
'รอยล จิตรดอน' แนะแบ่งบล็อกรับน้ำ เลิกคิดแบบเดิม
เมื่อสถานการณ์น้ำท่วมเริ่มคลี่คลายเข้าสู่ภาวะปกติ แน่นอนย่อมทิ้งร่องรอยบางสิ่งบางอย่างไว้
โดย...ภัสรา จิกคำ
เมื่อสถานการณ์น้ำท่วมเริ่มคลี่คลายเข้าสู่ภาวะปกติ แน่นอนย่อมทิ้งร่องรอยบางสิ่งบางอย่างไว้ อย่างน้อยมหาอุทกภัยในครั้งนี้ก็ได้ถอดประสบการณ์บางอย่างเพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไข เพื่อการรับมือเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต รอยล จิตรดอน ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) ได้นำบทเรียนและข้อมูลมาแบ่งปันในงานเสวนาหัวข้อ “ภาพรวมระบบการบริหารจัดการเรื่องน้ำของประเทศไทย” ไว้อย่างน่าสนใจ
รอยล เปิดเผยว่า จากสถิติเดิมไทยมีปริมาณการเบี่ยงเบนของน้ำอยู่ที่บวกลบ 9% แต่หลังจากปี 2547 เริ่มเปลี่ยนเป็น 13% แต่ปีนี้ปรากฏว่ามีการเบี่ยงเบนสูงเกือบ 40% จึงไม่ควรนำข้อมูลทางสถิติมาใช้ เนื่องจากเดิมจะใช้การคาดการณ์จากปรากฏการณ์เอลนินโญและลานินญา แต่สำหรับปีนี้อิทธิพลของน้ำฝนเกิดจากพายุที่พัดเข้ามาทางตะวันออกร่วมกับร่องมรสุมที่เกิดจากฝั่งอันดามัน ทำให้ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยจากเดิม 1,374 มิลลิเมตร เพิ่มขึ้นเป็น 1,787 มิลลิเมตร (กลางเดือน พ.ย.)
อีกทั้งในช่วงหลังเดือน ต.ค. น้ำทะเลฝั่งอ่าวไทยหนุนสูงกว่าปกติถึง 15 เซนติเมตร ประกอบกับฝนที่ไม่ทิ้งช่วงเลยตั้งแต่เดือน มิ.ย. ซึ่งปีก่อนๆ จะต้องมีการทิ้งช่วงไปบ้าง จึงทำให้ปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์มีปริมาณมากกว่าปกติ รวมทั้งเขื่อนแม่กวงที่เกิดน้ำล้น ต่างจากเดิมที่ไม่เคยเต็มมาก่อน ทำให้การระบายน้ำทำไม่ได้ จึงเกิดวิกฤตน้ำท่วมขึ้น
“กล่าวได้ว่า ประเทศไทยล้มเหลวในเรื่องการใช้และวิเคราะห์ข้อมูล เพราะการวิเคราะห์การออกแบบของไทยมักอ้างอิงตามแบบของตะวันตก ซึ่งในความเป็นจริงไม่ควรจะใช้หลักการเดียวกัน เนื่องจากสภาพอากาศมีความแตกต่างกันมาก เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศมากแต่กลับมีวิธีคิดวิเคราะห์แบบเดิม”
“สิ่งที่ตามมาก็คือ การมองการแก้น้ำท่วมแบบใช้ระบบชลประทานอย่างเดียว ซึ่งถือว่าผิด เพราะโครงสร้างน้ำของไทยที่อยู่ในพื้นที่ชลประทานเพียง 20% เท่านั้น เมื่อเกิดปัญหาภัยแล้ง ซึ่งมีการบริหารจัดการที่แยกแผนออกจากภัยน้ำท่วม ชาวบ้านที่เพาะปลูกก็ต้องใช้วิธีสูบน้ำบาดาลมาใช้ และพบว่ามีการใช้ปริมาณมากถึง 7,000 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อปี ผลที่ตามมาคือ แผ่นดินเกิดการทรุดตัว น้ำใต้ดินลดลง น้ำก็จะยิ่งท่วมหนักกว่าเดิมอีก”
รอยล ยังแสดงความไม่เห็นด้วยกับความพยายามจะสร้างเกณฑ์ควบคุมระดับน้ำ (Rule Curve) ของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ โดยระบุว่าไม่มีประโยชน์ เพราะมีปริมาณน้ำที่ไหลเข้า (Inflow) เป็น 3 เท่าของความจุเขื่อน ซึ่งการทำ Rule Curve จะทำได้ต่อเมื่อมีปริมาณน้ำไหลเข้าประมาณ 1.3 เท่าของความจุเขื่อน ซึ่งทำไปก็ไม่เกิดประโยชน์ สิ่งที่เห็นได้ชัดเจน คือ ในช่วงเดือน ก.ค. น้ำท่วมภาคเหนือตอนบนเขื่อนสิริกิติ์ที่มีความจุ 7,000 ล้าน ลบ.ม. แต่มีปริมาณการไหลของน้ำ 1.1 หมื่นล้าน ลบ.ม. ขณะที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีความจุ 700 ล้าน ลบ.ม. มีปริมาณการไหลของน้ำ 5,000 ล้าน ลบ.ม.
