
เครือข่ายคนพิการ เปิดเวทีถกรับมือน้ำท่วม
เครือข่ายคนพิการ เปิดเวที-ถกทางรอด-ทางออก ช่วยคนพิการในภาวะภัยพิบัติรับมือน้ำท่วมปีหน้า
เครือข่ายคนพิการ เปิดเวที-ถกทางรอด-ทางออก ช่วยคนพิการในภาวะภัยพิบัติรับมือน้ำท่วมปีหน้า
"ควรมีศูนย์ข้อมูลกลางเพื่อเป็นเครือข่าย ที่จะกระจายข้อมูลข่าวสารสู่คนพิการ"พญ.วัชรา ริ้วไพบูลย์ ผู้อำนวยการสถาบันสร้างเสริมสุขภาพคนพิการ(สสพ.) เสนอทางออกเพื่อช่วยเหลือกลุ่มคนพิการหลังเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ในรอบ 50 ปี ในเวทีการจัดการความรู้ภาวะภัยพิบัติของคนพิการ “บทเรียน ประสบการณ์ : ทางรอดจากภัยพิบัติ” ซึ่งสถาบันส่งเสริมสุขภาพคนพิการ(สสพ.)และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันจัดขึ้น เพื่อระดมความคิด และหาทางออกร่วมกัน โดยจัดขึ้นที่อาคาร APCD บ้านราชวิถี
น้ำท่วมครั้งนี้ทำให้พื้นที่หลายจังหวัดตกอยู่ใต้บาดาลมาเป็นระยะเวลามากกว่าหนึ่งเดือน ผู้คน สิ่งมีชีวิต ต่างได้รับผลกระทบอย่างหนัก ดังที่อาจารย์มณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา สะท้อนว่า แม้นในยามที่สังคมปกติสุข คนพิการยังถือว่าเป็นคนกลุ่มแรกที่ถูกลืมและเป็นคนกลุ่มสุดท้ายที่คนจะระลึกถึง และในภาวะที่สังคมต้องเผชิญทุกข์จากมหาอุทกภัยครั้งนี้ “คนพิการถือเป็นคนที่อยู่ก้นเหว อยู่บนความทุกข์ ทรมาน ทุกสภาวะ ทั้งสถานการณ์ที่เป็นภัยพิบัติและไม่ใช่สถานการณ์ภัยพิบัติ”
ขณะที่ศาสตราจารย์วิริยะ นามศิริพงษ์พันธุ์ ประธานกรรมการมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ สะท้อนถึงสถานการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมาว่าศูนย์ TTRS ซึ่งให้บริการคนหูหนวกมีอุปสรรคในการติดต่อสื่อสาร ได้ส่งข้อมูล SMS , MMS และทางอินเตอร์เน็ต เข้ามาผ่านหมายเลข 1414 นั้น พบว่าคนพิการทางการได้ยิน ไม่ได้รับข้อมูลข่าวสาร ไม่ได้รับการช่วยเหลือเลย
“คิดว่าจากนี้ไปเราต้องมีการทำแผนที่ เพื่อทำให้รู้ว่าคนพิการประเภทไหน อยู่ในพื้นที่ไหนบ้าง ทางด้านการสื่อสาร ต้องทำให้คนพิการสามารถสื่อสารกับหน่วยงานที่จะเข้ามาช่วยเหลือได้ ส่วนศูนย์พักพิงที่ให้บริการ ต้องให้บริการคนพิการในทำนองเดียวกัน กับหน่วยที่ให้บริการคนพิการโดยเฉพาะ เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกัน นอกจากนี้ยังต้องมีมาตรการช่วยเหลือผู้สูงอายุควบคู่ไปกับการช่วยเหลือคนพิการด้วย โดยจะต้องไม่มีการเลือกปฏิบัติ ทั้งนี้จากการลงพื้นที่ไปในศูนย์พักพิงพบว่า ยังขาดการให้ข้อมูลกับคนพิการว่า เมื่อกลับไปเขามีสิทธิประโยชน์อะไรบ้าง ดังนั้นศูนย์พักพิงทุกศูนย์ควรบอกว่าคนพิการมีสิทธิอะไรตามระเบียบที่ควรได้รับบ้าง ” ศ.วิริยะ เสนอแนะ
ด้านนายไมตรี จงไกรจักร์ เครือข่ายบ้านน้ำเค็ม จ.พังงา ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นผู้ประสบภัยกับคลื่นยักษ์สึนามิ ร่วมสะท้อนว่า ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในประเทศไทยถือเป็นกรณีศึกษา จะต้องมีการเตรียมซ้อมรับมือภัยที่เกิดขึ้น อย่างที่บ้านน้ำเค็มมีการเตรียมรับมือภัยพิบัติตลอด โดยในเวลา ปีครึ่งมีคนในชุมชนกว่าร้อยละ 90 เข้าใจการอพยพ ซึ่งจากการซ้อมสามารถอพยพได้เร็วที่สุดอยู่ที่ 19 นาที ที่ทำได้เร็ว เพราะมีการวิเคราะห์จุดปลอดภัย ในขณะที่น้ำท่วมครั้งนี้ไม่มีจุดปลอดภัย ทำให้การอพยพอย่างยากลำบากจากเหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา เครือข่ายบ้านน้ำเค็มและภาคี ได้เดินทางมาช่วยน้ำท่วม โดยหลักการช่วยเหลือจะไม่ทำการสงเคราะห์ แต่จะสร้างชุมชนต้นแบบเพื่อการช่วยตนเองให้ได้ เช่นสร้างครัวให้สมาชิกในศูนย์พักพิงร่วมกันทำอาหาร การจัดการของบริจาค การทำแผนฟื้นฟู เป็นต้น
