
ข้อตกลงยุโรปยังไม่พอต้องรอพิสูตจน์ยาว
สิ้นสุดลงไปแล้วอีกรอบกับการประชุมสุดยอดผู้นำยุโรป เมื่อวันที่ 8-9 ธ.ค.
สิ้นสุดลงไปแล้วอีกรอบกับการประชุมสุดยอดผู้นำยุโรป เมื่อวันที่ 8-9 ธ.ค.
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
สิ้นสุดลงไปแล้วอีกรอบกับการประชุมสุดยอดผู้นำยุโรป เมื่อวันที่ 8-9 ธ.ค.ที่ผ่านมา ท่ามกลางสายตาทุกคู่จากทั่วทุกมุมโลกที่จับจ้องมองมา เพราะการประชุมในครั้งนี้คือกุญแจสำคัญที่จะเปิดหรือปิดหนทางสู่เสถียรภาพและความมั่นคงของภูมิภาค พร้อมๆ กับการผลักดันเศรษฐกิจของภูมิภาคให้รอดพ้นจากการล่มสลาย
ข้อตกลงซึ่งที่ประชุมสุดยอดผู้นำยุโรป 23 ประเทศ ยกเว้นอังกฤษ และฮังการี เห็นพ้องยอมรับใช้ร่วมกัน ก็คือ ข้อตกลงทางการคลัง (Fiscal Compact) ที่จะเป็นกรอบการทำงานตามกฎหมายที่จะควบคุมและป้องกันไม่ให้ชาติสมาชิกเดินตกหล่มหนี้สาธารณะจนเผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์หนี้อีกครั้ง
เรียกได้ว่าข้อตกลงที่ออกมาก็คือ ข้อตกลงร่วมระหว่างรัฐบาล ไม่ใช่การแก้ไขสนธิสัญญายุโรป ตามที่ตลาดหลายฝ่ายคาดการณ์ หรือคาดหวัง
ประเด็นหลักๆ ของข้อตกลงดังกล่าวไล่เรียงมาตั้งแต่การยอมให้คณะทำงานส่วนกลางของยุโรปเข้ามาดูแลการคลังของแต่ละประเทศได้มากขึ้น ซึ่งหมายถึงการที่รัฐบาลแต่ละชาติต้องยื่นรายงานงบประมาณทางการคลังให้กับส่วนกลาง พร้อมๆ กับที่ต้องทำเรื่องรายงานเสมอก่อนที่จะออกพันธบัตร
นัยว่าเป็นมาตรการตรวจสอบป้องกันไม่ให้ประเทศสมาชิกต้องซ้ำรอยเดิมกับอาการปวดหัวจากตัวเลขการขาดดุลงบประมาณที่ชักหน้าไม่ถึงหลัง และเพื่อควบคุมให้มีวินัยทางการคลังมากขึ้น
นอกจากนี้ ข้อตกลงในการควบรวมการคลังของ 17 ชาติสมาชิกซึ่งใช้สกุลเงินยูโร และอีก 6 ชาติที่ไม่ได้ใช้เงินยูโร ยังครอบคลุมถึงชะตากรรมของกองทุนรักษาเสถียรภาพทางการเงินยุโรป (อีเอฟเอสเอฟ) ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อสู้รบกับปัญหาหนี้สาธารณะของภูมิภาค ว่าจะสิ้นสุดลงกลางปี 2556 ขณะเดียวกันก็จะนำกองทุนกลไกรักษาเสถียรภาพยุโรป (อีเอสเอ็ม) ซึ่งเป็นกองทุนช่วยเหลือถาวรสำหรับยูโรโซนมาใช้ในปี 2555 หรือใช้ควบคู่ไปด้วยกัน 1 ปี ก่อนที่อีเอฟเอสเอฟจะหมดอายุลง
ขณะที่ข้อตกลงอื่นๆ ในการประชุมสุดยอดผู้นำยุโรปยังรวมไปถึงการที่บรรดาชาติอื่นๆ ในบริเวณภูมิภาคยุโรปเตรียมจ่ายเงินสมทบมูลค่าสูงถึง 2 แสนล้านเหรียญยูโร (ราว 8.2 ล้านล้านบาท) ให้กับกองทุนฉุกเฉินของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) โดยแผนการในข้อนี้จะได้บทสรุปภายใน 10 วัน หลังจากที่สิ้นสุดการประชุมเมื่อวันที่ 9 ธ.ค.ที่ผ่านมา
สำหรับข้อตกลงสุดท้ายที่บรรดาประเทศกลุ่มอียูจับมือพยักหน้ากันได้ก็คือการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์การออกเสียงลงคะแนนในอีเอสเอ็ม ที่ยอมให้ผ่านมติด้วยคะแนนเสียง 85% จากทั้งหมด ในกรณีที่เป็นเรื่องเร่งด่วน
