posttoday
มาตรการด่วนป้องกันอุทกภัยรุนแรง

มาตรการด่วนป้องกันอุทกภัยรุนแรง

12 ธันวาคม 2554

เป็นที่แน่ชัดว่า มหันตภัยน้ำท่วมปีนี้เกิดจากภัยธรรมชาติส่วนหนึ่งและเกิดจากการจัดการน้ำของมนุษย์อีกส่วนหนึ่ง

เป็นที่แน่ชัดว่า มหันตภัยน้ำท่วมปีนี้เกิดจากภัยธรรมชาติส่วนหนึ่งและเกิดจากการจัดการน้ำของมนุษย์อีกส่วนหนึ่ง

โดย..ปณิธาน ลักคุณะประสิทธิ์ 

ทำให้เกิดความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินอย่างมหาศาล อีกทั้งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจ สังคม และสุขอนามัย รวมทั้งความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ คำถามที่ทุกๆ ฝ่ายมีในขณะนี้ คือ อีก 6–8 เดือนข้างหน้า น้ำจะท่วมดังเช่นปีนี้ไหม รัฐบาลประกาศทำนองว่าจะทำสุดความสามารถไม่ให้ท่วม แต่คำประกาศดังกล่าวจะไม่มีความหมายหากไม่มีแผนงานและการปฏิบัติการอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน โครงการระยะยาวที่ปรากฏเป็นข่าวออกมาเป็นระยะๆ จากนักวิชาการก็ดี จากคณะกรรมการที่ฝ่ายรัฐบาลแต่งตั้งก็ดี จะไม่สามารถขจัดหรือบรรเทาปัญหาได้ทันการณ์หากโชคร้ายน้ำมามากในปีหน้าหรือปีถัดไป และไม่สามารถบริหารจัดการน้ำได้ดีพอ เพราะโครงการเหล่านั้นต้องการการลงทุนมหาศาลและต้องใช้เวลามาก อย่างน้อยก็ 3 ปีจึงจะแล้วเสร็จ มาตรการในระยะสั้น (6 เดือน1 ปี) ที่สามารถทำได้เร็วและมีประสิทธิภาพจึงมีความสำคัญมาก มาตรการหลักที่จะเสนอมีดังต่อไปนี้

1.รัฐบาลต้องแก้ไขระบบการจัดการน้ำทั้งระบบ โดยยึดหลักวิชาการและไม่มีการเมืองแทรกแซง ซึ่งเรื่องนี้ผู้เชี่ยวชาญชาวเนเธอร์แลนด์ได้ย้ำหลายครั้งว่า การบริหารจัดการน้ำเพื่อป้องกันอุทกภัยต้องปลอดการเมือง วิทยาการปัจจุบันก้าวหน้าถึงระดับที่จะใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น สามารถทำแบบจำลองและทำนายล่วงหน้าได้ว่า ในสภาพการณ์ของปริมาณน้ำในลุ่มน้ำต่างๆ ที่เป็นอยู่ หากมีพายุพาฝนมาเติมในอนาคตในสภาพเลวร้ายที่สุด จำเป็นจะต้องพร่องน้ำจากเขื่อนเมื่อไร เพียงไร จะเปิด/ปิดประตูระบายน้ำอย่างไร มากน้อยเพียงไรจึงจะไม่ส่งผลเกิดอุทกภัยร้ายแรง เป็นต้น สิ่งเหล่านี้สามารถศึกษา (โดยความร่วมมือของผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ) แล้วทำเป็นแนวทางปฏิบัติไว้ล่วงหน้าได้

2.การเพิ่มขีดความสามารถของแม่น้ำและลำคลองในการระบายน้ำ ในภาคกลางแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน และแม่น้ำบางปะกง แม่น้ำทั้งสามสายนี้ มีขีดความสามารถในการระบายน้ำไม่เพียงพอหากมีปริมาณน้ำฝนมามากดังเช่นปี 2538 หรือปีนี้ โครงการสร้างทางระบายน้ำ (Floodway) ขนาดใหญ่ที่มีหลายฝ่ายเสนอเป็นโครงการระยะยาวไม่ทันการณ์ในช่วงหนึ่ง หรือสองปีข้างหน้านี้ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าจำเป็นต้องหาทางเพิ่มขีดความสามารถของแม่น้ำเหล่านี้ เช่น การขุดคลองลัด (ดังเช่น คลองลัดโพธิ์) เพื่อลดระยะทางเดินของน้ำในช่วงที่แม่น้ำคดเคี้ยว การเชื่อมต่อโครงข่ายคลองให้สามารถช่วยผันน้ำสู่คลองหลักที่นำน้ำสู่ทะเลได้โดยตรง ซึ่งจะช่วยลดภาระของแม่น้ำสายหลักด้วย เป็นต้น

ปัญหาสำคัญของการขุดคลองระบายน้ำ คือปัญหาเวนคืนที่ดิน ซึ่งชาวบ้านจะต่อต้าน จึงเกิดความคิดที่จะสร้างอุโมงค์ระบายน้ำ แต่ค่าก่อสร้างอุโมงค์ค่อนข้างสูง ในตัวเมืองที่มีอาคารแออัด อุโมงค์อาจเป็นทางเลือกหนึ่งที่จำเป็น แต่ในบริเวณส่วนใหญ่ของลุ่มน้ำมีทางเลือกหนึ่งที่ถูกกว่ามาก และสามารถใช้ประโยชน์ได้อเนกประสงค์ ทางเลือกดังกล่าว ได้แก่ การทำคลองระบายน้ำใต้ดินคล้ายอุโมงค์ แต่ไม่ใช้เทคโนโลยีการขุดอุโมงค์ซึ่งแพงและไม่วางลึกเหมือนอุโมงค์ วิธีการทำคือทำการเปิดหน้าดินคล้ายการทำทางลอดตรงทางแยกใน กทม.บางแห่ง แล้วก่อสร้างโครงสร้างกล่องคอนกรีตเสริมเหล็ก (คสล.) ที่มีหลังคาปิดด้านบน หลังจากนั้นถมดินกลับ ที่ดินที่อยู่เหนือคลองก็ยังเป็นของเกษตรกรซึ่งสามารถใช้ประโยชน์ในการเพาะปลูกได้

