
สถานะเมืองไทย
....ธนพล ไชยภาษี
โพสต์ทูเดย์ ฉบับเมื่อวานนี้ เสนอข่าวใหญ่ในหน้า 1 ว่าเวียดนามแซงประเทศไทยเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน สำหรับแนวโน้มการลงทุนของญี่ปุ่นในประเทศต่างๆ โดยแน่นอนอันดับ 1 เป็นของจีน ตามมาด้วยอินเดีย เวียดนาม และไทย ครับ
เป็นข่าวที่ฟังดูแล้วอาจจะน่าตกใจ เพราะสังคมไทยถามกันมาก ตั้งข้อสงสัยกันมาเหลือเกินว่าเวียดนามจะแซงไทยอย่างโน้น อย่างนี้ ทั้งในด้านการลงทุน การเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือแม้กระทั่งเรื่องการกีฬา ก็เป็นธรรมดาของประเทศที่ฟื้นตัวมาจากสงคราม และคนก็พร้อมที่จะสร้างชาติกันเต็มที่
และที่สำคัญคือการเมืองการปกครองของเวียดนามที่ยังเป็นคอมมิวนิสต์ เป็นระบอบสังคมนิยมอยู่ เวียดนามเวลาจะทำอะไรก็ต้องโอ้อวด ให้ดูใหญ่อลังการเอาไว้ก่อน
อย่างเช่น จะขยายฝูงบินให้ใหญ่โตขึ้นเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน จะมีรถไฟหัวจรวดในปีนั้นปีนี้ จะสร้างสนามบินขนาดยักษ์ ใหญ่กว่าสุวรรณภูมิ
ผมมองว่าเป็นลักษณะของการโฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda) ตามระบอบสังคมนิยมที่ในทางหนึ่งคือการข่มขวัญคู่แข่ง ซึ่งก็คือไทยที่เวียดนามตั้งเอาไว้เป็นเป้าหมายในหลายๆ เรื่อง และอีกเหตุผลหนึ่ง ก็เพื่อปกปิดปัญหาภายในของรัฐบาลเองที่เต็มไปด้วยคอร์รัปชันระดับมหากาฬกันทั้งนั้น
หันมามองทางด้านการลงทุน ยิ่งเป็นเรื่องธรรมชาติของภาวะการลงทุนทั่วโลก จีน อินเดีย และเวียดนาม เป็นแหล่งลงทุนแห่งใหม่ที่น่าเย้ายวนกว่า เพราะค่าแรงที่ถูกกว่า และมีจำนวนประชากรเยอะกว่ามากอย่างเวียดนามก็มีประชากรกว่า 70 ล้านคนไปโน่น
ในอดีต ญี่ปุ่นเองก็แข่งกันผลิตกับสหรัฐอเมริกา จนญี่ปุ่นประสบปัญหาค่าแรงแพง ก็ต้องย้ายฐานการผลิตไปที่อื่นๆ ไปเกาหลี ไปไต้หวัน
และเมื่อไต้หวันเริ่มผลิตเก่งขึ้น ก็ยกระดับการผลิตไปสู่อะไรที่ซับซ้อนมากขึ้น ส่วนอะไรๆ ที่เป็นการผลิตระดับล่างก็ย้ายฐานไปจีน หรือมาที่ไทย และตอนนี้เวียดนามก็เป็นแหล่งผลิตสินค้าคุณภาพต่ำกว่าไทยครับ
ผมมองว่าเป็นวัฏจักรของระบบการลงทุนทั่วโลกทั้งนั้น ที่ประเทศที่เคยเป็นฐานการผลิตมาก่อน มาถึงจุดหนึ่งก็ต้องถูกแซงหน้าด้วยประเทศที่มีแรงงานต่ำกว่าเป็นธรรมดา และสำหรับตัวเองก็ต้องยกระดับการผลิตไปสู่ระดับที่ซับซ้อนที่ยากมากขึ้น อย่างเช่นในขณะนี้ สหรัฐและประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลายก็เป็นแหล่งของงานบริการ การเงิน ซึ่งพวกนี้ค่าแรงสูงกว่าแรงงานตามโรงงานแบบมหาศาลครับ
ที่แน่นอนที่สุด เวียดนาม กำลังก้าวเข้ามาเป็นฐานการผลิตในระดับล่างแทนที่ไทย ขณะที่เมืองไทยเอง ยังงงกับสถานะของตัวเอง จะไปในทิศทางไหน
จะยังงมโข่งคอยต่อสู้แย่งสถานะการเป็นแหล่งลงทุนระดับล่างกับเวียดนามอยู่ต่อไป หรือจะเดินหน้าหันไปสู่การเป็นแหล่งผลิตระดับสูงขึ้น ซับซ้อนขึ้น และมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น
แต่กลัวอย่างเดียว พี่ไทยจะย่ำอยู่กับที่ไม่ไปไหน ไม่พัฒนาต่อ เพราะแค่ตีกันเองในประเทศก็จะแย่อยู่แล้ว
ยิ่งวันพรุ่งนี้ 26 ก.พ. ฟังคำตัดสินของศาลฎีกาให้ดีครับ..!







