จากใจ"กิตติศักดิ์"ถึง"สุกำพล"
ท่านทักษิณสั่งมาให้ผมดูแลน้องๆลูกๆหลานๆหน่อย ผมก็มีหน้าที่คอยประสานงานให้สส.ตามแต่ละจังหวัด
ท่านทักษิณสั่งมาให้ผมดูแลน้องๆลูกๆหลานๆหน่อย ผมก็มีหน้าที่คอยประสานงานให้สส.ตามแต่ละจังหวัด
โดย......ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
กลายเป็นประเด็นร้อนในพื้นที่สื่อสารมวลชนมาเป็นเวลากว่า1สัปดาห์สำหรับความขัดแย้งการทำงานภายในกระทรวงคมนาคม หากมองในมิติของการเมืองปกติทั่วไปแล้วถือว่าเป็นเรื่องธรรมดามากกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพราะการทำงานร่วมกันย่อมจะมีความคิดเห็นแตกต่างกันบ้าง
แต่กับกรณีนี้กับปรากฏเป็นความขัดแย้งแบบ "สามเศร้าพรรคเดียวกัน" เพราะทั้ง 'พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต' รมว.คมนาคม และอีกรมช.คมนาคม ได้แก่ 'กิตติศักดิ์ หัตถสงเคราะห์' และ ‘พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก' ต่างอยู่ชายคาพรรคเพื่อไทยเหมือนกัน ซึ่งเกิดขึ้นไม่บ่อยนักกับกระทรวงที่มีรัฐมนตรีมาจากพรรคการเมืองเดียวกันทั้ง 3คน
ความขัดแย้งปมใหญ่มาจาก 'สองรมช.' ไม่พอใจกับการทำงานของ 'บิ๊กโอ๋' เจ้ากระทรวงเบอร์หนึ่ง เพราะมีการแบ่งกรม กอง ในกระทรวงให้น้อยเกินไป หนำซ้ำยังรู้สึกว่าถูกล้วงลูกอีก ทำให้ไม่ต่างกับการจุดระเบิดออกมา
ถึงขั้น 'บิ๊กชัจจ์' ต้องบินไปพบพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อให้มาไกล่เกลี่ยปัญหานี้ เช่นเดียวกับ 'กิตติศักดิ์' ออกอาการเตรียมเอาคืนพล.อ.อ.สุกำพลด้วยยกพลสส.พรรคเพื่อไทยกว่า 100 ชีวิตเข้าพบพล.อ.อ.สุกำพลหากยังไม่มีอะไรดีขึ้น
ท่ามกลางความขัดแย้งที่เกิดขึ้น 'บิ๊กโอ๋' ในฐานะเตรียมทหารรุ่น10ร่วมกับพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้แสดงอาการอะไรออกมามากนัก อาศัยความนิ่งสยบความเคลื่อนไหวแล้วก็เดินเกมสมานฉันท์แบบลับๆกับสองรัฐมนตรีช่วย จนนำมาสู่การเปิดแถลงข่าวจูบปากเมื่อวันที่ 6 ธ.ค.ที่ผ่านมา
แม้ว่าฝุ่นความขัดแย้งจะเริ่มจางลงแต่ลึกๆในใจแล้วใครจะรู้ได้ว่าความขัดแย้งที่สะสมมานานกว่า 1 เดือนจะชำระล้างให้หายง่ายๆเพียงแค่การจับมือแถลงข่าวหรือไม่ ‘กิตติศักดิ์ หัตถสงเคราะห์' หนึ่งในสามเศร้าความขัดแย้งได้เปิดใจกับ 'โพสต์ทูเดย์' แบบเป็นกันเองภายในห้องทำงานกระทรวงคมนาคม
