posttoday
สัมผัสเบื้องหน้าคุ้ยเบื้องหลัง “เรืองไกร” เปลี่ยนไปจริงหรือ?

สัมผัสเบื้องหน้าคุ้ยเบื้องหลัง “เรืองไกร” เปลี่ยนไปจริงหรือ?

24 กุมภาพันธ์ 2553

“ถ้าจะด่าผมจริงๆ ให้ด่าผมได้เลย ถ้าวันใดผมไปดูไบ ไปกัมพูชา วันนั้นคุณด่าผมได้ แต่เวทีนี้ผมขอแค่ไปแสดงความคิดเห็นของผมเท่านั้น”

“ถ้าจะด่าผมจริงๆ ให้ด่าผมได้เลย ถ้าวันใดผมไปดูไบ ไปกัมพูชา วันนั้นคุณด่าผมได้ แต่เวทีนี้ผมขอแค่ไปแสดงความคิดเห็นของผมเท่านั้น”

โดย...ชลธิชา เหลิมทอง

กลายเป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์โดยเฉพาะในแวดวงคนการเมือง  ต่อกรณี “เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ” ที่หลายคนสงสัยว่าอะไรดลใจให้เขาขึ้นเวที  เสวนาเรื่อง “ทิศทางประเทศไทย 2553”  ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ ที่จัดโดยกลุ่มกรุงเทพฯ 50 พรรคเพื่อไทย  เมื่อวันที่ 22 ก.พ.ที่ผ่านมา และที่มากไปกว่านั้นเวทีดังกล่าวยังมี  พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี  วิดีโอลิงก์เข้ามาเป็นวิทยากรคนสำคัญด้วย

“เรืองไกร” กล่าวตอนหนึ่งในเวที เสวนา เกี่ยวกับเรื่อง  คดียึดทรัพย์ที่จะมีขึ้นในวันที่ 26 ก.พ.ที่จะเกิดขึ้นว่า “ถ้าศาลมีคำพิพากษายึดหมด จะทำให้เกิดปัญหาวุ่นวาย คือจะมีปัญหาตามมาว่าจะยึดเงินปันผลด้วยหรือไม่ และการซื้อขายหุ้นเทมาเซกก็ต้องเป็นโมฆะ ก็ต้องไปเอาหุ้นทั้งหมดคืนมาตรงนี้จะทำให้เรื่องยุ่งมาก”

สัมผัสเบื้องหน้าคุ้ยเบื้องหลัง “เรืองไกร” เปลี่ยนไปจริงหรือ? เรืองไกร

ท่าทีดังกล่าวทำให้หลายคนต่างคิดไปต่างๆนาๆ ไม่ได้ว่า  “เรืองไกร” เปลี๋ยนไป๋” หรือ เรืองไกร “เปลี่ยนสี” ???  เกิดอะไรขึ้นกับ “เรืองไกร”    เบื้องลึกเบื้องหลังในเรื่องนี้ไม่มีอะไรที่มากกว่าคำว่า  “เรืองไกรก็เป็นแบบนี้” เป็นคนไม่มีสี ไม่มีข้าง ไม่มีพวก ไม่มีเพื่อน

เกี่ยวกับเรื่องนี้   เรืองไกร ยอมรับว่า ตอนถูกทาบทามไม่มีใครบอกว่า “ พ.ต.ท.ทักษิณ” จะโฟนอินเข้ามาด้วย คิดว่าเป็นการเสวนาเท่านั้น ซึ่งเรื่องนี้เขาไม่ขัดข้อง เพราะไม่ว่าจะเป็นฝ่ายพรรคเพื่อไทยหรือพรรคประชาธิปัตย์เชิญมา เขาก็จะไปทั้งสองพรรคอยู่แล้ว ไม่มีการเลือกข้าง       จนกระทั่งมีคนโทรมาบอกว่า เห็นการ์ดเชิญ มีชื่อ “เรืองไกร”  และระบุว่า  “ พ.ต.ท.ทักษิณ” จะโฟนอิน  สิ่งที่ตามมาก็คือเสียงเตือนจากเพื่อนส.ว.ที่สนิทมากมาย ว่าให้ทบทวนการตัดสินใจอีกครั้ง  ตัดสินใจให้รอบคอบว่าควรไปร่วมงานหรือไม่

