
กยอ.ขานรับตั้งหน่วยงานกลางคุมนํ้า
กยอ. สัญญาตั้งหน่วยงานกลางคุมน้ำทั้งระบบ พร้อมฟื้นเขื่อนแก่งเสือเต้นเสริมยุทธศาสตร์
กยอ. สัญญาตั้งหน่วยงานกลางคุมน้ำทั้งระบบ พร้อมฟื้นเขื่อนแก่งเสือเต้นเสริมยุทธศาสตร์
นายวีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) กล่าวปาฐกถาเรื่อง “รวมพลังก้าวผ่านวิกฤตอุทกภัย สร้างอนาคตเศรษฐกิจไทย” ในงานสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศว่า สิ่งที่ไทยจะต้องทำเพื่อเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศแบ่งเป็น 2 มาตรการ คือ แผนเฉพาะหน้า ที่จะต้องทำให้เสร็จภายใน 12 เดือนนี้
เริ่มจากการจัดตั้งหน่วยงานกลางขึ้นมาบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ อาจจะต้องปรับแก้กฎหมายให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน รวมถึงพัฒนาระบบป้องกันและเทคโนโลยีให้ทันสมัยตามประตูน้ำต่างๆ ใช้คอมพิวเตอร์เข้ามาควบคุมแทนคน ถ้าหากดำเนินมาตรการเหล่านี้เสร็จแล้ว ควรจัดซ้อมใหญ่ปีละ 2 ครั้ง
แผนระยะยาว พัฒนาระบบน้ำให้เพียงพอต่อการใช้ทั้งภาคเกษตรและอุตสาหกรรม ซึ่งจะแบ่งการดูแลน้ำเป็น 3 ตอน ตอนบนจะทบทวนการจัดทำโครงการแก่งเสือเต้น เพราะเป็นช่องโหว่ของแม่ยม ที่ทำให้เกิดภัยแล้งและน้ำท่วม และดูเรื่องการปลูกป่า การทำแก้มลิง
ในส่วนลุ่มน้ำตอนกลาง จะพัฒนาการสร้างพื้นที่หรือโครงสร้างรองรับน้ำให้เพียงพอ ส่วนตอนใต้ ซึ่งรวม กทม. และปริมณฑล ต้องสร้างทางน้ำไหล (ฟลัดเวย์) เพื่อผันน้ำออกตะวันออกและตะวันตกไปแม่น้ำท่าจีนและแม่น้ำบางปะกงลงสู่ทะเล แต่อาจต้องมีชุมชนที่เสียสละรับน้ำ รัฐบาลควรชดเชยให้เหมาะสม
นอกจากนี้ การดูแลนิคมอุตสาหกรรม 7 แห่ง ภาคเอกชนควรลงทุนสร้างระบบป้องกันน้ำ รวมถึงนิคมอุตสาหกรรมที่เสี่ยง โดยจะมีการจัดหาเงินกู้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (เจบิก) และธนาคารออมสินจะเป็นผู้ดูแล
ในส่วนการจัดหาแหล่งเงินทุนเพื่อจัดการน้ำทั้งระบบ จะตั้งคณะกรรมการ โดยมี นายวิษณุ เครืองาม ดูแล โดยรัฐลงทุนทั้งหมด และเน้นหาเงินกู้จากในประเทศ เพราะไทยมีเงินออมและเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูง แต่หากจำเป็นต้องกู้ต่างประเทศ ไทยก็มีสัดส่วนหนี้ต่างประเทศแค่ 2% ของจีดีพี
ขณะที่หนี้สาธารณะที่มี 41% ของรายได้ ครึ่งหนึ่งเป็นหนี้จากกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ที่โอนจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำลังเจรจาให้โอนหนี้กลับคืนไป เพราะ ธปท.สามารถนำรายได้จากทุนสำรองประเทศมาบริหารจัดการได้