“การกำหนด Rule Curve จึงไม่ได้ช่วยในการบริหารจัดการน้ำ อีกทั้งการวางแผนจัดการน้ำเป็นการวางแผนบนเกณฑ์ความจุไม่ใช่เกณฑ์ปริมาณของน้ำที่ไหลเข้า ทำให้ไม่มีการกระจายของน้ำที่ดีและไม่สามารถบริหารน้ำได้ สิ่งที่ทำให้เกิดปัญหามากที่สุด คือ โครงสร้างการระบายน้ำของประเทศไทยยังไม่มีความยืดหยุ่น”
“ถ้าหากเปรียบเทียบระบบการระบายน้ำของไทยกับระบบขนส่ง คือ มีแต่ซูเปอร์ไฮเวย์ แต่ไม่มีถนน ซอยเล็กๆ ย่อยออกไป ไม่มีที่จอดรถที่เปรียบเหมือนแก้มลิง โดยระบบที่จะทำให้เกิดการยืดหยุ่นในการบริหารจัดการน้ำ อย่างเช่นที่เหนือเขื่อนป่าสัก มีอ่างเก็บน้ำเล็กๆ กว่า 20 อ่าง ทางข้างล่างก็ควรจะมีทางเชื่อมเข้ากับพื้นที่แก้มลิงหรือพื้นที่อย่างทะเลสาบบ้านหมอ ซึ่งต้องการความยืดหยุ่นในส่วนนี้ 400500 ล้าน ลบ.ม. เพื่อช่วยในการบริหารจัดการน้ำได้มากขึ้น”
ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศฯ ระบุด้วยว่า ในช่วงเดือน ต.ค. มีข้อมูลน้ำจะผ่านเข้ามา 1.7 หมื่นกว่าล้าน ลบ.ม. สิ่งที่เสนอตอนนั้น คือ การแบ่งพื้นที่ออกเป็นบล็อก และต้องจัดการว่าแต่ละบล็อกมีการรับน้ำเข้าหรือออกเท่าไร อย่างไร และคำนวณหาค่าสมดุลน้ำจากภาพถ่ายดาวเทียม แล้วจึงมีการบริหารจัดการน้ำและเร่งระบายน้ำออกว่าจะไปทางไหน โดยเข้าแก้ปัญหาในจุดต่างๆ ที่เป็นจุดอ่อน อย่างที่คลองลาดพร้าว พบว่าคูคลองบริเวณนั้นตื่นเขินมาก จึงต้องมีการขุดลอกคลองให้ลึก จนทำให้คลองบริเวณนี้มีประสิทธิภาพในการไหลของน้ำมากขึ้นและทำให้เพิ่มการระบายน้ำได้ โดยใช้เครื่องผลักดันน้ำมาช่วยด้วยอีกทาง
บทเรียนของ รอยล จากเหตุการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ เพื่อการบริหารจัดการในอนาคต คือ ต้องแบ่งพื้นที่ในเขตเมืองและสำรวจความสูงต่ำของแต่ละพื้นที่อย่างละเอียดและชัดเจน อีกทั้งมาตรการผังเมืองที่มองเพียงการใช้ประโยชน์ที่ดิน ต้องมีการกำหนดความสูงของสิ่งก่อสร้าง ฟื้นฟูคลองต่างๆ ต้องมีการแบ่งพื้นที่อุตสาหกรรม การสร้างถนนกั้นทางน้ำก็ต้องออกระเบียบผังเมืองง่ายๆ หากต้องการกั้นเท่าไหร่ก็ต้องกำหนดให้ระบายออกเท่านั้น และกำหนดพื้นที่หน่วงน้ำเพื่อปล่อยให้น้ำผ่านได้และพัฒนาไปเป็นพื้นที่แก้มลิงต่อไป
อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการน้ำระยะยาว เขาเสนอว่า ควรเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารโครงสร้างน้ำ อีกทั้งยังมีเรื่องของท้องถิ่นหรือชุมชนที่เดิมใช้งบประมาณเพียง 2% ในการวางแผนเรื่องการบริหารจัดการน้ำ แต่ต้องเสียเงินค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจากภัยแล้งและน้ำท่วมถึง 8% โดยในภาพรวมทั้งประเทศมีการใช้เงินงบประมาณที่ไม่ได้วางแผนไปมากถึง 3 เท่าของเงินที่วางแผน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการจัดการของทั้งประเทศ จึงควรสนับสนุนให้มีการจัดการน้ำในระดับชุมชนหรือท้องถิ่น เพื่อเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันภัยพิบัติแทนการจ่ายค่าชดเชยความเสียหาย
นอกจากนี้ ในแง่ด้านการพัฒนาและวิจัย การผลักดันกฎหมายแม่บทเรื่องทรัพยากรน้ำต้องทำให้เหมือนการผลักดันกฎหมายที่ดินที่มีประมวลกฎหมายที่ดินออกมา แต่น้ำยังไม่มี หากย้อนกลับไปดูกฎหมายในสมัยก่อน ช่วงประมาณรัชกาลที่ 5 หรือรัชกาลที่ 6 จะมีการกำหนดกฎหมายเกี่ยวกับน้ำ ซึ่งกำหนดแนวกันชนคู คลอง ลำน้ำทั้งหมดไว้
“ดังนั้น ในขณะที่เรากำลังพัฒนาหรือวิ่งไปก็ควรจะต้องหันหลังกับมามองสิ่งเหล่านี้ด้วย” รอยล กล่าว
อย่างไรก็ตาม รอยลไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอให้แบ่งกรุงเทพมหานครแยกออกจากธนบุรี รวมทั้งข้อเสนอให้มีการย้ายเมืองหลวง เพราะจะยิ่งเป็นการสะท้อนความล้มเหลวในการจัดการอย่างสิ้นเชิง







