posttoday
สะอึกน้ำ3หมื่นล.

สะอึกน้ำ3หมื่นล.

14 ธันวาคม 2554

ผลสำรวจบริษัทในตลาดหุ้นเสียหายยับ/เสนอเลื่อนขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ

ผลสำรวจบริษัทในตลาดหุ้นเสียหายยับ/เสนอเลื่อนขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ

บริษัทจดทะเบียนเจอน้ำท่วม ทำทุนหายกำไรหด กำไรหายเฉียด 3 หมื่นล้านบาท ใช้เงินฟื้นฟูเฉลี่ยบริษัทละ 87 ล้านบาท

สมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ เปิดเผยผลสำรวจผลกระทบจากเหตุอุทกภัยและข้อเสนอแนะต่อภาครัฐของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) 198 แห่ง ที่ตอบแบบสอบถามรวมมูลค่าสินทรัพย์แล้วประมาณ 6 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 60% ของตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) พบว่า 90% ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัย เป็นผลกระทบโดยตรง 38% ที่เหลือเป็นผลกระทบโดยอ้อม

นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขา ธิการสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ กล่าวว่า ผลกระทบจากน้ำท่วมจะทำให้กำไร บจ.ปีนี้ในแง่เม็ดเงินหายไปถึง 34 หมื่นล้านบาท

ดังนั้น ในจำนวนนี้บริษัทที่มีรายได้ลดลงมีเพียง 36% เท่านั้นที่ทำประกันภัยและได้รับความคุ้มครอง

ผลสำรวจยังพบอีกว่า ในส่วนสินค้าคงคลังมีบริษัทได้รับผลกระทบ 30 แห่ง ได้รับผลกระทบเฉลี่ยบริษัทละ 121 ล้านบาท หรือความเสียหายรวม 3,630 ล้านบาท

“บริษัทส่วนใหญ่มองว่า นี่เป็นปัจจัยลบระยะสั้นเท่านั้น บจ. 88% ยืนยันว่า จะไม่ลดจำนวนพนักงาน และมีความพร้อมในการฟื้นฟูธุรกิจหลังเกิดอุทกภัย โดย บจ. 82 แห่งที่ได้รับผลกระทบมีจำนวน 57 แห่ง ที่มีความสามารถในการฟื้นฟูธุรกิจโดยกระแสเงินสด คาดว่าต้องใช้เงินในการฟื้นฟูเฉลี่ยบริษัทละ 87 ล้านบาท” นายสมบัติ กล่าว

สะอึกน้ำ3หมื่นล.

ข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ ผู้บริหาร บจ.ต้องการให้รัฐบาลผลักดันโครงการป้องกันน้ำท่วมรุนแรงในอนาคตและให้เห็นเป็นรูปธรรม และ ให้รัฐบาลลดภาษีเงินได้นิติบุคคลตามเป้าหมาย ขอให้รัฐบาลเลื่อนนโยบายการปรับขึ้นค่าจ้างงานขั้นต่ำวันละ 300 บาทไปก่อน เป็นต้น

น.ส.ธริศา ไชยสุนทรโยธิน ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เกียรตินาคิน กล่าวว่า บจ.ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากน้ำท่วม คือ กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อาจทำให้ บจ.บางแห่งต้องประสบกับภาวะการขาดทุนได้ แต่มองว่าน่าจะเป็นผลกระทบในช่วงสั้นๆ

นายกวี ชูกิจเกษม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทย กล่าวว่า ในปี 2555 เชื่อว่าผลตอบแทนของบริษัทในตลาดหุ้นจะอยู่ในระดับที่น่าพอใจ และ บจ.หลายแห่งสามารถฟื้นฟูกิจการได้เป็นปกติแล้ว ก็จะกลับมามีผลประกอบการที่แข็งแกร่งได้

อย่างไรก็ตาม ในปีหน้าตลาดหุ้นไทยยังคงได้รับผลกระทบจากปัจจัยทั้งในและต่างประเทศ โดยปัจจัยต่างประเทศน่าจะส่งผลกระทบรุนแรงมากกว่า จากปัญหาหนี้สินยุโรปและปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐน่าจะส่งผลกระทบต่อเนื่อง ส่วนปัจจัยในประเทศมีความกังวลปัญหาการเมืองที่จะเป็นตัวแปรกระทบตลาดหุ้น

อย่างไรก็ตามเชื่อว่า ในปี 55 ผลตอบแทนของ บจ.จะอยู่ในระดับที่น่าพอใจ เนื่องจากเหตุอุทกภัย ส่งผลกระทบในช่วงสั้นกว่าที่คาด และบจ.หลายแห่งสามารถฟื้นฟูกิจการได้เป็นปกติแล้ว ดังนั้น เชื่อว่า บจ.จะกลับมามีผลประกอบการที่แข็งแกร่งได้เนื่องจากหลายธุรกิจมั่นใจว่าจะฟื้นตัวได้เร็ว โดยบางส่วนเริ่มกลับมาดำเนินงานแล้วในช่วงเดือนธ.ค. และอีก85% คาดว่าจะกลับมาดำเนินการได้ตามปกติเดือนม.ค.ปี2555 และ ในจำนวนบริษัทที่ได้รับผลกระทบทางตรงจากปัญหาน้ำท่วม 75 แห่งนั้น มีถึง 53 บริษัทที่อาจมีปัญหารายได้ชะงักงัน เนื่องจากมีเพียง 36% เท่านั้นที่ทำประกันรายได้ไว้ ซึ่งถือว่าน่าเป็นห่วง”นายสมบัติกล่าว นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ เปิดเผยว่า มีบริษัทจดทะเบียน 198 บริษัท ตอบรับแบบสอถามข้อมูลถึงผลกระทบจากเหตุอุทกภัย โดยมีขนาดสินทรัพย์ระหว่าง 300 ล้านบาท – 4 แสนล้านบาท รวมแล้ว 6 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 60% ของตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี ) พบว่ามีบริษัทที่ได้รับผลกระทบด้านลบ90% โดยบริษัทที่ได้รับผลกระทบทางตรง 38%

