
แผนป่วนกรุง 14 มี.ค. แดงทุบโต๊ะ 7 วัน เผด็จศึกมาร์ค
8...ทีมข่าวการเมือง
หลังจากอุ่นเครื่องเดินสายชุมนุมแทบทุกสัปดาห์มาร่วมเดือนกว่านับจากต้นปี
ที่สุดแกนนำ นปช. ก็ประกาศวันเผด็จศึกชุมนุมใหญ่ขับไล่รัฐบาลแล้ว คือ วันอาทิตย์ที่14 มี.ค.
โดยนัดเคลื่อนพลทั่วประเทศใน วันศุกร์ที่ 12 มี.ค.
รูปแบบครั้งนี้ได้ปรับยุทธวิธีใหม่ ต่างจากการชุมนุมใหญ่เมื่อเดือน เม.ย. ปีที่แล้ว โดยตั้งเป้าให้มีมวลชนเสื้อแดงทะลุหลักล้านเป็นประวัติศาสตร์การชุมนุมที่มีพลังมากที่สุด กดดันให้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยุบสภาให้ได้
โดยจะใช้ขบวนรถปิกอัพ อีแต๋น รวม 1 แสนคัน จาก 4 ภาคทั่วประเทศ ไหลมาเป็นริ้วธงแดงปักธงที่กรุงเทพฯ โดยใช้พื้นที่ชุมนุมที่สนามหลวงไหลโอบล้อมตลอดถนนราชดำเนิน หน้าลานพระบรมรูปทรงม้า ทำเนียบรัฐบาล รัฐสภา บ้านสี่เสาเทเวศร์ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ฯลฯ โดย
“ทักษิณ ชินวัตร” จะคอยวิดีโอลิงก์เป็นผู้นำม็อบแกนนำคนเสื้อแดงยังอุบไต๋ไม่บอกว่าจะชุมนุมกี่วัน อยู่ที่แผนการ
“รุกรับ” กับฝ่ายรัฐ ถ้าวันแรกอภิสิทธิ์ยังไม่ยอมตามขู่ ไม่ยุบสภา ก็ต้องเพิ่มดีกรีดาวกระจายปั่นป่วนตามที่ต่างๆใครอืดก่อนเป็นฝ่ายชนะ!!
แต่ลึกๆ นปช. หวังจะปิดบัญชีรัฐบาลให้ได้ภายใน 37 วัน
เบื้องต้น แผน
“ยุทธการม้าเหล็กปิดบัญชีมาร์ค” อยู่ที่มหกรรมรถปิกอัพและอีแต๋นนับแสน ที่ “จตุพร พรหมพันธุ์” ให้ภาพว่า ขบวนรถปิกอัพจะแยกเป็นสายตามภาคต่างๆ คือ ภาคอีสาน ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ นัดเคลื่อนพลวันที่ 12 มี.ค. ตรงกับวันศุกร์แต่ละภาคจะมีรถปิกอัพนับหมื่นคันจัดรูปขบวนเป็นริ้วยาว ทุกคันจะมีธงแดงปักเป็นสายน้ำไหลเข้ากรุงเทพฯ ภาคเหนือมีจุดนัดหมายที่ จ.นครสวรรค์ ภาคอีสาน จ.นครราชสีมา ภาคใต้เคลื่อนตามถนนเพชรเกษม
แกนนำคนเสื้อแดง มั่นใจว่า ด้วยเครือข่ายของเสื้อแดงที่เพิ่มขึ้นจากการตั้งโรงเรียน นปช. และการเดินสายถล่มอำมาตย์ด้วยประเด็น
“ที่ดินสองมาตรฐาน” ในช่วงที่ผ่านมา จะมีแฟนคลับร่วมบุกกรุงขับไล่อภิสิทธิ์มากกว่าเดิมแน่กระนั้นก็จำเป็นต้องอาศัยแรงพรรคเพื่อไทย โดยให้ สส. พรรคช่วยระดมคนในจังหวัดโดยเฉพาะภาคอีสานกับภาคเหนือ ฐานเสียงของเพื่อไทย ต้องได้หลักหมื่นต่อจังหวัดถึงจะเป็นไปตามเป้า
ทว่าการตั้งเป้า 1 ล้านคน ดูจะเป็นแค่คำขู่ให้น่ากลัว เพราะขนาด ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน สส. พรรคเพื่อไทย ก็ยังไม่ให้ราคาแกนนำ นปช. ว่า
“1 ล้านคน ไม่รู้เอามาจากไหน”ลึกๆ แล้ว แกนนำ นปช. ตั้งเป้า 3 แสนคน ซึ่งก็มากกว่าการชุมนุมก่อจลาจลในช่วง
“สงกรานต์เลือด” ปีที่แล้วแผนกดดันครั้งนี้มุ่งไปที่การใช้