"อาจารย์กอ" ชื่อที่บรรดาสส.รุ่นลูกรุ่นหลานมักเรียกกันติดปากในพรรคเพื่อไทย เริ่มการต้นการสนทนาโดยยืนยันว่าเกาเหลาระหว่างพล.อ.อ.สุกำพล ไม่มีแล้วนับจากนี้ ทุกฝ่ายต่างทำงานในกระทรวงกันต่อไปเพื่อแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชน ที่ผ่านมาถือว่าได้ทำความเข้าใจกันแล้วเพราะท่านรมว.คมนาคมเป็นทหารมาก่อนอาจทำให้ไม่เข้าใจการทำงานการเมืองไปบ้าง ซึ่งส่วนตัวได้แนะนำไปหมดแล้วว่าจะต้องทำอย่างไรบ้างซึ่งท่านรมว.ก็ยอมรับ
ต่อมาได้ย้อนถึงความขัดแย้งที่เกิดขึ้นว่า "คืออย่างนี้น่ะผมเองในฐานะที่ทางพรรคเพื่อไทยส่งเข้ามาให้เป็นรมช.คมนาคม โปรดเกล้าฯเป็นรัฐมนตรีแล้วเราก็ได้รับการแบ่งงานตามแต่รมว.คมนาคมจะแบ่งให้ ผมได้คุมทั้งหมด 5 หน่วยงาน กรมเจ้าท่า การบินพลเรือน วิทยุการบิน แอร์พอร์ตลิ้งค์ และ โรงแรมสุวรรณภูมิ การแบ่งงานตรงนี้ผมเห็นจากเอกสารแบ่งงาน ผมไม่ได้ตัดสินใจเลยจะเข้ารับกรมไหน รัฐวิสาหกิจไหนเลย ครั้งแรกผมเห็นคำสั่งออกมาอย่างนี้เราก็ต้องปฏิบัติตามที่ได้รับมอบหมาย"
“ถามว่าพอใจหรือไม่ตอบได้ว่าความพอใจของมนุษย์มันก็มีอะไรก็อยากได้มากแต่เมื่อได้มาแค่นี้ก็พอใจแค่นี้ ตอนแบ่งงานกันเขาไม่ได้ถามเรามา จึงไม่มีเหตุผลที่เราจะถามกลับไป ไม่มีคำถาม เพราะเขามอบมาแล้วเป็นลายลักษณ์อักษรมาแล้วคงจะเปลี่ยนอะไรไม่ได้ เราต้องปฏิบัติตามที่ได้รับหมาย"
ดูจากคำสัมภาษณ์เบื้องต้นนี้แล้วได้เริ่มฉายภาพความขัดแย้งของการทำงานค่อนชัดเจนแต่ปัญหาไม่ได้หยุดแค่นั้นเพราะร่วมทำงานกันในกระทรวงคมนาคมนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเหมือนว่ารมช.คมนาคมรายนี้จะไม่ให้ความสำคัญกับรมว.คมนาคมมากนักทั้งที่ถ้ากันตามตำแหน่งแล้วพล.อ.อ.สุกำพล คือ ผู้บังคับบัญชาสูงสุดในกระทรวง
กิตติศักดิ์ ไขข้อสงสัยดังกล่าวว่า เรื่องนโยบายไม่ใช่รมว.คมนาคามให้เราน่ะ นโยบายต้องมาจากพรรคที่เราสังกัด คือ พรรคเพื่อไทย ถึงมาที่นายกรัฐมนตรีให้นโยบายในนามรัฐบาล เขามีอำนาจก็จริง แต่สั่งผมไม่ได้เพราะผมเป็นผู้อาวุโสในทางการเมืองเป็นสส.มาหลายสมัยในทางการเมืองต่างรู้จักผมกันดีทั้งนั้น
"ทุกโครงการที่ผมเสนอต้องผ่านการผ่านได้รับการพิจารณาจากรมว.คมนาคม เช่น ถ้าเสนอ 10 โครงการก็ต้องได้10โครงการ เพราะโครงการที่ผมจะเสนอเข้าไปนั้นเป็นประโยชน์แก่ประชาชนและประเทศชาติ คือ ผมไม่เสนอสะเปะสะปะน่ะผมต้องกลั่นกรองต้องเรียกนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญระดับดอกเตอร์มาระดมสมองกันก่อนอันดีก็ทำ"
คำตอบจากรมช.คมนาคมดังกล่าวทำให้เกิดคำถามตามมาว่าทำไมรมว.ถึงสั่งรมช.ไม่ได้และที่สำคัญรมว.รายนี้ คือ เพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหารรุ่น10ของพ.ต.ท.ทักษิณ? รมช.กิตติศักดิ์ ตอบแบบเสียงดังฟังชัดว่า "ไม่สำคัญ ไม่เกี่ยว ท่านนายกฯทักษิณท่านไม่ยุ่งหรอก ท่านทักษิณพูดกับผมว่าเราคุมหน่วยงานหรือส่วนราชการไหนก็ให้ดูแลงานที่ได้รับผิดชอบให้ดี"
"ผมยังมีงานใหญ่รออยู่อีกน่ะ เช่น ท่าเรือน้ำลึกปากบาราในพื้นที่ระหว่างจ.สตูลและสงขลา โครงการถมทะเลป้องกันการกัดเซาะตลิ่ง ทั้งหมดนี้โครงการเป็นแสนแสนล้านเลยนะที่ท่านทักษิณเอาผมมาไว้ตรงนี้เพื่อมาดูโครงการเหล่านี้เป็นแสนล้านบาท งบประมาณมหาศาลมากกว่ากระทรวงคมนาคมทั้งกระทรวงอีก แต่มาอยู่แค่รัฐมนตรีคมนาคมเบอร์3 ใครไม่รู้หรอกว่างบประมาณตรงนี้เยอะ"
ในด้านของการแบ่งส่วนราชการให้รับผิดชอบของกระทรวงคมนาคม อาจารย์กอ ขยายความเพิ่มเติมว่า ตอนรัฐมนตรีว่ากระทรวงมาแบ่งงานนั้นก็บอกไปอยู่ว่าทำไมไม่แบ่งให้หมดล่ะให้สอดคล้องกัน เช่น เมื่อได้ดูกรมเจ้าท่าที่มีหน้าที่สร้างท่าเรือแล้วควรได้ดูแลการท่าเรือในฐานะเป็นหน่วยงานบริหารการดำเนินงานของท่าเรือที่สร้างขึ้น
"ผมไปสร้างท่าเรือ 3-4แห่งเป็นเงินหลายพันล้านแต่ทำไมไม่ดูละ จากนี้ไปของใครของมัน กรมเจ้าท่ามีหน้าที่สร้างการท่าเรือก็มารับเอาไปแล้ว ตอนนี้กำลังจะบูรณาการและมีนโยบายของผม และผมคิด คิด อะไรออกก็ส่งให้ท่านนายกฯทักษิณ ท่านก็พิจารณาว่าเห็นดีก็เอาและสั่งมาที่ผม"
แสดงว่าต่อจากนี้ไปไม่จำเป็นต้องฟังรมว.คมนาคมแต่ฟังพ.ต.ท.ทักษิณเป็นหลัก? รมช.คมนาคม ตอบว่า "ท่านทักษิณสั่งมาให้ผมดูแลน้องๆลูกๆหลานๆหน่อย ผมก็มีหน้าที่คอยประสานงานให้สส.ตามแต่ละจังหวัด ส่วนเรื่องงานในกระทรวงคมนาคม เมื่อมอบงานมาแล้วก็งานใครงานมัน ที่ผ่านมารมว.ก็ไม่เคยมายุ่งกับผม มีอยู่เรื่องเดียวที่ท่านรมว.มายุ่ง คือ การตั้งบอร์ดในหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่ผมดูแลอยู่ ตั้งมาไม่เป็นไรผมรับได้ แต่ว่าถ้า1-2เดือนทำงานไม่ดีผมปลดหมด"
กิตติศักดิ์ เล่าว่า ตอนนี้มีการตั้งเข้ามาในส่วนวิทยุการบิน ส่วนโรงแรมสุวรรณภูมิเป็นรมข.ที่ดูแลก็จริงแต่ทำอะไรเพราะเป็นในส่วนของการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย จึงทำได้แค่เป็นผู้ให้นโยบายอย่างเดียวและเป็นผู้ประสานงาน ผมไม่ควบคุมหรอก คนควบคุม คือ ฝ่ายราชการ แต่สำหรับแอร์พอร์ตลิงค์จะเป็นบอร์ดที่ตนเองแต่งตั้งทั้งหมด