ในจำนวนนี้บริษัทที่มีรายได้ชะงักงัน มีเพียง 36%หรือ 1ใน3 ของบริษัททั้งหมดเท่านั้นที่ทำประกันภัยน้ำท่วมที่ทำให้ธุรกิจเสียหาย และได้รับความคุ้มครองเพียง 69% นอกจากนั้นมีความมั่นใจเพียง 71% ว่าจะได้รับความคุ้มครอง

“บริษัทส่วนใหญ่ประเมินว่าผลกระทบที่เกิดจากน้ำท่วม เป็นปัจจัยลบระยะสั้นเท่านั้น เนื่องจากหลายธุรกิจมั่นใจว่าจะฟื้นตัวได้เร็ว โดยบางส่วนเริ่มกลับมาดำเนินงานแล้วในช่วงเดือนธ.ค. และอีก85% คาดว่าจะกลับมาดำเนินการได้ตามปกติเดือนม.ค.ปี2555 และ ในจำนวนบริษัทที่ได้รับผลกระทบทางตรงจากปัญหาน้ำท่วม 75 แห่งนั้น มีถึง 53 บริษัทที่อาจมีปัญหารายได้ชะงักงัน เนื่องจากมีเพียง 36% เท่านั้นที่ทำประกันรายได้ไว้ ซึ่งถือว่าน่าเป็นห่วง”นายสมบัติกล่าว

นายสมบัติ กล่าวว่า ทางภาครัฐควรเร่งจัดทำแผนแม่พิมพ์น้ำท่วมออกมาโดยเร็วระยะ 23 เดือนนี้ กำหนดชัดเจนว่าจะใช้พื้นที่ใดเป็นพื้นที่รับน้ำ

ทั้งนี้เพราะ ผลกระทบจากน้ำท่วมทำให้นักวิเคราะห์ในตลาดประมาณการว่าน่าจะทำให้กำไรบจ.ปีนี้ในแง่เม็ดเงินหายไปถึง 34 หมื่นล้านบาท

ผลสำรวจยังพบอีกว่า ในส่วนสินค้าคงคลังมีบริษัทได้รับผลกระทบ 30 แห่ง ได้รับผลกระทบเฉลี่ยบริษัทละ 121ล้านบาท หรือความเสียหายรวม 3,630 ล้านบาท

ปัญหาน้ำท่วมจะกระทบต่อผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 4 โดย 55% ระบุว่าจะได้รับผลกระทบต่อรายได้ น้อยกว่า 20% สัดส่วนบริษัท 17% ระบุว่าจะได้รับผลกระทบต่อรายได้ 2040% สัดส่วนบริษัท 16% ระบุว่าจะได้รับผลกระทบต่อรายได้มากกว่า 40% ส่ดส่วนที่เหลืออีก 12% ระบุว่าจะไม่ได้รับผลกระทบต่อรายได้

ส่วนผลกระทบต่อผลประกอบการปี 2555 พบว่า บริษัทส่วนใหญ่ 61% มีผลกระทบต่อรายได้ น้อยกว่า 10% และมีเพียง 3% เท่านั้นจะได้รับผลกระทบต่อรายได้ มากกว่า 30% ขณะที่สัดส่วน 16% ไม่มีผลกระทบต่อรายได้

อย่างไรก็ตาม มีบริษัทมากกว่า 88%ระบุว่าไม่มีแนวโน้มลดพนักงานหลังน้ำท่วม นอกจากนี้บริษัทที่ต้องใช้เม็ดเงินเพื่อฟื้นฟูจากน้ำท่วม 82 แห่ง มีจำนวน 57แห่งหรือคิดเป็น 70% ที่สามารถใช้กระแสเงินสดเพื่อฟื้นฟูกิจการหลังน้ำท่วม โดยคาดว่าจะใช้เงินฟื้นฟูเฉลี่ยบริษัทละ87ล้านบาท ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนมีข้อ เสนอแนะต่อภาครัฐ ความสำคัญอันดับแรกหรือคิดเป็นสัดส่วน 85%เห็นว่ารัฐบาลต้องเร่งผลักดันโครงการป้องกันปัญหาน้ำท่วมรุนแรงในอนาคต นอกจากนั้น ให้ดำเนินนโยบายลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เหลือ 23% ต่อไป แต่ให้ชะลอหรือเลื่อนนโยบายประชานิยม เช่น รถคันแรก และบ้านหลังแรก รวมถึงนโยบายที่เพิ่มภาระต้นทุนให้กับภาคเอกชน เช่น ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ขึ้นเงินเดือนปริญญาตรีขั้นต่ำ 1.5หมื่น บาท


 

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท