
จุดอ่อนในการใช้ Social Network ของเรากับนัยทางสังคมและการเมือง
ในโลกการสื่อสารของมนุษย์เราตั้งแต่สื่อความกันได้ นอกไปเสียจากตัวของข้อมูลข่าวสารเองแล้ว
ในโลกการสื่อสารของมนุษย์เราตั้งแต่สื่อความกันได้ นอกไปเสียจากตัวของข้อมูลข่าวสารเองแล้ว
โดย..เศรษฐา ทวีสิน
ย่อมต้องมีตัวบุคคลเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในกระบวนการสื่อสาร โดยทำหน้าที่ต่างกันไปในแต่ละสถานะของบุคคลผู้นั้น โดยธรรมชาติแล้วก็ต้องมีผู้ที่เป็นต้นกำเนิดของข่าวสาร ต้องมีผู้ที่ทำหน้าที่ในการส่งสาร และต้องมีผู้รับสาร เมื่อเข้าสู่ยุคของคลื่นวิทยุและสัญญาณภาพ การสื่อสารก็แพร่หลายมากขึ้น จากเดิมที่เป็นการสื่อสารจากบุคคลต่อบุคคล หรือจากบุคคลสู่คนไม่มากนัก กลับกลายเป็นมีผู้รับทราบข่าวสารผ่าน “สื่อสาธารณะ” หลายหมื่น หลายแสน และเป็นหลายล้านคน
นอกจากนี้แล้ว เมื่อเราก้าวเข้าสู่ยุคดิจิตอล การสื่อสารก็กลายสภาพเป็นมีหลายมิติมากขึ้น จากเดิมที่ข่าวสารจะถูกถ่ายทอดให้กับบุคคลที่ถูกตั้งใจให้รับสารดังกล่าว หรือเป็นบุคคลที่แสดงเจตนาที่จะรับสารดังกล่าวผ่านช่องทางใดช่องทางหนึ่งผ่านทางสื่อสาธารณะ กลับกลายเป็นการส่งต่อไปยังบุคคลหลากหลายมากขึ้น ทั้งที่มีความสนใจในเรื่องนั้นหรือไม่มีก็ตาม ยิ่งกว่านั้น การเกิดขึ้นของ Social Network นับเป็นจุดเปลี่ยนแปลงที่สำคัญมากสำหรับในหลายๆ ประเด็นที่เกี่ยวกับการสื่อสาร โดยเฉพาะที่ผมคิดว่าสำคัญมากๆ ก็คือ เรื่องของ “การสร้างและส่งข้อมูลที่มิได้วิเคราะห์อย่างละเอียดจากบริบททั้งหมดของเรื่องราว” และที่เลวร้ายที่สุดก็คือ “การสร้างข่าวลือ” และผมว่านี่คือเรื่องสำคัญที่ผมอยากเขียนถึงในครั้งนี้
ในระบอบเผด็จการ “สื่อสาธารณะ” มักถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสร้าง ข่าวลือ ไม่ว่าจะในเชิงการเมืองหรือเศรษฐกิจ แต่ในโลกของเสรีนิยมนั้นเป็นเรื่องธรรมดาที่ “สื่อสาธารณะ” จะมีกฎหมายทำหน้าที่ “ปกครอง” และ “ควบคุม” การใช้สื่อในทางที่ผิดและสร้างความเสียหาย นอกจากนี้แล้ว “ความเป็นกลาง” ของสื่อยังมีกลไกของสังคมคอยจับตาดูอยู่ด้วยอีกแรงหนึ่ง
แต่ในยุคนี้ ข้อมูลทั้งที่ถูกและไม่ถูก รวมทั้งข่าวลือ สามารถแพร่กระจายได้ด้วยเพียงปลายนิ้วสัมผัส และที่สำคัญไปกว่านั้น เราก็ทราบดีว่าในโลกที่เปิดอย่างเสรีเป็นการยากที่จะสร้างกรอบหรือกฎเกณฑ์ขึ้นมาควบคุมการใช้ Social Network ในการสื่อความดังกล่าว รวมทั้งยากที่จะถูกตรวจสอบ เอาแค่ใกล้ๆ ตัวในประเทศไทยเราเอง ถึงแม้จะมีกฎหมายหรือพระราชบัญญัติต่างๆ ออกมารองรับ ก็ยังไม่ครอบคลุมและยังมีความหละหลวมในหลายๆ เรื่อง ดังเช่นหลายกรณีที่เราเห็นตามหน้าหนังสือพิมพ์มาตลอด