ขณะเดียวกัน รมช.คมนาคม ยังมีคำพูดถึง 'บิ๊กโอ๋' นายทหารอาชีพ เสมือนหนึ่งเป็นกระจกสะท้อนการทำงานในทางการเมืองกับนักการเมืองว่า มันต้องปรับกันได้ ต้องทำให้ได้สิ เมื่อคุณมาอยู่ตรงนี้ในฐานะนักการเมืองแล้วน่ะ คุณไม่ใช่เป็นข้าราชการประจำแล้ว เมื่อคุณเริ่มเป็นนักการเมืองแล้วต้องปรับตัวให้เป็นนักการเมือง
" จะสวมหมวกทหารตลอดเวลาไม่ได้ มาอยู่การเมืองต้องเป็นนักการเมือง ท่านรมว.คมนาคมมาจากทหารก็ปกครองแบบทหาร พวกเรามันมาจากการเป็นนักการเมืองการทำงานจึงเป็นคนละแบบ แบบทหารก็มีแต่สั่ง สั่ง สั่ง สั่ง!! แต่มาสั่งผมไม่ได้เพราะผมเป็นนักการเมืองอาวุโส "
ถามขยายผลเพิ่มเติม บุคลิกความเป็นทหารจึงทำให้มีเสียงสะท้อนออกมาจากสส.พรรคเพื่อไทยว่าเข้าพบพล.อ.อ.สุกำพลได้ยากจนกลายเป็นความขัดแย้ง? นักการเมืองอาวุโสรายนี้ครุ่นคิดพอสมควรก่อนตอนออกมาว่า....
"ท่านเซฟตี้ (ระวัง) มาก ไม่เหมือนผมอย่างห้องทำงานผมไม่มีระบบป้องกันอะไรมากอยากเดินก็เดินเข้ามาได้เลย ผมเป็นผู้แทนราษฎรเรารู้ว่าจิตใต้สำนึกของสส.คืออะไรเขาต้องการผลประโยชน์เข้าจังหวัดของเขา เขาต้องการแก้ปัญหาในจังหวัดเขา หลักการแล้วสส.กับรัฐมนตรีในพรรคเดียวกันควรเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ต้องคุยกันรู้เรื่อง ฟังและให้เลขาจดว่าจังหวัดของสส.นั้นเดือดร้อนเรื่องอะไรบ้าง และให้ไปทำโครงการมาจากนั้นเราจะส่งให้รัฐบาลพิจารณาหางบประมาณให้ไปทำเท่านั้นเอง"
กิตติศักดิ์ ยืนยันว่า มันเป็นความจำเป็นที่ต้องมีสส.เอาไว้เพื่อให้เกิดความสบายใจในทางการเมืองได้ เพราะอย่าลืมนะว่างานสภาผู้แทนราษฎรมีเยอะ ถ้ารัฐมนตรีไม่มีสส.เป็นพรรคพวกที่เราไว้ใจได้ก็ลำบากนน่ะ สมมติถ้ามีการอภิปรายไม่ไว้วางใจท่านรมว.คมนาคมตอนนี้ ขอให้มั่นใจว่าส่วนตัวต้องเข้าไปช่วยแน่นอนอยู่แล้วเพราะอยู่กระทรวงเดียวกัน จะเต็มหรือไม่เต็มใจก็ต้องช่วยไว้ก่อนละเพราะต้องเอาพรรคพวก
อีกประเด็นหนึ่งที่ต้องถามให้ได้หนีไม่พ้น คือ เบื้องหลังการแถลงข่าวสมานฉันท์ของรัฐมนตรีคมนาคมทั้ง 3 คน ในเรื่องนี้ รมช.กิตติศักดิ์ ซึ่งมีฐานะเป็นนักการเมืองอาวุโสในพรรคเพื่อไทย ระบุว่า ไม่มีอะไรเลยจริงๆ แค่เชิญไปกินข้าวกันเท่านั้น ไม่คุยอะไรกันเลยจริงๆมีแต่เรื่องพระเครื่อง ไปทานข้าวกันตั้งแต่ต้นจนจบไม่มีเรื่องงานเลย ถ้าจะมีเรื่องานส่วนตัวบอกแค่ว่าทุกจังหวัดที่ตัวเองได้มีโอกาสไปเยี่ยมและสส.ขอเข้ามาก็อยากให้ท่านรมว.ช่วยดำเนินการตามที่สส.และชาวบ้านขอร้องเท่านั้นเอง ซึ่งท่านตอบตกลงจะดูแลให้
