
ยึดคลังยุโรปโลกเฮ อียูแก้สัญญากู้วิกฤตลงดาบชาติมือเติบ
สหภาพยุโรปเดินหน้าแก้ไขสนธิสัญญาครั้งประวัติศาสตร์ ล้วงตรวจสอบงบประมาณสมาชิก ออกบทลงโทษชาติใช้่เงินมือเติบ หวังฟื้นความเชื่อมั่นวิกฤตหนี้
สหภาพยุโรปเดินหน้าแก้ไขสนธิสัญญาครั้งประวัติศาสตร์ ล้วงตรวจสอบงบประมาณสมาชิก ออกบทลงโทษชาติใช้่เงินมือเติบ หวังฟื้นความเชื่อมั่นวิกฤตหนี้
ที่ประชุมผู้นำสหภาพยุโรป (อียู) ที่กรุงบรัสเซลส์ ของเบลเยียมเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. เห็นชอบข้อเสนอแก้ไขสนธิสัญญาสหภาพยุโรปใหม่ เปิดทางให้ส่วนกลางเข้าแทรกแซงประเทศสมาชิกที่มีปัญหา ฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุน
ภายใต้ร่างเนื้อหาของสนธิสัญญาใหม่ ยุโรปจะเปิดทางให้อียูเข้าแทรกแซงในนโยบายงบประมาณของชาติสมาชิกได้ ซึ่งถ้าหากข้อเสนอการแก้ไขดังกล่าวได้รับการรับรองจริง ชาติสมาชิกก็จำเป็นที่จะต้องเร่งปรับสมดุลงบประมาณให้ได้ตามที่อียูกำหนดไว้ โดยระดับการขาดดุลงบประมาณจะต้องไม่เกินไปกว่า 0.5% ของผลผลิตมวลรวมประชาชาติ (จีดีพี)
อีกทั้งชาติสมาชิกยังต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีเนื้อหาให้ครอบคลุมและสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสนธิสัญญาใหม่ในครั้งนี้ด้วย
ถ้าหากสมาชิกชาติใดที่มีระดับการขาดดุลงบประมาณเกินกว่า 3% ก็อาจจะต้องเผชิญหน้ากับการคว่ำบาตรและจะถูกลงโทษจากส่วนกลาง และแต่ละชาติยังจำเป็นที่จะต้องส่งรายงานงบประมาณแห่งชาติให้กับคณะกรรมาธิการยุโรป ซึ่งจะมีอำนาจอย่างเต็มที่ในการขอตรวจและแก้ไขอย่างเต็มที่
สำหรับประเทศสมาชิกที่ต้องการกู้ยืมจากส่วนกลาง ยังจะต้องรายงานล่วงหน้าว่า ต้องการกู้ยืมความช่วยเหลือเป็นจำนวนเท่าไหร่ด้วย
การแก้ไขเนื้อหาสนธิสัญญาในครั้งนี้จำเป็นที่จะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาของชาติสมาชิกแต่ละชาติ โดยกำหนดการร่างเนื้อหาในส่วนแก้ไขที่แน่นอน พร้อมกับมาตรการลงโทษนั้นจะเริ่มขึ้นในราวเดือน มี.ค.
มาริโอ ดรากี ประธานธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) กล่าวว่า ผลการประชุมถือว่าเป็นเรื่องดียิ่งสำหรับยุโรป การแก้ไขเนื้อหาสนธิสัญญาครั้งนี้จะช่วยสร้างมาตรฐานสำหรับนโยบายเศรษฐกิจที่มีวินัยมากขึ้นสำหรับสมาชิกและแน่นอนว่ามีประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหาหนี้ของกลุ่มยูโรโซนในปัจจุบัน
แถลงการณ์ที่ประชุม ระบุว่า ทุกชาติสมาชิกอียูยกเว้นแต่อังกฤษเท่านั้น ที่ปฏิเสธและใช้สิทธิคัดค้านข้อเสนอนี้ โดยนายกรัฐมนตรี เดวิด คาเมรอน แห่งอังกฤษให้ความเห็นว่า การเปิดทางให้แก้ไขเนื้อหาในสนธิสัญญาเช่นนั้น จะทำให้อังกฤษต้องสูญเสียอธิปไตยทางการเงินของตัวเองไป และยังจะเป็นการทำลายอุตสาหกรรมการเงินของอังกฤษอย่างรุนแรง โดยกลุ่มนักวิชาการอังกฤษเห็นตรงกันว่า ถึงเวลาที่อังกฤษควรจะทบทวนความสัมพันธ์กับอียู ว่าจะเป็นส่วนหนึ่งหรือจะแยกตัวออกมาได้แล้ว
ด้านประธานาธิบดี นิโกลาส์ ซาร์โกซี แห่งฝรั่งเศส กล่าวว่า อังกฤษเลือกที่จะเดินออกจากยูโรเอง ขณะที่นายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เกิล แห่งเยอรมนี กล่าวว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องน่าวิตก เพราะอังกฤษไม่เคยเป็นส่วนหนึ่งของยูโรอยู่แล้วตั้งแต่เริ่มต้น
ด้านตลาดทุนทั่วยุโรปรวมถึงในสหรัฐได้ดีดตัวขึ้นรับข่าวดีครั้งนี้ในทันที ดัชนี CAC40 ของตลาดหุ้นปารีสปรับขึ้น 2.03% ส่วนดัชนี DAX ของเยอรมนีปรับขึ้น 0.19% เมื่อเปิดตลาดและดัชนีดาวโจนส์ในตลาดนิวยอร์ก เปิดตลาดปรับขึ้นทันทีกว่า 1%
ขณะที่ตลาดหุ้นเอเชียดิ่งลงแรงถ้วนหน้า ฮ่องกงทรุดหนัก 2.73% ส่วนหุ้นไทยรูด 9.24 จุด ปิดที่ 1,034 จุด
รอยเตอร์สรายงานอ้างแหล่งข่าววงในจากธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) เปิดเผยว่า อีซีบีได้กำหนดงบประมาณสูงสุด สำหรับการทุ่มซื้อพันธบัตรของชาติสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) ไว้ที่ 2 หมื่นล้านยูโรต่อสัปดาห์ และจะไม่พิจารณาการช่วยเหลืออื่นใดๆ
ด้านมูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ประกาศปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือหนี้ระยะยาวของธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ 3 แห่งของฝรั่งเศสลงแล้ว 1 ขั้นโดย บีเอ็นพี พารีบาส์ และเครดิตอากริโกล ลงไปอยู่ที่ Aa3 ส่วนโซซิโอเต เจเนอราลลงไปอยู่ที่ A1 ระบุว่า ทั้งสามธนาคารเกิดสภาวะความตึงตัวในการระดมทุน และปัจจัยพื้นฐานในระดับมหภาค และมีความเสี่ยงสูงที่จะต้องขอความช่วยเหลือจากภาครัฐด้วย