ในฐานะที่เรียกได้ว่าเป็นผู้ใช้ Social Network มาอย่างต่อเนื่องสักระยะหนึ่งแล้ว ผมสามารถสัมผัสได้ว่าคนไทยเรามีจุดอ่อนอยู่ 23 เรื่อง ซึ่งเป็นปัญหาที่ผมมองว่าถ้าเรายังมองไม่เห็นและไม่ทำความเข้าใจถึงผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นต่อเนื่องมาจากจุดอ่อนดังกล่าว จุดอ่อนนั้นๆ อาจส่งผลลบในเชิงพฤติกรรม และถ้ามองให้เป็นเรื่องใหญ่ขึ้นไปก็เป็นไปได้ที่จะส่งผลลบในเชิงเศรษฐกิจและสังคมด้วยเช่นกัน
จุดอ่อนแรกของเรา คือ “การรับข่าวสารและส่งต่ออย่างรวดเร็วโดยไม่เสียเวลากับการวิเคราะห์และพยายามทำความเข้าใจในบริบทรวมของเรื่องราวทั้งหมดก่อน” จุดอ่อนที่สอง คือ “เรามักยินยอมให้ Subjectivity ของตนเองมาเป็นปัจจัยในการตัดสินและลงความเห็นเสียส่วนมาก” และจุดอ่อนที่สามก็คือ “เรามักจะหมกมุ่น ให้ความสำคัญ และชอบที่จะขุดคุ้ยและตีแผ่ ข้อเสีย ของคนอื่นมากกว่า ข้อดี” ซึ่งเมื่อทั้งสามเรื่องผนวกกันย่อมทำให้การแพร่กระจายของเรื่องราวในแง่ลบจะถูกส่งต่อและทวีความรุนแรงเรื่องอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบอย่างชนิดที่บางครั้ง “สื่อสาธารณะ” เองก็ไม่สามารถก่อให้เกิดผลเสียได้ขนาดนี้ เพราะการแพร่ต่อทาง Social Network คือการสื่อสารแบบ “ปากต่อปาก” ที่ว่ากันว่าเป็นเครื่องมือสื่อสารการตลาดที่มีประสิทธิผลสูงสุดประเภทหนึ่ง
ผมขอยกตัวอย่างกรณีที่ต่างประเทศให้ท่านฟัง ท่านผู้อ่านคงจะคุ้นเคยกับชื่อของ Dominique StraussKahn อดีตผู้นำองค์กรระดับโลกอย่าง IMF ในช่วงปีที่ผ่านมาใช่ไหมครับ เรื่องที่เกิดขึ้นก็คือ Dominique ถูก “ตั้งข้อกล่าวหา” ว่าได้กระทำการล่วงละเมิดทางเพศกับพนักงานหญิงในโรงแรมแห่งหนึ่งเมื่อประมาณกลางปีที่ผ่านมา และสิ่งที่ตามมาก็คือ เมื่อข่าวดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่ออกทางสื่อสาธารณะ สิ่งที่เกิดขึ้นในโลกของ Social Media ก็คือบรรดาผู้ที่แอ็กทีฟในโลกดิจิตอลล้วนแล้วแต่แสดงความเห็นว่า Dominique เป็นผู้กระทำผิดจริง เสมือนการพิจารณาคดีความผิดได้บทสรุปแล้วทั้งที่กระบวนการสอบสวน สืบความ หาข้อมูล และพิสูจน์หลักฐานต่างๆ เพิ่มเติมเพื่อใช้ในการตัดสินโดยศาลยุติธรรมยังไม่ได้เริ่มต้นแม้แต่น้อย
“สื่อสาธารณะ” เคยทำหน้าที่นี้ได้อย่างดีอยู่แล้วในการตีแผ่เรื่องราวต่างๆ แต่อย่างที่ผมได้กล่าวไว้ข้างต้นว่า ในโลกของการสื่อสารไม่มีอะไรเอาชนะคำพูดปากต่อปากได้ในแง่ของความมีประสิทธิผลที่จะมีอิทธิพลต่อความคิดของเรา ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อคนเป็นหมื่นเป็นแสนที่มีคุณสมบัติข้อด้อยทั้งสามประการข้างต้น ให้การตอบสนองต่อข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ฉับพลัน และแพร่หลายผ่าน Social Network นี่คือปรากฏการณ์ทางสังคมอันใหม่ที่ผมเชื่อว่าเราก็ไม่เคยคาดว่าอานุภาพของมันรุนแรงขนาดไหน
