
น้ำลด..อะไรผุดบ้าง
เหตุการณ์น้ำท่วมในช่วงที่ผ่านมาเกือบ 2 เดือน คงทำให้สังคมไทยได้เรียนรู้และรับทราบเรื่องราวอะไรอีกมาก
เหตุการณ์น้ำท่วมในช่วงที่ผ่านมาเกือบ 2 เดือน คงทำให้สังคมไทยได้เรียนรู้และรับทราบเรื่องราวอะไรอีกมาก
โดย..สันติ ชัยศรีสวัสดิ์สุข
และก็เป็นที่น่าเสียใจที่สังคมไทยเราต้องจ่ายเพื่อการเรียนรู้บทเรียนบทนี้ในราคาแสนแพง ทั้งในรูปของความเสียหายทางเศรษฐกิจ และที่สำคัญกว่าคือความเสียหายทางจิตใจ ที่คงจะต้องอาศัยเวลามากพอควรในการฟื้นฟู เยียวยา สิ่งที่ผมจะชวนให้ขบคิดกันวันนี้ก็คงจะเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญไม่น้อยในบทเรียนราคาแพงบทนี้ คือสังคมไทยคงต้องขบคิดกันให้ดีและรอบคอบ ทำความเข้าใจกันให้กระจ่างมากขึ้นกับเรื่องการใช้ประโยชน์และการบริหารจัดการสินค้าสาธารณะ (Public Good) อาทิ น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ ถนน สะพาน ฯลฯ ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างมากกับสินค้าส่วนตัว (Private Good) เพราะดูเหมือนสังคมไทยในหลายส่วนยังคงเข้าใจและปฏิบัติราวกับว่าสินค้าที่เป็นสินค้าสาธารณะนั้นเป็นสินค้าของตน เข้าทำนองที่ว่า เมื่อไรที่ต้องการสินค้านั้น (ในที่นี้หมายถึงน้ำ) สินค้านั้นก็เป็นของกู แต่ถ้าเมื่อไรไม่ต้องการสินค้านั้น ก็ไม่ใช่ของกู ใครก็ได้ช่วยรีบมาเอาไปไกลๆ ที
ถ้าคิดต่อไปอีกก็จะพบว่า เรื่องนี้มีความเชื่อมโยงไม่น้อยกับขอบเขตการบริหารและการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ลดข้อขัดแย้งระหว่างหน่วยงานของรัฐบาล (กลาง) กับหน่วยงานท้องถิ่น ตามที่เห็นปรากฏเป็นข้อขัดแย้งระหว่าง กทม. (ในฐานะที่เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น) กับ ศปภ. (ในฐานะที่เป็นหน่วยงานของรัฐบาล) ในการแก้ไขและบริหารจัดการเหตุการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้น จึงต้องมาทบทวนกันให้ดีว่าในเรื่องของการบริหารจัดการน้ำนั้น ส่วนใดควรจะเป็นบทบาทของรัฐบาล และส่วนใดควรจะเป็นหน้าที่ของท้องถิ่น เช่น การวางแผนจัดทำระบบระบายน้ำ กำหนดเส้นทางเดินของน้ำ รวมทั้งระบบการกักเก็บน้ำไว้เพื่อใช้ประโยชน์ ฯลฯ น่าจะเป็นเรื่องที่ใหญ่เกินกว่าขีดความสามารถของท้องถิ่น และต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายท้องถิ่น ก็จำเป็นต้องเป็นบทบาทของภาครัฐ แต่เรื่องการใช้ประโยชน์จากน้ำตามกิจกรรมต่างๆ หรือความต้องการของชุมชน ท้องถิ่นก็น่าจะมีความเหมาะสมสำหรับบทบาทเหล่านี้ เป็นต้น
น้ำที่ผมว่าเป็นสินค้าสาธารณะนั้น ผมอยากให้นึกถึงน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติเป็นตัวอย่างครับ (แต่สินค้าสาธารณะที่ว่านี้ยังรวมถึงอย่างอื่นๆ อีกมาก ที่สำคัญก็เห็นจะเป็น ถนน สะพาน ทางเท้า ท่อระบายน้ำ ฯลฯ) ถ้าคิดกันให้ดี น้ำเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการดำรงชีพของคนทุกคน ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าแต่ละคนจะมีความต้องการน้ำในปริมาณที่แตกต่างกัน ในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน สภาพของปัญหาเกี่ยวกับน้ำในพื้นที่หนึ่งๆ จึงมักจะเป็นเรื่องของการมีน้ำมากเกินไป ในช่วงเวลาที่ไม่ต้องการ หรือขาดแคลนน้ำในช่วงเวลาที่มีความต้องการน้ำ และในบางกรณีที่เลวร้ายมากๆ คนในพื้นที่เดียวกันต้องเผชิญกับปัญหาทั้งสองลักษณะในรอบ 1 ปี เรียกว่าพอฤดูน้ำมากก็เจอน้ำท่วม พอฤดูน้ำน้อยก็เจอปัญหาแห้งแล้ง การบริหารจัดการที่ดีจึงเป็นแนวทางที่จะต้องนำมาใช้เพื่อจัดการกับปัญหาดังกล่าว