"มติที่คุยกันสามคนผมเองว่าให้ท่านรมว.คมนาคมเป็นคนแถลงให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนโดยที่พวกเราจะไม่พูด และแนวทางทั้งหมดในเรื่องการทำงานการเมืองผมได้บอกกับพล.อ.อ.สุกำพลไปหมดแล้วเพื่อปรับตัวเข้ากับสส.ให้ได้ และได้พาไปพรรคพบกับกับสส.ในพรรคบ้างเพราะเดิมท่านสุกำพลไม่รู้จักสส.สักคน แต่เดี๋ยวนี้เริ่มรู้จักแล้วว่าใครเป็นใคร"
ถามถึงบทบาทของพ.ต.ท.ทักษิณ ต่อการสลายความขัดแย้งครั้งนี้? รมช.กิตติศักดิ์ รีบตอบทันทีว่า เรื่องนี้ท่านทักษิณไม่ได้มายุ่งเลยหรือแสดงออกอะไรมาก ด้านหนึ่งเป็นเพราะอดีตนายกฯทักษิณคงมองว่าเป็นเรื่องจิ๊บๆ คงคุยกันเองได้ อย่างไรก็ตามปกติที่ผ่านมาท่านทักษิณดูแลตลอด โทรหาทุกคนทั้งสส.และรัฐมนตรี "ท่านทักษิณคิดถึงใครท่านก็โทร ปกติท่านมักจะโทรหาผมให้ช่วยดูแลลูกๆหลานๆให้ดีนะอาจารย์กอพวกสส.เป็นอย่างไรก็เท่านั้นเอง อยากโทรตอนไหนท่านก็โทรเที่ยงคืนตีหนึ่งตีหกโมงเข้าก็โทรมาหาผมจากดูไบ"
ก่อนจบการสนทนา กิตติศักดิ์ ได้ทิ้งท้ายแบบมีนัยสำคัญต่อพล.อ.อ.สุกำพลโดยเชื่อว่า "ท่านคงไม่ปรับอะไรมากหรอกเพียงแต่ถอดหมวกความเป็นข้าราชการประจำออกเพื่อมาเป็นนักการเมือง ทุกอย่างท่านต้องรู้เองเป็นถึงนายพลเอกสบายอยู่แล้ว ทำไมจะไม่มีความรู้ ผมสิผมไม่ได้เป็นทหารผมทำตัวเป็นทหารไม่ได้น่ะ แต่ท่านเป็นทหารสามารถเป็นนักการเมืองหรือเล่นได้ทั้งสองบทบาท"
คำสัมภาษณ์ทั้งหมดนี้ได้แสดงให้เห็นว่าลึกๆแล้วรอยร้าวในกระทรวงคมนาคมระหว่างรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงยังคงไม่ได้รับการรักษาให้หายได้แน่นอน ทำให้ต้องติดตามกันต่อไปว่าจะมีระเบิดเวลาลูกใหม่ปะทุออกมาภายในกระทรวงเกรดเอแห่งนี้หรือไม่อีกเท่านั้นเอง
"ทักษิณเก่ง- ยิ่งลักษณ์ขยัน" รัฐบาลอยู่ยาวแน่นอน
ใช่ว่าการสนทนาครั้งนี้จะมีแต่การคุยเรื่องความขัดแย้งของรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีเนื้อหาสาระเกี่ยวกับบทบาทของกระทรวงคมนาคมที่ผ่านมาต่อการแก้ไขบรรเทาสถานการณ์อุทกภัยให้กับประชาชนด้วย หลังจากเริ่มมีเสียงวิจารณ์ว่า รัฐมนตรี ชื่อ 'กิตติศักดิ์ หัตถสงเคราะห์' กำลังกลายเป็นเสนาบดีโลกลืมและกลายเป็นตัวเต็งต่อการถูกปรับออกจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ด้วย
'อาจารย์กอ' ออกตัวแรงต่อข้อกล่าวหาไร้บทบาทแก้ไขปัญหาน้ำท่วมว่า ช่วงวิกฤตน้ำท่วมอดีตนายกฯโทรมาหาสอบถามว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร และย้ำต้องดูแลประชาชนให้ดีที่สุด ซึ่งตรงนี้ได้เร่งแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นเต็มที่โดยเฉพาะการดำรงชีวิตของคนในพื้นที่น้ำท่วม เช่น การตั้งโรงครัวกว่า 20 จุด เพื่อทำอาหารแจกจ่ายให้ผู้ประสบภัยเพราะเราเห็นว่าประชาชนจะต้องสามารถใช้ชีวิตให้เป็นปกติมากที่สุดเท่าที่จะทำได้จากนั้นเราถึงค่อยแก้ปัญหาในส่วนอื่นๆต่อไป