คลองดังกล่าวยังใช้ประโยชน์เป็นคลองส่งน้ำเพื่อการชลประทานได้อีกด้วย โดยเกษตรกรสามารถสูบน้ำจากคลองไปใช้ประโยชน์ในการเพาะปลูก

3.การเพิ่มสมรรถนะของระบบระบายน้ำ ต้องรีบดำเนินการขุดลอกแม่น้ำลำคลอง หากจำเป็น (และหากทำได้) ก็ควรขยายความกว้างหรือเพิ่มความลึก (แต่ต้องศึกษาด้านวิศวกรรมว่าไม่ทำให้เกิดปัญหาตลิ่งพัง จากการสูญเสียเสถียรภาพ) ต้องดำเนินการกำจัดขยะ วัชพืช ที่กีดขวางการไหลของน้ำ ประตูระบายน้ำที่เล็กไปต้องทำการขยายหรือเพิ่มจำนวน ฯลฯ

ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ต้องแก้ไขปัญหาการปิดกั้นทางน้ำไหลไม่ว่าจะเป็นการปิดกั้นโดยถนน หรือโดยการบุกรุกจากชาวบ้านหรือผู้ประกอบการ การทำท่อลอดถนนขนาดใหญ่ (เช่น เส้นผ่านศูนย์กลาง 23 เมตร) เพื่อทำทางน้ำไหลโดยไม่ต้องขุดเจาะถนน สามารถทำได้โดยเทคนิคการดันท่อ (Pipe Jacking) ได้ไม่ยาก หรืออาจใช้เทคนิคการก่อสร้างอื่นที่เหมาะสม

4.การตรวจสอบสภาพและเสริมความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้างป้องกันน้ำท่วม ทั้งเขื่อนคอนกรีตเสริมเหล็ก คันดิน ประตูระบายน้ำ ฯลฯ โครงสร้างเหล่านี้เสื่อมสภาพตามอายุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชิ้นส่วนที่เป็นเหล็กจะถูกน้ำกัดกร่อนและชำรุดเสียหายเร็ว จึงต้องตรวจสภาพบำรุงรักษา ซ่อมแซมแก้ไขหากชำรุด และเสริมความแข็งแรง (หากจำเป็น) ไม่ให้เกิดกรณีซ้ำรอยการพังของประตูน้ำบางโฉมศรี ที่ จ.สิงห์บุรี เมื่อกลางเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา

อนึ่งเป็นที่ประจักษ์จากน้ำท่วมครั้งนี้ว่า น้ำที่ไหลบ่ามานั้นมีความเร็วมาก ควรต้องมีการตรวจสอบทางวิศวกรรมว่าโครงสร้างเขื่อน/คันกั้นน้ำ หรือประตูระบายน้ำที่มีอยู่ ได้ออกแบบให้ต้านความเร็วกระแสน้ำไว้พอเพียงหรือไม่

สิ่งที่ต้องดำเนินการตามมาตรการแต่ละข้อที่เสนอมานี้สามารถทำได้เลย และส่วนใหญ่ไม่ใช้งบประมาณมาก แต่จำเป็นต้องจัดลำดับความสำคัญของการดำเนินการต่างๆ และต้องบริหารงบประมาณในสภาวะฉุกเฉิน ไม่ใช่ทำตามระเบียบราชการตามปกติซึ่งล่าช้ามาก ต้องทำงานแข่งกับเวลา เพราะเหลือเวลาอีกไม่นานก็จะถึงหน้าฝนแล้ว และความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติไม่สามารถทำนายได้ ภาครัฐจึงต้องเริ่มปฏิบัติการทันที ทำแผนงานที่ชัดเจนและระดมสรรพกำลังทั้งภาครัฐและเอกชนปฏิบัติการอย่างจริงจัง (เช่น ภายใน 6 เดือน จะขุดลอกแม่น้ำลำคลองหลักสายไหนบ้าง จะขุดคลองลัดกี่แห่งที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ จะแก้ปัญหาการปิดกั้นทางน้ำไหลที่ไหนบ้าง ภายใน 1 ปี จะทำอะไรบ้าง ฯลฯ)

ปัญหาใหญ่และยากคงเป็นปัญหาการดำเนินการที่ปลอดการเมือง รัฐบาลจะมีแนวทางแก้ไขอย่างไร ในเมื่อปัจจุบันมีหน่วยงานมากมายที่มีส่วนในการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งก็อาจมีความขัดแย้งในผลประโยชน์กันดังที่เห็นจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา หลายคนเสนอว่าต้องให้หน่วยงานเดียวดูแลรับผิดชอบ ถ้าต้องการเช่นนั้นรัฐบาลจะแก้ (หรือออก) กฎหมายให้ทันหน้าฝนปีหน้าเพื่อให้ปฏิบัติได้หรือไม่? ในระหว่างนี้จะทำอย่างไร?

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เป็นสิ่งที่ประชาชนและนักลงทุนต่างชาติกำลังรอคำตอบอยู่

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท