื่อตามล่าหาสมบัติที่ถูกปล้นไปเท่าไหร่กันแน่
พล.ต.ต.รณศิลป์ บอกให้รู้ว่า การสะกดรอยดมกลิ่นไอ้โก้เริ่มตั้งแต่หลังจากตำรวจได้เบาะแสคนร้าย หลังลงมือเข้าจู่โจมเงินก้อนมโหฬารภายในบ้านพักของปลัดคมนาคม เมื่อค่ำวันที่ 12 พ.ย.ที่ผ่านมา
จากนั้นก็รวบผู้ต้องหาชุดแรกได้หลังเหตุปล้น 4 วัน และการล่าตัวไอ้โก้ก็เริ่มขึ้นทันที โดยเบาะแสแรกแจ้งมาว่าไปอยู่ จ.กาญจนบุรี แต่ก็ไม่พบตัว เพราะเผ่นไปบ้านเมียที่ จ.สระแก้ว ก่อนตำรวจจะไปถึง
จากนั้นไป จ.นครพนม ก่อนจะใช้ลำน้ำโขงพลางตัวหลบหนีไปยังเมืองลาว โดยมีหนึ่งในผู้ต้องหาที่ตำรวจจับกุมตัวได้เป็นคนเปิดปากรับสารภาพยืนยันอีกชั้น ว่าเป็นผู้พาตัวหัวหน้าทีมปล้นไปส่งที่ท่าแขก ก่อนที่จะข้ามเรือเถื่อนมุ่งไปยังแขวงคำม่วน ด้วยเงินที่ติดตัวไปเพียง 3-4 แสน
หากเป็นเช่นนั้นจริงชุดสืบสวนคาดว่า เงินที่ได้จากการปล้นทรัพย์ก้อนใหญ่ที่อยู่ในมูลค่าหลักร้อยล้านขึ้นน่าจะยังอยู่ในเมืองไทย ด้วยการซ่อนเร้นที่มิดชิด จะเป็นที่ไหนไปไม่ได้นอกจากตามเส้นทางที่มันหลบหนี นั่นคือ กรุงเทพฯกาญจนบุรี–สระแก้วนครพนม
การตามล่าตัวข้ามชาติถูกควบคุมอีกชั้น โดยนักสืบตัวฉกาจ พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา รอง ผบ.ตร. เขาสั่งการอย่างรวดเร็วไปยังนักสืบเจ้าของฉายา “ฉลามดำ” พล.ต.ท.สมพงษ์ คงเพชรศักดิ์ ผบช.ภาค 4 เจ้าพ่อพื้นที่อีสานเหนือที่คุมบังเหียนซุ้มโจรในพื้นที่รับผิดชอบไว้อย่างรู้ไส้รู้พุง
1.สัปดาห์หลังเกิดเหตุซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ยกหูบัญชาการ ฉลามดำก็สั่งให้ชุดสืบเคลื่อนที่เร็วข้ามโขงไปประสานงานกับตำรวจเมืองลาวทันที โดยประสานผ่านสถานทูตไทยในเวียงจันทน์
คดีนี้การลาวก็เซตชุดสืบสวนขึ้นมาโดยเฉพาะ ขณะเดียวกันนครบาลก็ตัดสินใจส่งชุดสืบสวนขึ้นไปประสานงานโดยตรง นำโดย พ.ต.อ.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้กำกับวิเคราะห์ข่าวฯ กองบังคับการสืบสวนสอบสวน ขึ้นไปเป็นทัพหน้าประสานกับตำรวจเพื่อนบ้าน
จนทำให้รู้ว่าไอ้โก้เคยมีเมียเป็นชาวเวียดนามพบกันในตัว จ.อุดรธานี ก่อนที่เมียต่างชาติรายนี้จะบินกลับประเทศ ขณะเดียวกันยังรู้ด้วยว่าเพื่อนสนิทคนลาวของไอ้โก้สมัยอดีตที่เคยทำธุรกิจค้าไม้ในประเทศลาวคือ ชายที่ชื่อไอ้โม่ง และทันทีทันควันตำรวจลาวก็คล้องแขนไอ้โม่งมาสอบปากคำทันที
การง้างปากพ่อค้าไม้เมืองลาวเพื่อนสนิทของไอ้โก้ไม่มีประโยชน์มากนัก รู้แต่ว่าได้รับการติดต่อจากไอ้โก้ให้มาพบที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ก่อนที่จะแยกย้ายกันไปโดยที่ไม่ได้พาหลบหนี ซึ่งมันขัดกับการสืบสวนของตำรวจลาว ที่พบพยานและหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ทำให้เชื่อว่า ไอ้โม่งมีส่วนในการพาไอ้โก้หลบหนี และหลักฐานล่าสุดเชื่อได้ว่ามันหลบอยู่ตามตะเข็บชายแดนระหว่างลาวเวียดนามกัมพูชา และไม่พบความเคลื่อนไหวอีกเลย
การทำงานของตำรวจในเมืองลาวไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมีเบาะแสจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามาให้ตรวจสอบ แต่ก็เป็นเพียงแค่ข้อมูลเลื่อนลอย หนำซ้ำสายลับของตำรวจคนลาวหลายคนก็หลอกตบเงินตำรวจไทยจนหมดไปนับแสน
พล.ต.ต.รณศิลป์ บอกว่า เป็นไปได้ที่ไอ้โก้จะมีคนลอบส่งเงินไปให้ที่ลาว เพื่อใช้ในการหลบหนี แต่ก็เชื่อว่าการหลบหนีเป็นไปได้ยาก เพราะมีกลุ่มคนลาวหลายกลุ่มที่ตามล่าตัว บางกลุ่มก็ต้องการที่จะปล้นเงินหรือจับตัวเรียกค่าไถ่ ต้องการเงินที่ไอ้โก้ปล้นมา ขณะที่บางกลุ่มก็ตามล่าตัวเพียงเพื่อต้องการรางวัลนำจับของตำรวจไทยที่ตั้งไว้จำนวน 2 แสนบาท
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่ได้จากผู้ต้องหาที่รวบมาได้ 9 คน พูดค่อนข้างตรงกันได้กระเป๋าขนาดใหญ่ไป 1 ใบ และขนาดเล็กอีก 2 ใบ หากคำนวณแล้วน่าจะจุเงินไว้ไม่น้อยกว่า 100 ล้านบาท เป็นไปได้ที่จะฝังไว้ที่ใดที่หนึ่งตามเส้นทางที่หลบหนี
และที่คาดไว้ว่าฝังดินไว้เนื่องจากไอ้โก้มีความรู้เรื่องรถแบ็กโฮ มีความสามารถในการซ่อนแซม ดังนั้นหากฝังไว้จริงก็คงจะลึกมาก จึงมอบหมายให้ พ.ต.อ.ธัมรงค์ วงศ์แป้น รองผู้การฯ ศูนย์สืบสวนนครบาล แกะรอยเรื่องนี้แล้ว
หลังจากนี้ต้องติดตามการทำงานของตำรวจอย่างกระชั้นชิดว่า จะลากคอไอ้โก้มาดำเนินคดีได้หรือไม่ จะได้กระจ่างเสียทีเงินที่ถูกปล้นไปเท่าไหร่กันแน่