"ผมเล่นการเมืองผ่านนายกฯ9-10คนผมรู้หมดและเคยเป็นรัฐมนตรีเห็นว่าไม่มีนายกฯคนไหนเก่งเกินนายกฯทักษิณ อันนี้กล้าประทับตราให้เลยเก่งมาก อย่างตอนไปเยี่ยมจ.หนองบัวลำภูปรากฏว่าบนภูเขาไม่มีน้ำท่านทักษิณบอกให้ทำฝายแม้วพอฝนตกก็มีน้ำเก็บไว้ใช้ในหน้าแล้ง หรือเดินทางไปในหมู่บ้านเห็นถนนฝุ่นตลบท่านบอกว่าไม่ไหวชาวบ้านจะกินข้าวได้อย่างไรต่อมาก็สร้างถนนปลอดฝุ่น ท่านนายกฯทักษิณสมองคิดเร็วมากเป็นเลิศ ซึ่งท่านทักษิณก็แนะนำผมมาตลอดถึงการทำงาน"
ส่วนเสียงวิจารณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด รมช.คมนาคม แอ่นอกรับว่า "เฉยๆน่ะ ผมก็ทำงานตามที่ผมคิด ผมว่าผมทำดีที่สุดแล้วเรื่องน้ำท่วมเราก็ดูหมดโดยเฉพาะระบบคูคลองตามอำนาจหน้าที่ของกรมเจ้าท่าแต่มันไม่เป็นข่าวออกมา ไอ้บิ๊กแบ๊คบิ๊คแบ๊คที่เอามาทำนั้นผมเอามาจากสวีเดน นอร์เวย์ เป็นคนแรกเอาไปตั้งให้ดู ผมไปแจกขายของและตั้งโรงครัวหลายที่นะแต่ผมไม่ได้ออกข่าว ทำข้าวกล่องวันละหลายพันกล่องมาจากเงินส่วนตัวภรรยาช่วยมาอีกแรง"
"เวลาท่านรมว.คมนาคมไปราชการนอกสถานที่ผมก็ได้หารือกับข้าราชการระดับผู้บริหารกระทรวงแทนเกี่ยวกับการขอให้รัฐวิสาหกิจทำหน้าที่ช่วยเหลือประชาชนโดยเฉพาะการเสนอให้รัฐวิสาหกิจของกระทรวงมีบทบาทมากขึ้นด้วยการเอารายได้ของรัฐวิสาหกิจส่วนหนึ่งที่เคยเป็นโบนัสมาคืนให้สังคมบ้าง เช่น การตั้งโรงครัว หรือการช่วยเหลือในด้านอื่นๆ แต่เหล่านี้ไม่มีข่าวออกมาจะให้ทำอย่างไร เราประชาสัมพันธ์ตัวเองไม่เป็น ตอนนี้ก็พยายามหาแนวทางอยู่ว่าทำอย่างไร"
นอกจากนี้ ภายหลังจากสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลายแล้วรมช.กิตติศักดิ์ ยังมีแผนการทำงาน คือ การทำให้รัฐวิสาหกิจของกระทรวงคมนาคมที่ดูแลรับผิดชอบอยู่มีกำไร โดยเจ้าตัวระบุว่า "อย่างแอร์พอร์ตลิ้งค์มีความคิดว่าจะทำคอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่ที่มักกะสัน ทุกอย่างต้องมีอยู่ทั้งหมดในที่แห่งนี้ เช่น ร้านค้าขายสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ สินค้าปลอดภาษี เป็นต้น รวมทั้งขยายเส้นทางไปพัทยา และ สัตหีบ ถ้าทำได้มีกำไรแน่นอน ถามว่าคนไปเที่ยวพัทยาไม่อยากขับรถไปหรอก ถ้ามีแอร์พอร์ตลิ้งค์จะประหยัดกว่า เร็วกว่า ปลอดภัยกว่า ซึ่งตอนนี้มีบริษัทจากจีนญี่ปุ่น แคนาดา สนใจต้องการเข้ามาลงทุน"