แต่สิ่งที่ “ เรืองไกร” สนองตอบได้ในขณะนั้น คือการยิ้มและรับฟังก่อนบอกว่า  “คงไม่เปลี่ยนใจ  และถ้าจะด่าผมจริงๆ ให้ด่าผมได้เลย ถ้าวันใดผมไปดูไบ ไปกัมพูชา วันนั้นคุณด่าผมได้ แต่เวทีนี้ผมขอแค่ไปแสดงความคิดเห็นของผมเท่านั้น”

สำหรับ “เรืองไกร”  แล้ว เขาไม่เห็นด้วยกับการยึดทรัพย์ในบางประเด็น โดยเฉพาะข้อกล่าวหาที่ว่า  พ.ต.ท.ทักษิณ มีพฤติกรรมร่ำรวยผิดปกติ    จากการออก พรก.สรรพสามิตโทรคมนาคม  เพราะเขาเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญได้เห็นชอบแล้ว และกฎหมายฉบับดังกล่าวมีการลงพระปรมาภิไธยแล้ว จึงไม่ควรไปพูดถึงตรงนี้  เพราะถือว่าขั้นตอนมันจบไปแล้ว

แม้ว่าลึกๆ เขายังคาใจว่าแท้จริงแล้วการออก พรก.ตัวนั้นอาจจะมีการเอื้อประโยชน์ต่อเครือชินคอร์ปฯจริง แต่เมื่อกฎหมายออกมาแล้ว และกฎหมายต้องเป็นกฎหมาย เพราะคำพิพากษาของศาลถือว่าเป็นที่สุดผูกพันธ์ทุกองค์กร  “เรืองไกร” ก็เลือกที่จะเก็บความคาใจดังกล่าวเอาไว้  เหมือนกับคดีหวยบนดินที่ไม่สามารถเอาผิดใครได้  เขาก็เลือกที่ยอมรับคำพิพากษาและเก็บความคาใจไว้

นอกจากนี้  “เรืองไกร” ยังไม่เห็นด้วยกับทฤษฎี “วัวกินหญ้า” ของ  แก้วสรร อติโพธิ   คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ (คตส.)  ที่ระบุว่า ถ้าต้องมีการยึดทรัพย์ ต้องยึดให้หมด ทั้งเงินต้นรวมทั้งยึดเงินปันผลด้วย   โดย “เรืองไกร” คัดค้านการยึดเงินปันผลอย่างหัวชนฝา   เพราะเห็นว่าเงินปันผลเป็นเงินพึงได้ของผู้ที่ถือหุ้นชินคอร์ปฯทุกคน

หากจะมีการยึดเงินปันผลของ "พ.ต.ท.ทักษิณ"  จริงจะต้องยึดเงินปันผลของผู้ถือหุ้นคนอื่นๆ ด้วยหรือไม่ เพราะถ้าไม่ยึดจะตอบคำถามเรื่อง 2 มาตรฐานอย่างไร  ในเมื่อมีผู้ได้รับประโยชน์จากการถือหุ้นชินคอร์ปฯจำนวนมาก แต่กลับตั้งธงยึดเฉพาะเงินปันผล 6,000 ล้านของ พ.ต.ท.ทักษิณ เท่านั้น  หากเป็นแบบนี้จริงๆ เชื่อว่าจะเข้าทางกลุ่มคนเสื้อแดง ที่กระพือเรื่อง2 มาตรฐานอยู่ทุกวี่วันแน่  และเขาไม่ต้องการให้กระบวนการยุติธรรมมีคำถามที่อาจจะเป็นบาดแผลคาใจใครหลายคนในอนาคตได้  รวมถึงกรณีการตั้งธงของหลายฝ่าย ต่อกรณีการยึดทรัพย์ที่ว่า  “ถ้าไม่ยึดหมด ก็คงยึดบางส่วน” 