แต่ปัญหายังไม่ได้จบอยู่แค่นั้นครับ ด้วยเหตุที่ว่า ณ เวลาหนึ่งๆ จะมีทั้งคนที่ต้องการน้ำและไม่ต้องการน้ำในเวลาเดียวกัน และการจะนำน้ำจากคนที่ไม่ต้องการไปให้คนที่ต้องการ ก็มีต้นทุนทั้งที่เป็นต้นทุนทางตรงและต้นทุนทางสังคมในรูปของความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นจากการนำน้ำนั้นไปใช้ประโยชน์ และเป็นต้นตอสำคัญของปัญหาความขัดแย้ง ดังที่เราได้เคยเห็นมาแล้วจากข้อขัดแย้งในเรื่องการแย่งน้ำระหว่างภาคอุตสาหกรรมและภาคการเกษตรในหลายพื้นที่ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากเงื่อนไขสำคัญของสินค้าสาธารณะที่ว่า สินค้าประเภทนี้ไม่ได้เป็นของฟรี มันเป็นสินค้าที่มีต้นทุน ดังนั้น ผู้ใช้น้ำหรือผู้ได้รับประโยชน์จากน้ำจะต้องตระหนักและรับผิดชอบกับต้นทุนในส่วนนี้โดยไม่คิดว่ามันเป็นของฟรี ดังนั้น เมื่อคิดถึงการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนกันทั้งที ก็เลยอยากจะฝากให้ผนวกเอานักเศรษฐศาสตร์เข้าไปช่วยขบคิดในประเด็นต่างๆ เหล่านี้อย่างลึกซึ้งด้วย อย่าคิดแต่เพียงว่าการบริหารทรัพยากรน้ำ ก็ให้คนทางด้านทรัพยากรน้ำ กรมชลประทาน วิศวกรที่จะช่วยคิดเกี่ยวกับการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างที่เกี่ยวข้องเพียงเท่านั้น มันยังมีเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวพันและเชื่อมโยงกันอีกมาก และน่าจะเป็นแนวทางที่จะช่วยลดข้อขัดแย้งระหว่างชุมชน ระหว่างท้องถิ่นกันได้อีกไม่น้อย
นอกจากนี้ ภัยพิบัติจากน้ำในคราวนี้ยังทำให้อดคิดอีกไม่ได้ว่า ขนาดประเทศไทย (หรือ กทม.) เจอปัญหาน้ำท่วม เรายังถูกผลักดันหรือถูกกดดันให้ตกไปอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าตลอดเวลา และสุดท้ายเราต้องระบายน้ำทิ้งทะเลกันให้เร็วที่สุด ทั้งๆ ที่ก็รู้อยู่ว่าน้ำเหล่านั้นถ้าบริหารจัดการดีกว่านี้ ให้มันมาในปริมาณที่เพียงพอตามความต้องการ และในระยะเวลาที่เหมาะสม น้ำที่เราพยายามระบายทิ้งทะเลกันให้เร็วที่สุดก็จะสามารถสร้างคุณประโยชน์ได้ไม่น้อยทีเดียว ก็อย่าหาว่าผมสาปแช่งเลยครับ อีกไม่กี่เดือนข้างหน้าเราก็คงจะได้รับชมรับฟังปัญหาน้ำแล้งในที่ต่างๆ ของประเทศไทยอีก เพียงแต่คราวนี้คงไม่ใช่ กทม. จนมีคนพูดติดตลกว่าฤดูกาลในประเทศไทยได้เปลี่ยนไปมีฤดูเดียวแล้ว คือ ฤดูบริจาค เพียงแต่ว่าจะเป็นการบริจาคเพื่ออะไรเท่านั้นเอง
คราวนี้ถ้าสมมติว่ามันไม่ใช่น้ำ แต่เป็น “เงินท่วม” แทน เราจะสามารถบริหารจัดการได้ดีกว่าหรือไม่ เรามีขีดความสามารถ มีเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมพอที่จะรับมือกับมันหรือเปล่า ไม่แน่ความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นอาจจะมากมายกว่าในกรณีน้ำท่วมก็ได้ คงต้องฝากธนาคารแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยกันดูแล เป็นหูเป็นตา เตือนภัยกันให้ทันท่วงทีด้วยครับ และถ้าทำได้ดีกว่านั้นก็คงจะต้องพยายามทำให้เกิดการใช้ประโยชน์จากเม็ดเงินทุน ที่ถ้าบังเอิญมันเกิดไหลบ่าเข้ามาในประเทศไทยเป็นจำนวนมากนั้นให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศให้ได้มากที่สุด ผมว่าคิดเผื่อๆ ไว้บ้างก็น่าจะดีครับ อย่าคิดว่ามันคงไม่เกิด ไม่ต้องตระหนกตกใจ คิดแบบนี้มันหวาดเสียวครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากมาตรการทางการเงินที่มีแนวโน้มจะนำมาใช้กันในประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ทั้งที่เป็นประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐและสหภาพยุโรป และประเทศกำลังพัฒนาอย่างจีน มาตรการเหล่านั้นดูเหมือนจะมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสภาพคล่องในตลาดโลกอีกไม่น้อย เพราะแท้จริงแล้ว ความมีเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยน ตลาดเงิน และระบบเศรษฐกิจ ก็ล้วนแต่เป็นสินค้าสาธารณะของคนไทยทั้งชาติเช่นกัน