เมื่อเรื่องราวของ Dominique ถูกตีแผ่ผ่านสื่อสาธารณะ อนาคตทางการเมืองที่หวังจะเป็นผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของฝรั่งเศสก็ดับลง ยิ่งกว่านั้น กระแสลบอันเกิดจากการแสดงความเห็นและส่งต่อผ่าน Social Network ก็เปรียบเสมือนตะปูตัวสุดท้ายที่ไม่เพียงตอกฝาโลงอนาคตทางการเมืองแต่อย่างเดียว แต่นั่นหมายถึง Dominique อาจหมดสิทธิในการที่จะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนอีกด้วย เพราะ “เสียงของประชาชน” ส่วนมากที่ได้แสดงความเห็นออกมาได้ตัดสินใจไปเรียบร้อยแล้ว
ในแง่ของภาพที่ใหญ่ขึ้นอีก ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากกรณีนี้อาจมีนัยถึงความเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และสถานะความมั่นคงของประเทศฝรั่งเศสในอนาคตเลยก็ได้ เพราะเมื่อผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีถูกตราหน้าว่ามีความผิดก็ย่อมหมดสิทธิในการได้รับความเชื่อใจจากประชาชน และนั่นหมายถึงการดำรงซึ่งอำนาจของขั้วอำนาจเก่าและแนวนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลปัจจุบันต่อไป
หันกลับมามองใกล้ตัวขึ้น ท่านผู้อ่านลองจินตนาการตัวท่านเองเป็นบุคคลที่ถูกนำเสนอเรื่องราวหรือถูกกล่าวพาดพิงถึงในโลกของ Social Network ดูสิครับ แล้วลองตั้งสมมติฐานเล่นๆ ว่าผู้ใช้ Social Network ในประเทศเรากว่าร้อยละ 80 เข้าข่ายที่มีจุดอ่อนทั้งสามประการด้านต้นเป็นคุณสมบัติ ท่านผู้อ่านคิดว่าสิ่งที่จะเกิดกับท่านคืออะไร แล้วสมมติอีกว่าถ้าหากท่านเป็นบุคคลสำคัญระดับชาติ มันจะเกิด Multiple Effect กับชื่อเสียง สถานะ และภาพลักษณ์ไม่เฉพาะของท่าน แต่รวมทั้งของประเทศ ชาติในสายตาของโลกภายนอกอย่างไร เพราะอย่าลืมนะครับ การสื่อสารในโลกดิจิตอลนี้ถือเป็นการสื่อสารแบบไร้พรมแดน ข้อมูลทุกอย่างที่ถูกส่งต่อผ่านสื่อดิจิตอลสามารถถูกหยิบยกขึ้นมาขยายความต่อได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย
ในสถานการณ์การความแตกต่าง แตกแยกทางอุดมการณ์ทางการเมืองและสังคมที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เราเห็นได้ชัดเจนว่ากระแสความเกลียดชังและอคติต่างๆ ที่ถูกโพสต์และส่งต่อใน Social Network มีมากมายหลากหลายดีกรีความรุนแรง บุคคลหรือคณะบุคคลที่ทำหน้าที่บริหารประเทศย่อมตกเป็นเป้าของการโจมตีและวิพากษ์วิจารณ์อย่างมีอคติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นคณะรัฐบาลชุดไหน ผมคิดว่าเราทุกคนในฐานะผู้ที่ใช้ Social Network ควรมีส่วนรับผิดชอบในการที่อย่างน้อยต้องพยายามระลึกให้ได้ก่อนว่าเรามีจุดอ่อนทั้งสามข้อที่ผมกล่าวไว้ข้างต้นเป็นคุณสมบัติหรือเปล่า ถ้าคำตอบคือใช่ ผมว่าเราควรหยุดคิดสักนิดหนึ่งก่อนไหม ก่อนที่ท่านจะกดปุ่ม ฟอร์เวิร์ด แชร์ หรือทวีต ในครั้งต่อไป