“คนกรุง” เป็น “ตัวประกัน” ให้ได้รับความเดือดร้อนมากที่สุดโดยอ้างว่า มีประชาชนนับล้านที่ไม่พอใจรัฐบาลอภิสิทธิ์ ถึงขั้นต้องบุกกรุงทิ้งงาน ทิ้งนา มาร่วมขับไล่
และหากระดมรถปิกอัพแสนคัน คน 1 ล้านคน มาได้จริงตามคำประกาศ การจราจรในกรุงเทพฯ ก็ต้องเป็นอัมพาต เหมือนกับการตัดเส้นเลือด แขนขา จนกระทบมาที่หัวใจเศรษฐกิจของประเทศ
แกนนำ นปช. รายหนึ่ง บอกว่า
“นี่เป็นการตัดเสบียงคนกรุง เพราะถ้าชุมนุม 3 วัน หรือขบวนรถปิกอัพไหลมาเมื่อไร คนกรุงเทพฯ ก็เดินทางไปไหนไม่ได้ ขนาดรถคันเดียวก็ติดกันวุ่นวาย และนี่ชุมนุมยืดเยื้อ เมื่อเดินทางลำบาก การจะหาอาหารการกินของคนกรุงก็ยากขึ้น เมื่อนั้นข้อเรียกร้องของ นปช. ที่ให้ยุบสภาก็จะกดดันอภิสิทธิ์จนไม่มีทางเลือกอย่างอื่น”ย้อนเกล็ดอภิสิทธิ์สมัยเป็นฝ่ายค้าน ที่เคยพูดเตือนสติรัฐบาลนอมินีทักษิณไว้ว่า แม้แค่เสียงเดียว ถ้าเขาไม่เอาท่าน ท่านก็ต้องฟัง แต่นี่มีล้านเสียง และอภิสิทธิ์จะฟังหรือไม่
คนกรุงหลายล้านคนที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมใหญ่เขย่าเมืองของ นปช. รวมถึงผลกระทบด้านความเชื่อมั่นที่จะมีตามมา แล้วอภิสิทธิ์ว่าจะรับฟังคนเสื้อแดงล้านคนเหล่านี้ที่ออกมาโชว์ตัวเป็นๆ ถึงกรุงเทพฯ หรือไม่
นี่เป็นด่านแรกที่ นปช. วาดฝันใช้ม้าเหล็กกดดันรัฐบาลมาร์ค
เข้าสู่ด่านสอง เมื่อรวมพลที่สนามหลวงไหลทะลักมาลานพระบรมรูปทรงม้า ก็เป็นงานหนักของรัฐบาล เพราะหากมีการขุดหลุม หรือ
“สร้างสถานการณ์” วางระเบิดในแผนลับ ลวง พราง จนทำให้คนเสื้อแดงบาดเจ็บขึ้นมา ก็เข้าทางที่แกนนำ นปช. จะสร้างเงื่อนไขใช้ความรุนแรงตอบโต้กลับรัฐบาลเหมือนที่แกนนำเสื้อแดงขู่ไว้พล็อตเรื่องอาจไม่ต่างจาก
“เมษาจลาจล” ปีที่แล้ว แต่ครั้งนี้จะแนบเนียน เพราะได้บทเรียนจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ซึ่งคนเสื้อแดงสารภาพภายหลังว่า เป็นความผิดพลาดจากการจัดระบบการชุมนุมที่ไม่ดี ทำให้ต้องเพลี่ยงพล้ำต่อฝ่ายรัฐอย่างไรก็ตาม สิ่งที่แกนนำ นปช. หนักใจ กับการทำสงครามโค่นล้มอำมาตย์งวดนี้ คือ ความพร้อมของมวลชนและน้ำเลี้ยง นี่จึงเป็นสาเหตุให้ทอดเวลาการชุมนุมออกไปเป็นวันที่ 14 มี.ค. เลื่อนจากเดิมที่เล็งไว้วันที่ 6 มี.ค. เพราะต้องขอเวลาในการจัดระบบมวลชนให้มีความพร้อมมากที่สุด
ซึ่งครั้งนี้ต้องลงลึกละเอียดกว่าทุกครั้ง ทั้งการจัดหาห้องน้ำเคลื่อนที่ ที่ต้องซื้อแบบน็อกดาวน์หลายร้อยจุดในพื้นที่การชุมนุม การจัดหาอาหารให้เพียงพอ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับกองทัพเสื้อแดง ไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอยเหมือนการชุมนุมใหญ่ช่วง
“เมษาเลือด” ที่ขาดเสบียง ขาดห้องน้ำ ไม่พอรับคนเรือนแสน จึงถูกมวลชนต่อว่า ที่สุดก็ทยอยหนีกลับบ้านก่อนจะเป็นปัจจัยนำมาสู่ความอ่อนแรงและพ่ายแพ้หมดรูป
