
จีนเดินเครื่องปรับกลยุทธ์ลดภาษี ตั้งกันชนรับวิกฤต เลี่ยง Hard landing
ระยะเวลากว่า 2 ปี กับวิกฤตหนี้สาธารณะของยุโรปที่ยังคงไม่มีหนทางแก้ไขที่ชัดเจน
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ระยะเวลากว่า 2 ปี กับวิกฤตหนี้สาธารณะของยุโรปที่ยังคงไม่มีหนทางแก้ไขที่ชัดเจน ส่งผลให้นักลงทุนผู้ช่ำชองทั่วโลกเริ่มตระหนักดีแล้วว่า ปัจจุบันนี้ไม่ใช่เวลารอคอยหรือคาดหวังใดๆ จากกลุ่มสหภาพยุโรปอีกต่อไป
แต่เป็นเวลาที่จำต้องเตรียมตัวและเตรียมใจให้พร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ต่อจากนี้ไปให้รอบคอบ ระมัดระวัง และให้เจ็บตัวน้อยที่สุด
ทั้งนี้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดในเวลานี้คงหนีไม่พ้นประเทศจีนที่ออกตัวได้เร็ว และดังเกรียวกราวก่อนใครๆ
ไล่เรียงตั้งแต่การที่ประธานาธิบดี หูจิ่นเทา ออกมาแง้มแนวทางนโยบายทางเศรษฐกิจของจีนในปี 2555 ที่จะเปิดบ้านต้อนรับการลงทุนมากขึ้น ตลอดจนส่งเสริมการนำเข้าให้สมดุลกับการส่งออก จนมาถึงการสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการประกาศลดอัตราสำรองเงินทุนของธนาคาร เพื่อให้ธนาคารปล่อยกู้อัดเงินเข้าระบบเสริมสภาพคล่องของตลาดในประเทศเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี
ขณะที่การประชุมประจำปีของเจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสในคณะทำงานเศรษฐกิจส่วนกลางของจีน เพื่อกำหนดทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของประเทศในปีหน้าเมื่อ 2 วันที่ผ่านมา ก็มีแนวโน้มที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์กันว่าจีนอาจเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการตัดลดภาษี
สาเหตุสำคัญที่ทำให้จีนต้องรีบปรับทิศทางวางกลยุทธ์เศรษฐกิจเสียแต่เนิ่นๆ นี้ ก็เนื่องมาจากสถานการณ์วิกฤตหนี้สาธารณะจากฟากตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคยุโรปเป็นสำคัญ
เพราะภาวะที่ขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรงของยุโรปส่งผลโดยตรงต่อความต้องการสินค้าของผู้บริโภคในภูมิภาค ซึ่งเป็นตลาดส่งออกรายใหญ่ของจีน
เรียกได้ว่าตลาดที่ซึมเซาในยุโรปทำให้ตัวเลขการส่งออกของจีนในเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ชะลอตัวลง 13.8% จากที่ในเดือน ต.ค. ก่อนหน้าที่มีการขยายตัวถึง 15.9% สวนทางกับการนำเข้าในเดือน พ.ย. ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น 22.1% ซึ่งสูงเกินกว่าที่ได้มีการคาดการณ์กันไว้ก่อนหน้าที่ 19%
ตัวเลขข้างต้นแสดงให้เห็นว่าดุลการค้าเกินดุลของจีนหดเล็กลง ขณะที่ยังไม่นับรวมถึงตัวเลขดัชนีอุตสาหกรรม ซึ่งบ่งชี้ถึงกิจกรรมในภาคการผลิตที่ชะลอตัวลงเช่นกัน
ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจของประเทศชะลอตัวลงเช่นนี้ ส่งผลให้จีนเริ่มรู้ตัวแล้วว่าหากไม่เดินหน้าหามาตรการกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจภายในประเทศแล้วละก็ อาจทำให้เศรษฐกิจที่กำลังไปได้สวยของจีนต้องล้มพัง ร่วงแรงเจอฮาร์ดแลนดิง (Hard Landing) เอาได้ง่ายๆ
ทั้งนี้ บรรดานักวิเคราะห์ซึ่งเฝ้าตามติดความเคลื่อนไหวของยักษ์ใหญ่แห่งเอเชีย ต่างมองเห็นตรงกันว่าการส่งออกที่ชะลอตัวลงบวกกับปัญหาหนี้สาธารณะที่จีนปล่อยให้กับรัฐบาลท้องถิ่น บีบให้รัฐบาลจีนภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี เวินเจียเป่า มีทางเลือกในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไม่มากนัก
การลดอัตราดอกเบี้ยในขณะที่อัตราเงินเฟ้อกำลังชะลอตัวลงก็เป็นทางเลือกหนึ่ง แต่ก็ทำได้ไม่มากนัก เพราะภาคเศรษฐกิจหลักๆ ของประเทศไม่เหลือช่องว่างให้ลดภาษีลงได้อีกมากนัก
ขณะเดียวกัน การหันมากระตุ้นด้วยการทุ่มลงทุนในโครงสร้างขั้นพื้นฐาน เช่น การสร้างถนนเหมือนในอดีตก็ไม่อาจทำได้อีกเช่นกัน
ดังนั้น ทางเลือกที่พอจะเป็นไปได้และไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตต่อไปในปี 2555 ก็คือการตัดลดภาษี
บรรดาสถาบันทางการเงินชั้นนำอย่าง โกลด์แมน แซคส์ ไชนา อินเตอร์เนชันแนล แคปิตอล คอร์ป และบาร์เคลย์ แคปิตอล ต่างคาดการณ์ตรงกันว่าการที่จีนเก็บภาษีเข้าคลังในปีนี้ได้มากกว่าเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนดไว้ การลดหย่อนภาษีเพื่อกระตุ้นให้มีการใช้จ่ายจึงเป็นทางเลือกที่ค่อนข้างดีที่สุดและปลอดภัยที่สุด ในแง่ที่ว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อปริมาณหนี้เสียที่รัฐแบกรับอยู่หลังจากปล่อยกู้ให้กับโครงการเมกะโปรเจกต์ของรัฐบาลท้องถิ่น และในตลาดอสังหาริมทรัพย์
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์เห็นว่าภาษีที่รัฐบาลจีนน่าจะลดหย่อนลงไปได้ก็คือ ภาษีโภคภัณฑ์ และภาษีเงินได้นิติบุคคล พร้อมกับการขยายโปรแกรมลดหย่อนภาษีภาคอุตสาหกรรมบริการที่ทดลองใช้ในเซี่ยงไฮ้ไปแล้วให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ของประเทศ
เรียกได้ว่าเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนเพื่อเอาไปจับจ่ายใช้สอย ขณะที่การเพิ่มรายได้ให้กับบริษัทห้างร้านก็เพื่อนำเงินที่ได้ไปลงทุน ที่จะทำให้เกิดการสร้างงาน กระจายรายได้ต่อไป
ขณะเดียวกัน รัฐบาลจีนอาจเพิ่มรายได้ด้วยการเพิ่มภาษีสำหรับอุตสาหกรรมบางประเภท เพื่อผลด้านการประหยัดพลังงาน และลดปริมาณการปล่อยก๊าซ ซึ่งแน่นอนว่าจะช่วยส่งผลดีต่อมาตรฐานทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว ในแง่ที่เข้ากับแนวโน้มความต้องการลงทุนด้านพลังงานสีเขียวเพื่อสิ่งแวดล้อมของโลกได้เป็นอย่างดี
เท่ากับว่านอกจากเป็นการวางแผนเพื่อรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจแล้ว ยังเป็นการปูทางสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป
ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องยอมรับว่าการเตรียมการรับมือของจีนแต่เนิ่นๆ ในครั้งนี้ เป็นสิ่งที่น่าชื่นชมไม่น้อย ขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่าขนาดจีนเตรียมความพร้อมหามาตรการรับมืออย่างเต็มที่ ก็ยังมิวายสร้างปราการที่ดีพร้อมป้องกันเศรษฐกิจของประเทศไม่ให้ได้รับผลกระเทือน
รูปการณ์ดังกล่าวส่งผลให้น่าคิดต่อไปว่า แล้วประเทศที่ไม่ได้เตรียมการรับมือใดๆ มากนักอย่างไทยจะต้องเจอกับอะไร หากวันที่วิกฤตนั้นมาถึง