โดย “เรืองไกร” เห็นว่า  ไม่ควรการตั้งธงแบบนั้น เพราะคดียึดทรัพย์เป็นคดีอาญา และ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 227 บัญญัติว่า "ให้ศาลใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวง อย่าพิพากษาลงโทษจนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทำผิดจริง และจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดนั้น  เมื่อมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำผิดหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย"

ซึ่งหมายความว่า...เมื่อศาลชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงในคดีตามที่โจทก์และจำเลยต่างนำสืบแล้ว เห็นได้ว่าพยานหลักฐานของโจทก์ไม่อาจรับฟังได้โดยปราศจากความสงสัยว่าจำเลยได้กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ ให้ยกประโยชน์ให้จำเลยในที่สุด ดังนั้น ในระหว่างที่ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด  ต้องถือว่า "ผู้ต้องหา" หรือ "จำเลย" ไม่มีความผิด!  จึงอยากให้ทุกคนรับฟังคำพิพากษาก่อนที่จะวิจารณ์หรือมีความเห็นใดๆ

ส่วนประเด็นเล็ก ประเด็นน้อยที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกต  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใส่เนกไทน์สีแดง หรือการเรียก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า “ท่านนายกฯทักษิณ” นั้น    หากใครที่ได้พบปะ “เรืองไกร” จะรู้ว่า เนกไทน์สีแดงมีรูปแกะดำตัวเล็กๆอยู่ตรง เส้นนั้น เป็นเนกไทน์ที่ “เรืองไกร” ใส่บ่อยมากที่สุด เพราะเป็นของขวัญที่น้องสาวซื้อให้ ส่วนจะมีความหมายว่าเป็น “แกะดำ” หัวเดียวกระเทียมรีบหรือไม่ก็ไม่ทราบได้

ส่วนคำว่า “ท่านนายกฯ” นั้น   “เรืองไกร” เรียกอดีตนายกฯทุกคนว่า “ท่าน” อยู่แล้ว รวมถึงนายกฯสมัคร ด้วย

แต่เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ “เรืองไกร”  ได้เอ่ยคำสั้นๆ ก่อนการสนทนาทางโทรศัพท์ กับใครหลายๆคนที่โทรมาถามไถ่เรื่องนี้จนสายแทบไหม้ว่า “ขอโทษที่ผมอาจจะทำให้ท่านผิดหวัง  แต่ผมเป็นตัวของผมเอง และไม่มีสามารถมาดึงผมไปอยู่ฝ่ายนั้นฝ่ายนี้ได้”

พร้อมกับบอกก่อนปิดท้ายการสนทนาว่า  “อยากให้ดูกันนานๆ ไม่ต้องมาคาดหวังผมมากนัก เพราะถ้าผมทำผิดคุณก็สามารถตรวจสอบผมได้ทันที จะตรวจบัญชีทรัพย์สินก็ได้พร้อมทุกเมื่อ”    อีกทั้งยังพูดติดตลกว่าหลังจากกลับงานเสวนาคืนนั้น  ตื่นเช้ามาต้องรีบไปหาหมอทันที เพราะรู้สึกว่า “จะมีหางแดงๆ ออกมา ต้องรีบไปให้หมอตัด”  และตอนนี้ใครอยากกินบะหมี่สำเร็จรูปก็มาขอที่ “เรืองไกร” ได้ เพราะได้รับ “ยำยำ” มาเยอะ

สุดท้ายเอาเป็นว่า “ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน” ละกันนะ “เรืองไกร”

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท