
แฉเส้นทางค้ายาเชียงใหม่ เชียงราย แชมป์ลักลอบนำเข้า
ปปส.เปิดเส้นทางยาเสพติดพบชายแดนเชียงใหม่-เชียงรายแชมป์ลักลอบนำเข้า
ปปส.เปิดเส้นทางยาเสพติดพบชายแดนเชียงใหม่-เชียงรายแชมป์ลักลอบนำเข้า
พล.ต.อ.กฤษณะ ผลอนันต์ เลขาธิการ ป.ป.ส. เปิดเผย สถานการณ์ปัญหายาเสพติดหลังเปิดแผนปฎิบัติการไทยเข้มแข็ง 2 พบว่า ยาบ้า กัญชา เฮโรอีน ฝิ่น ไอซ์ และยาแก้หวัดที่มีส่วนผสมของซูโดอีเฟดรีน ยังเป็นยาเสพหลักที่แพร่ระบาดในประเทศ โดยว่ามีการลักลอบนำเข้าทางชายแดนภาคเหนือมากที่สุด โดยเฉพาะพื้นที่ จ.เชียงใหม่ และเชียงราย ซึ่งพบการนำเข้าระดับแสนเม็ดขึ้นไป 17 ครั้ง ทางด้าน อ.แม่จัน อ.แม่สาย อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย และอ.เชียงดาว อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ส่วนชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นการนำเข้าในจำนวนแสนเม็ดทาง อ.ชานุมาน จ.อำนาจเจริญ และ อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย
ส่วนเฮโรอีนพบว่ามีการลักลอบนำเข้าทางท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าโดยชาวปากีสถาน ซุกซ่อนโดยการกลืนลงในช่องท้อง เช่นเดียวกับยาไอซ์ ซึ่งจะถูกนำเข้ามาจากชายแดนภาคเหนือ ด้าน อ.แม่จัน จ.เชียงราย อ.เชียงดาว อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ และพบการนำเข้าทางท่าอากาศยานสุวรรณภูมิโดยชาวอิหร่าน และเครือข่ายชาวแอฟริกันซึ่งมีการหลีกเลี่ยงการนำเข้าผ่านท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ไปใช้เส้นทางนำเข้าทางด้านตรวจคนเข้าเมืองอรัญประเทศ จ.สระแก้ว โดยยาเสพติดดังกล่าวจะถูกนำออกไปจากสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อออกไปยังกรุงพนมเปญ ก่อนที่ย้อนกลับเข้าประเทศไทยที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองอรัญประเทศ จ.สระแก้ว เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจค้นจับกุมของเจ้าหน้าที่
สำหรับผลการสกัดกั้นยาเสพติดตามแนวชายแดนนั้น พล.ต.อ.กฤษณะ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ค้ายาเสพติดรายสำคัญได้จำนวน 76 คดี ผู้ต้องหา 124 คน ของกลางยาบ้า 3,684,450 เม็ด เฮโรอีน 7.35 กิโลกรัม กัญชา 2,641 กิโลกรัม ไอซ์ 5.4 กิโลกรัม ฝิ่น 21,310 กรัม และยาแก้หวัดที่มีส่วนผสมของซูโดอีเฟดรีน 1,578,428 เม็ด ซึ่งมีปริมาณเพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงปฏิบัติการที่ผ่านมา ทั้งนี้ในการจับกุมคดียาเสพติดที่ยึดยาบ้าของกลางระดับตั้งแต่ 100,000 เม็ดขึ้นไป ในช่วงปฏิบัติการฯ ระยะที่ 2 นี้ จับกุมได้ถึง 27 คดี ยึดยาบ้าได้ถึง 10,771,433 เม็ด นอกจากนี้ ยังมีการจับกุมที่ยึดยาบ้าระดับตั้งแต่ 10,000 – 99,999 เม็ด ที่สามารถจับกุมได้ 49 คดี
สำหรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของยาเสพติด พบว่า จากรายงานจำนวนผู้เข้ามาบำบัดรักษาที่เข้าสู่ระบบ บสต. ของกระทรวงสาธารณสุข (12 พ.ย.2552 – 5 ก.พ.2553) มีจำนวน 11,647 คน มาจากภาคกลางมากที่สุด รองลงมาเป็นภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ ตามลำดับ ซึ่งกลุ่มที่เข้ามาบำบัดรักษาฯ กลุ่มหลักยังคงเป็นเยาวชนอายุระหว่าง 15 – 19 ปี