เรียกได้ว่า ความพยายามข้างต้นเกิดขึ้นเพื่อหลีกหนีข้อติดขัดที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วก่อนหน้านี้ในการที่จะอนุมัติเงินช่วยเหลือเร่งด่วนกับชาติสมาชิกที่กำลังประสบปัญหา
อีกสิ่งสำคัญประการต่อมา ที่มีการพูดคุยกันในที่ประชุมคราวนี้ก็คือ ที่มาของเงินช่วยเหลือที่จะหยิบยื่นให้แก่ชาติสมาชิกที่กำลังเจอหรือมีสิทธิเจอหนี้ในอนาคต
แน่นอนว่า ส่วนหนึ่งจะมาจากการขายพันธบัตรที่ประเทศต่างๆ ในยูโรโซนให้การรับรอง ขณะที่ส่วนหนึ่งจะมาจากกองทุนอีเอฟเอสเอฟ ที่เพิ่งจะตกลงเพิ่มขนาดกองทุนไปเป็น 4.4 แสนล้านเหรียญยูโร
ด้านกองทุนอีเอสเอ็มตัวใหม่จะมาจากการระดมเงินของสมาชิก โดยสัดส่วนของเงินที่แต่ละประเทศสมาชิกจะต้องจ่ายนี้มากน้อยขึ้นอยู่กับขนาดของเศรษฐกิจแต่ละประเทศ
ทั้งนี้ จากการประเมินคร่าวๆ ของนักเศรษฐศาสตร์ หากทุกประเทศจ่ายเงินเข้ากองทุนอีเอสเอ็มครบก็จะทำให้มีกองทุนมูลค่าสูงถึง 7 แสนล้านยูโร ซึ่งทำให้ทันทีที่มีการนำอีเอสเอ็มมาใช้งานเต็มตัว กองทุนดังกล่าวจะมีศักยภาพในการให้เงินช่วยเหลือชาติ สมาชิกสูงกว่า 5 แสนล้านยูโร (ราว 200 ล้านล้านบาท)
ด้านเงินอีก 2 แสนล้านยูโร ซึ่งคาดกันว่าเพียงพอสำหรับการสมทบให้กับกองทุนไอเอ็มเอฟนี้จะมาจากธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคยุโรป ซึ่งจะเป็นเงินสำรองของธนาคารต่างๆ โดยจะต้องมีการหารือกันในรายละเอียดต่อไป
ขณะเดียวกัน การประชุมดังกล่าวยังได้ข้อสรุปสำคัญที่อาจถือได้ว่าช่วยเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่กำลังเหือดหายไปจากภูมิภาคยุโรปให้กลับคืนมาอีกครั้ง นั่นคือการตกลงกันในเรื่องของบทลงโทษ สำหรับประเทศสมาชิกที่ไม่สามารถปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด
แน่นอนว่า ประเด็นหนึ่งที่โดดเด้งและมีการกล่าวถึงมากที่สุดก็คือ เรื่องการแทรกแซงอัตโนมัติทันทีที่การขาดดุลของสมาชิกเกินเพดานที่กำหนดไว้ที่ 3%
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าปฏิกิริยาของตลาดที่มีผลต่อการประชุมจะตอบรับในทางบวก เห็นได้จากตัวเลขตลาดหุ้นทั่วยุโรป สหรัฐและเอเชีย ปรับตัวเป็นบวกทั่วหน้า แต่นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งกลับมองว่า เวลาเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่ามาตรการดังกล่าวจะได้ผล
เพราะผลลัพธ์ของข้อตกลงในที่ประชุมสุดยอดผู้นำอียูล้วนขึ้นอยู่กับความเอาจริงเอาจังของบรรดานักการเมืองในประเทศต่างๆ ในภูมิภาค ว่าพร้อมจะเคร่งครัดกับกฎเกณฑ์ที่ตั้งขึ้นมากน้อยแค่ไหน
แต่จากสิ่งที่นักลงทุนได้เรียนรู้มาในอดีต ทุกอย่างล้วนบ่งชี้ให้เห็นว่ามาตรการบรรเทาวิกฤตหนี้สาธารณะของยุโรปที่ออกมาแต่ละครั้ง ล้วนใช้งานได้ในระยะสั้นเท่านั้น
