
เยาวชนผู้ประสบภัยฯเตือนคนไทยมีสติสู้ภัยน้ำท่วม
เยาวชนผู้ประสบภัยน้ำท่วมสะท้อนแนวคิดเด็ก เตือนคนไทยมีสติ ตื่นตัว สู้มหาภัยน้ำท่วมภายหน้า
เยาวชนผู้ประสบภัยน้ำท่วมสะท้อนแนวคิดเด็ก เตือนคนไทยมีสติ ตื่นตัว สู้มหาภัยน้ำท่วมภายหน้า
ที่หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพฯ เมื่อเวลา 13.30 น. สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า(สคล.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มูลนิธิเพื่อนเยาวชนเพื่อการพัฒนา มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว และเครือข่ายละครดีดี๊ดี จัดกิจกรรม “มุมงาม น้ำท่วม” โดยภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการภาพถ่าย ภาพวาด และศิลปะ รวมถึงการแสดงละคร “น้ำใจในสายน้ำ” จากกลุ่มเด็กเยาวชนผู้ประสบภัย
โดยนายถิระวัฒน์ พันธุ์ม่วง นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา คณะศิลปกรรม สาขาจิตรกรรม หนึ่งเยาวชนที่ประสบภัยผันชีวิตสู่จิตอาสาช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม กล่าวในหัวข้อเสวนา “ถอดรหัสคนกล้า วันที่หัวใจไม่จมน้ำ” ว่าในช่วงวิกฤตน้ำท่วมบ้านของตนซึ่งอยู่แถวย่านรังสิตได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ทั้งเรื่องการเดินทางเข้าออก และเรื่องอาหารการกิน จนต้องตัดสินใจออกมา โดยก่อนที่ตนจะออกจากบ้านมานั้นได้เข้าไปเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ศูนย์อพยพ ที่ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ อยู่ประมาณสองวันก่อน จนกระทั่งไม่สามารถเดินทางกลับบ้านได้เพราะถูกตัดไฟ ตนจึงกลายเป็นอาสาสมัครและเป็นผู้ประสบภัยน้ำท่วมไปโดยปริยาย
นายถิระวัฒน์ กล่าวต่อว่า ระหว่างที่อยู่ในศูนย์อพยพฯ ก็ได้คิดว่า เราจะทำอะไรให้เป็นประโยชน์ดี ด้วยความที่เอาคอมพิวเตอร์ติดตัวมาด้วย ก็เลยกั้นพื้นที่เปิดหนังการ์ตูน ให้เด็กๆ ในศูนย์อพยพได้ดู พร้อมทั้งมีกิจกรรมสอนวาดรูปให้กับน้องๆได้คลายเครียดกัน ทำอย่างนั้นอยู่ประมาณสองสัปดาห์ ก็ได้ไปอยู่ที่บ้านสวนทอฝันที่โคราช เพื่อไปทำกิจกรรมทางศิลปะให้กับเด็กๆ ซึ่งน้องๆ ที่นั่นชอบกิจกรรมศิลปะกันมาก ตนก็ได้ทำในสิ่งที่เรียนมา นำศิลปะมาช่วยสอนน้องๆ และชวนเพื่อนๆนักศึกษาที่โคราชเปิดหมวกรับบริจาคนำเงินมาช่วยน้ำท่วมด้วย พอกลับขึ้นมากรุงเทพอีกครั้งก็มีโอกาสลงพื้นที่ช่วยเหลือน้ำท่วมร่วมกับเครือข่ายองค์กรงดเหล้าและองค์กรภาคี ก็ได้ไปสอนเด็กให้วาดรูปสะท้อนมุมมองความคิดของเด็กและเยาวชนเกี่ยวกับน้ำท่วมในพื้นที่ต่างๆ เช่น โรงเรียนประเทืองทิพย์ เขตสายไหม ชุมชนตำบลขุนศรี อำเภอไทยน้อย นนทบุรี เป็นต้น ถือว่ามีประโยชน์ในช่วงวิกฤตที่ได้ช่วยเหลือคนอื่น และทำให้จิตใจตัวเองดีขึ้นจากที่เมื่อก่อนก็เหมือนวัยรุ่นทั่วไปที่ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ใช้ชีวิตไปวันๆ แต่เมื่อเกิดวิกฤตน้ำท่วม และได้ทำกิจกรรมเพื่อส่วนรวม จนตอนนี้ตนไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับเหล้าอีกเลย เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้พฤติกรรมและการใช้ชีวิตของตนเปลี่ยนไปมาก เพราะหันมาให้ความสนใจเรื่องจิตอาสา “ นายถิระวัฒน์ กล่าว
น้องมุก หรือ น.ส.ธัญญรัตน์ หลอดโสภา นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนประเทืองทิพย์วิทยา กล่าวถึงประสบการณ์โรงเรียนของเธอที่ต้องกลายเป็นศูนย์พักพิงให้การช่วยเหลือแก่ชาวบ้านย่านสายไหม ว่า ตอนนี้เหตุการณ์เกือบจะเข้าสู่สภาวะปกติแล้ว แต่สิ่งสำคัญที่ได้รับเป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่าคือ ความสมัครสมานสามัคคีเพื่อช่วยเหลือกัน ของคนในชุมชน รวมทั้งตัวผู้อำนวยการโรงเรียนที่เปิดศูนย์นี้ขึ้นและออกค่าใช้จ่ายเองทุกอย่างในการช่วยเหลือชาวบ้าน และเมื่อเวลาออกไปไหน ชาวบ้านก็จะถามไถ่ตลอดคุณครูไปไหน มีอะไรก็พูดคุย ความสัมพันธ์ชุมชนกับโรงเรียนหลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมดีเป็นอย่างมาก เหมือนเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน หนูรู้สึกว่าทุกคนช่วยเหลือกันในยามเดือดร้อนได้เห็นน้ำใจกัน แถมตอนนี้เพื่อนๆ เราที่อยู่บริเวณโรงเรียนใกล้ๆ กันก็มีเครือข่ายมาช่วยเหลือกัน ทำให้เรามีเพื่อนต่างโรงเรียนเพิ่มมากขึ้นมาช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
“อยากให้คนไทยมีสติให้มากขึ้น เพราะเหตุการณ์ข้างหน้าไม่รู้ว่าจะมีน้ำท่วมใหญ่อีกหรือไม่ เพราะฉะนั้นจึงต้องมีการทบทวน ปรับปรุง กับภัยที่จะเกิดขึ้นข้างหน้าและตื่นตัวรับมือกับสถานการณ์กันมากกว่านี้” น้องมุก กล่าว
น.ส.ธัญญรัตน์ กล่าวถึงสภาพภายในโรงเรียนหลังจากน้ำลดลงด้วยว่า ขณะนี้น้ำลดลงแล้ว ทำให้พบปัญหาที่ตามมาและความเสียหายที่เกิดขึ้น ทั้งขยะ และอุปกรณ์การเรียนต่างๆ เช่น เก้าอี้ โต๊ะเรียน หนังสือเรียน เอกสารสำคัญต่างๆ และรถโรงเรียน เฟอร์นิเจอร์ อาคารเรียน เกิดความเสียหายเป็นจำนวนมาก ซึ่งตอนนี้ทางมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว ร่วมกับ สมาคมครูผู้ปกครองโรงเรียนประเทืองทิพย์วิทยา ได้จัดตั้งกองผ้าป่าในชื่อบัญชี “ผ้าป่ากัลยาณมิตร เพื่อประเทืองทิพย์วิทยา” เลขบัญชี 134-7-32813-8 ธนาคารกรุงเทพ สาขาสะพานใหม่ ดอนเมือง โดยให้ผู้ใจบุญร่วมเป็นส่วนหนึ่งสมทบทุนเพื่อช่วยเหลือทางโรงเรียน โดยจะมีการทอดผ้าป่าในวันที่ 28 ม.ค.2555นี้
ด้านอาจารย์สารี สุพรรณ ผู้อำนวยการโรงเรียนประเทืองทิพย์วิทยา ที่เปิดโรงเรียนเป็นศูนย์อพยพน้ำท่วมและดูแลชาวบ้านผู้ประสบอุทกภัยตลอดเกือบสองเดือน ทั้งยังยอมเสียสละทรัพย์สินส่วนตัวเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น กล่าวว่า ทุกคนต่างก็เป็นผู้ประสบภัยด้วยกันที่ต้องช่วยเพราะไม่อยากเห็นภาพความลำบากของคนในพื้นที่ รวมถึงการยื้อแย่งของกินกัน ทั้งนี้หลังจากวิกฤตผ่านไปแล้ว ขอให้พี่น้องประชาชนที่เคยร่วมทุกข์สุขกันมา 45 วัน มีกำลังใจที่เข้มแข็งเพื่อฝ่าฟันอุปสรรคที่รออยู่ข้างหน้าไปให้ได้ ไม้ล้มข้ามได้ แต่พวกเราล้มอย่าข้ามกันเอง อย่าท้อถอยกับปัญหาที่เข้ามา ทำชีวิตให้เหมือนต้นไม้ปลูกใหม่อยู่เสมอ คอยใส่ปุ๋ย คือกำลังใจเอาไว้
" ครูเห็นตลอดเวลาในช่วงน้ำท่วม ว่าพี่น้องของเรามีความมุมานะในการต่อสู้ปัญหามาก และนี้คือสิ่งที่ดีของชีวิต หัวใจคนต้องไม่จมน้ำ ครูก็หมดตัวไม่แพ้กันแต่เราสามารถฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ได้ ถ้าเรามีกำลังใจที่เข้มแข็ง แม้กายของเราเป็นทุกข์ แต่ขออย่าให้ใจของเราเป็นทุกข์ตามไปด้วย ขอให้หัวใจของพวกเรามีความสุข เพื่อที่จะมีพลังต่อสู้ปัญหา และแบ่งปันหัวใจดวงนี้ให้คนรอบข้างเพื่อนบ้านใกล้เคียงที่ประสบชะตากรรมเช่นเดียวกับเราด้วย เท่านี้ชีวิตของเราก็จะมีความสุขได้" อาจารย์สารี กล่าว