สำหรับอนาคตทางการเมืองบนตำแหน่งเก้าอี้รัฐมนตรีตัวนี้บนกระแสข่าวการปรับครม.เพื่อต่ออายุรัฐบาล 'กิตติศักดิ์' อดีตรัฐมนตรีหลายสมัย เชื่อมั่นว่า ยังไม่ถึงเวลาปรับครม.เพราะรัฐบาลชุดนี้และรัฐมนตรีแต่ละท่านเพิ่งทำงานกันมาเพียง3-4เดือนและที่ผ่านมาการทำงานส่วนใหญ่หนักไปในส่วนการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเป็นหลักมากกว่าการบริหารงานราชการในกระทรวง เท่าที่เห็นเรื่องปรับครม.มีแต่ฝ่ายค้านเท่านั้นที่มีความเคลื่อนไหวเพราะออกมาเรียกร้องให้นายกฯปรับครม.ตลอด
"เรื่องปรับคณะรัฐมนตรีมีแต่ฝ่ายค้านอยากให้มีการปรับก็พูดไป เราเพียงแค่อย่าไปหลงฟังฝ่ายค้านเท่านั้นเอง จะรอดจากการถูกปรับคณะรัฐมนตรีหรือไม่ขึ้นอยู่กับพ.ต.ท.ทักษิณ นายกฯใหญ่ ไม่เป็นไรไม่ว่าจะรอดหรือไม่รอด เพราะผมดีใจที่ได้เป็นรัฐมนตรีแล้ว เกียรติประวัติมีแล้ว 3 เดือน 1เดือน ก็ถือว่าเป็นรัฐมนตรีเหมือนกัน อย่าไปห่วงอย่าไปยึดติด คิดแค่จะช่วยให้ประชาชนอยู่ดีกินดีอย่างไรเท่านั้นพอจบ ผมไม่สนใจอะไรทั้งนอกจากเอาใจประชาชนไม่งั้นผมคงไม่ได้เป็นผู้แทนราษฎรนานอย่างนี้หรอก"
ปิดท้ายด้วยคำถามเสถียรภาพรัฐบาลระยะยาวหลังจากผ่านเหตุการณ์น้ำท่วม 'กิตติศักดิ์' ตอบแบบตบโต๊ะดังมั่นใจว่า รัฐบาลชุดนี้อยู่นาวแน่นอนเพราะปี2555นโยบายต่างๆจะเริ่มออกมา เช่น ขึ้นค่าแรง 300 บาท เงินเดือนปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาท กองทุนหมู่บ้านเพิ่มเติมอีก 1 ล้านบาท รักษาพยาบาล 30 บาท กองทุนสตรีจังหวัดละ 100 ล้านบาท เพราะตั้งแต่รัฐบาลเข้ามารับการบริหาราชการแผ่นดินมีความจำเป็นต้องเอาเวลาไปแก้ไขปัญหาน้ำท่วมก่อน แต่ในปีหน้านโยบายเหล่านี้จะออกมาให้ประชาชนได้เห็นและสัมผัสและจะทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพมากขึ้นความขัดแย้งจะลดลง
"ดูแล้วรัฐบาลชุดนี้ไปรอด นายกฯยิ่งลักษณ์ขยันมาก ถ้าเป็นอย่างนี้ครบเทอม แต่ขอให้ทำตามนโยบายที่ได้ประกาศเอาไว้ และเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองขึ้นกับตัวรัฐบาลเอง เช่น พรรคแตกตีกันเอง ทะเลาะกัน ยุบพรรค ซึ่งพรรคพยายามตั้งรับอยู่ แต่อีกหน่อยเราบุกกลับแน่นอนแต่ในเมื่อเราเป็นนักการเมืองด้วยกันเราไม่ฆ่ากันหรอกก็ปล่อยให้เขาตายไปในทางการเมืองเอง แต่เราต้องทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้" รมช.คมนาคม ฟันธงส่งท้ายการเปิดใจกับโพสต์ทูเดย์