นอกจากนี้ ปัญหาสำคัญอีกอย่างที่เกิดขึ้นจากการประชุมสุดยอดผู้นำอียูครั้งนี้ และส่งผลสั่นคลอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลกก็คือ ความเห็นที่แตกแยกอย่างเห็นได้ชัดของบรรดาผู้นำในการที่จะ “เอา/ไม่เอา” ตามข้อตกลงที่มีหัวเรือใหญ่อย่างฝรั่งเศสและเยอรมนีผลักดันอยู่
ทั้งนี้ ประเทศที่ไม่เอาแน่ๆ ในขณะนี้ก็คือ อังกฤษ ซึ่งไม่ยอมเซ็นชื่อลงนามในข้อตกลงดังกล่าว ด้วยเหตุผลว่า ข้อตกลงที่มีไม่ได้รวมมาตรการหรือกลไกใดๆ ในการปกป้องระบบตลาดเดียวและภาคการบริการด้านการเงินเลยแม้แต่น้อย ขณะที่อีก 3 ชาติที่เหลือ คือ สวีเดน สาธารณรัฐเช็ก และฮังการี แบ่งรับแบ่งสู้โดยระบุว่าไม่มีอำนาจตัดสินใจ ต้องรออภิปรายร่วมกับสภาของแต่ละประเทศก่อน
บทสรุปที่ออกมาแสดงให้เห็นความแตกแยกที่ร้าวลึกภายในกลุ่มสหภาพยุโรป หรือหากจะชี้ให้ชัดเจนลงไปก็คือความขัดแย้งระหว่างอังกฤษกับกลุ่มประเทศที่เหลือ จนนักวิเคราะห์เห็นตรงกันว่า นับต่อจากนี้ความสัมพันธ์ระหว่างอังกฤษและประเทศสมาชิกอื่นๆ ในอียูคงเป็นไปอย่างเย็นชาทีเดียว
อย่างไรก็ตาม สำหรับปัญหาแรกสุดของผู้ที่ติดตามวิกฤตหนี้สาธารณะของยุโรปมาตั้งแต่ต้น ผลประชุมสุดยอดผู้นำยุโรปครั้งล่าสุดที่ปรากฏออกมานี้ ถือได้ว่าเป็นบทสรุปที่ดีในช่วงปลายปี แต่ยังไม่อาจเรียกว่าเป็นจุดจบของปัญหา
เพราะข้อตกลงใหม่ที่สรุปเคาะรวมกันมาให้เห็นให้พูดถึงกันในช่วงนี้ ยังต้องมีการพูดคุยกันในรายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อให้มีความชัดเจน ซึ่งกว่าจะได้ฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ก็ปาเข้าไปเดือน มี.ค. ปี 2555
เท่านั้นยังไม่พอ ข้อตกลงดังกล่าวยังต้องเข้ากระบวนการผ่านการพิจารณารับรองจากแต่ละประเทศที่เข้าร่วม โดยอาจมี 4 ประเทศสมาชิกที่เหลือซึ่งยังไม่เห็นด้วยกับข้อตกลงในครั้งนี้ เข้าร่วมด้วย
เท่ากับมีแววว่า คงต้องกินเวลายาวนานขึ้นไปอีก
นอกจากนี้แน่นอนว่าเมื่อใคร่ครวญ ตามหลักการที่วางไว้ ทั้งการปฏิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัด และการให้เงินช่วยเหลือแก่ประเทศต่างๆ ย่อมนำไปสู่การแก้ปัญหาวิกฤตหนี้ในภูมิภาคยุโรปได้
แต่คำถามหนึ่งที่เกิดขึ้นในใจของนักลงทุนทั่วโลกในขณะนี้ก็คือว่า ยุโรปจะสามารถลงมือปฏิบัติตามข้อตกลงที่มีขึ้นได้ดีมากน้อยแค่ไหน โดยมีปัจจัยจากประเด็นการเมืองภายในของแต่ละประเทศเป็นตัวแปรสำคัญที่จะส่งผลกระทบต่อความเคร่งครัดในการรักษาวินัยทางการคลัง ซึ่งรวมถึงนโยบายรัดเข็มขัดที่ประชาชนภายใต้ระบบทุนนิยมบริโภคไม่นิยมเท่าไรนัก
เพราะหากต้องเสียคะแนนนิยมสนับสนุน รัฐบาลแต่ละประเทศก็อาจเลือกที่จะไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงที่เพิ่มความเข้มงวดในครั้งนี้
หรือพูดอีกอย่างก็คือ ซ้ำรอยเดิมที่ว่า ดีแต่พูดซื้อเวลา
และถ้าหากเป็นไปตามนั้น ยุโรปอาจถึงจุดจบโดยไม่ต้องการบทสรุปใดๆ อีกต่อไป