ปัญหาที่แกนนำ นปช. เป็นห่วงอีกเรื่อง การคุมคนเสื้อแดงด้วยกันไม่อยู่ เพราะมีมากมายหลายก๊ก หลายเผ่าจาก 400 ก๊วนทั่วประเทศ บางกลุ่มอาจจะสันติ อหิงสา จริง แต่บางกลุ่มก็เป็นสายเหยี่ยว ชอบใช้ความรุนแรงจนคุมไม่อยู่ เหมือนที่พบเห็นในการขับไล่นายกฯ และรัฐมนตรีตามจังหวัดต่างๆ
รวมไปถึงการปลอมปนของฝ่ายผู้ไม่หวังดี ที่อาจใช้
“แดงปลอม” สร้างสถานการณ์เหมือนที่แกนนำพรรคเพื่อไทยเคยเตือนสามเกลอไว้ว่า ชุมนุมใหญ่ต้องคุมคนให้อยู่ ระวังรัฐปลอมตัว มิฉะนั้นอาจเพลี่ยงพล้ำพังทั้งขบวนการได้ ไม่ใช่แค่เสื้อแดงจะปิดบัญชีตัวเอง แต่กระทบสองเด้งไปยังพรรคเพื่อไทยด้วยนี่จึงสะท้อนผ่านการออกมาตีปลาหน้าไซของจตุพร ที่ออกมาปูดรายวันก่อนชุมนุมใหญ่ว่า ฝ่ายรัฐเตรียมสร้างสถานการณ์วางระเบิดพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 1 จ.ราชบุรีการเตรียมก่อความรุนแรงที่โรงพยาบาลศิริราช แผนล้อมปราบแบบ 6 ตุลา 2519 โดยทหารเตรียมใช้เอ็ม 16 กับกลุ่มผู้ชุมนุม
อ้างว่าเป็นการดักทางรัฐ แต่ด้านหนึ่งสามเกลอก็ใช้จังหวะนี้สุมไฟให้คนเสื้อแดงเกิดความแค้นรัฐบาลให้มากที่สุด จะได้ออกมาชุมนุมขับไล่อภิสิทธิ์มากๆ
ทุกปัจจัยจึงต้องพร้อม เสบียง สถานที่ห้องน้ำ เวทีถ่ายทอดสดให้พร้อม โดยเฉพาะระบบรักษาความปลอดภัย ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่แกนนำ นปช. ให้แต่ละก๊กหาการ์ดของตัวเองมาดูแล ขณะที่ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ
“เสธ.แดง” เตรียมนำทหารพรานครึ่งพันมาช่วยเป็นการ์ดในกรุงเทพฯประเด็นนี้ แม้แกนนำ นปช. อย่าง นพ.เหวง โตจิราการ อ้างว่า เสธ.แดงกับ นปช. ไม่เกี่ยวกัน เพราะเสธ.แดงใช้ความรุนแรง โดยให้ลูกน้องไปฝึกคนเสื้อแดงในต่างจังหวัด เมื่อเสร็จหลักสูตรก็แจกลูกระบิดเป็นรางวัล ซึ่งเป็นคนละแนวกับ นปช. ที่เน้นสันติอหิงสา
แต่เสธ.แดงก็อ้างคำสั่งของทักษิณ ซึ่งเจ้าตัวเพิ่งเดินทางไปพบเมื่อ 4 วันที่แล้วว่า ทักษิณได้มอบหมายให้เขาจัดการ์ดในพื้นที่การชุมนุมรอบถนนราชดำเนิน
อีกปัญหาที่รอวัดใจจาก
“นายใหญ่” กับ สส. เพื่อไทย คือ น้ำเลี้ยงที่ต้องอัดฉีดค่าน้ำมันให้ม็อบคล่องตัว เพราะแว่วว่า วันนี้เงินทุนของ นปช. ที่เหลืออยู่จากการระดมทุนกิจกรรมต่างๆ มีเพียง 10 ล้านบาท ไม่พอต่อการออกทัพจับศึก จึงต้องรอน้ำเลี้ยงดูไบและน้องๆ นายใหญ่ที่คุมถุงเงินในพรรค ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะอัดฉีดมากเท่าไรในการทำสงครามรอบนี้หากขาดหัวจ่ายจากดูไบ ก็จะมีผลต่อการชุมนุมยืดเยื้อ เพราะลูกพรรคเพื่อไทยที่ต้องเสริมทัพนำมวลชนออกมาช่วย เกือบครึ่งก็ยังอิดออด ไม่อยากควักกระเป๋าตัวเองด้วยงบหลักล้านเพื่อโด๊ป
“สามเกลอ”การทำสงครามรบรอบนี้จะเป็นไปตามเป้าหรือไม่ หรือจะถูกพลังเงียบจาก
“คนกรุง” ออกมาขึ้นป้ายปฏิเสธไม่เอาแล้ว “ความรุนแรง” จึงต้องติดตาม