“ทุกภัยพิบัติที่เกิดขึ้นรัฐไทยไม่มีความสามารถ ไม่กล้าตัดสินใจ หรือขอโทษเมื่อประกาศผิดไป เราต้องกล้าบอกว่าให้รัฐบาลสร้างศูนย์พักพิงทุกเขต ครอบคลุมคนพิการทุกเขต ไม่ฟื้นฟูเฉพาะถนนหนทาง ทุกคนอยากอยู่ใกล้บ้าน เวลาอพยพรัฐก็ไม่ได้บอกว่าจะอพยพตรงไหน ใครดูแล เราพึงรัฐไทยไม่ได้ ไม่ว่ารัฐบาลไหน ดูแลคนทั้งประเทศไม่ได้ ต่อนี้ไปภัยพิบัติจะเกิดขึ้นทุกปี หนักขึ้นเรื่อยๆ เครือข่ายคนพิการตั้งศูนย์กันเอง ” นายไมตรี ระบุ
ขณะที่นายสุเมธ พลคะชา มูลนิธิพระมหาไถ่ ร่วมสะท้อนว่า มูลนิธิพระมหาไถ่ได้เปิดเป็นศูนย์พักพิงเมื่อวันที่ 22 ต.ค. ที่ผ่านมา ช่วงแรกมีคนพิการอยู่กว่า 200 กว่าคน บทเรียนจากภัยน้ำท่วมที่เกิดขึ้น คิดว่าชุมชนที่น้ำไม่ท่วมน่าจะช่วยจัดศูนย์พักพิงที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านได้ แต่ควรจัดพื้นที่สำหรับคนพิการ เช่น ต้องมีห้องน้ำ มีทางลาด และจัดให้คนอัมพฤกอยู่ใกล้ห้องน้ำ คนที่มีอาการทางจิตอยู่กับครอบครัวเขาอีกห้องหนึ่ง ต้องติดป้ายแจ้งข่าวสารให้คนหูหนวกทราบ นี่คือการบริหารจัดการของศูนย์ และควรทำเป็นแผนแม่บท ขณะที่ควรมีการนำเสนอข้อมูลให้คนพิการจะรู้ว่า น้ำจะมาเมื่อไหร่ สูงเท่าไหร่ อยู่นานแค่ไหน ควรเป็นข้อมูลที่เป็นจริง เข้าใจง่าย ปฎิบัติตามได้ และช่วยการตัดสินว่าจะอพยพหรืออยู่บ้าน นอกจากนี้ศูนย์พักพิงที่ตั้งขึ้นในชุมชนควรจะทะเบียนให้ขึ้นกับรัฐ ควรจะมีรถฉุกเฉิน มีแพทย์ พยาบาล เข้ามาดูแลคนพิการ รวมถึงควรทำเป็นคู่มือในการดูแลศูนย์คนพิการขึ้นด้วย
ตัวแทนจากสำนักงานส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ นายพิชญะ ใหญ่แก่นทราย ร่วมสะท้อนว่าสิ่งที่ต้องเริ่มทำคือ ศูนย์เฝ้าระวังเตือนภัย น้ำท่วม สินามิ โคนถล่ม ไฟไหม้ ซึ่งจะเกิดจาก 2 ระบบคือ 1. ระบบชุมชน คือทำแผนที่ชุมชน เพื่อจัดการองค์ความรู้ 2.รัฐบาลและชุมชนร่วมกันจัดการ จะทำอย่างไรเพื่อให้มีแผนป้องกันเตือนภัย ถ้าไม่รู้เส้นทางต้องมีการงวางแผนอย่างรัดกุม หน่วยงานรัฐ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะช่วยเหลือเยียวยา ฟื้นฟู ระยะยาวอย่างไร และให้เชื่อมโยงการป้องกันเข้าไว้ด้วยกัน เรื่ององค์ความรู้ เครือข่ายเป็นสิ่งสำคัญ ที่ต้องมีการจัดระบบให้ดีขึ้น
“ในกรณีเกิดภัยพิบัติควรมีล่ามภาษามือในการช่วยเหลือ ดูแลคนหูหนวก ทั้งที่ต้องการอยู่ที่บ้าน หรือคนที่ย้ายไปที่ศูนย์พักพิง ควรทำงานร่วม อปท. พมจ.องค์กรคนพิการ เพื่อจะได้ทำงานอย่างรวดเร็ว กรณีแจกถึงยังชีพ ให้ประชาชน นอกจากประกาศแล้ว จะต้องมีการชูป้ายบอกด้วย ว่าสามารถรับถุงยังชีพได้ที่ไหน รวมถึงเรื่องการเตือนภัยก็มีความจำเป็น ตัวอย่างเช่น ที่นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น เมื่อเกิดภัยพิบัติ สึนามิ ตอนที่มีหน่วยงานรัฐออกมาแถลงข่าว เขามีล่ามออกมายืนแปลพร้อมกัน ทำให้หูหนวกเขาถึงข้อมูล แต่บ้านเรามีข่าวแค่รายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ไม่มีล่ามภาษามือแปล จึงเสนอว่าควรมีล่ามหรือคำบรรยายใต้ภาพกำกับ” นายยงยุทธ บริสุทธิ์ นายกสมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทย เสนอแนะผ่านล่ามภาษามือ
ด้านพญ.วัชรา ริ้วไพบูลย์ ผู้อำนวยการสถาบันสร้างเสริมสุขภาพคนพิการ(สสพ.) ระบุว่า ในการดูแลคนพิการด้วยกันเอง องค์กรคนพิการในบ้านเรามีความเข้มแข็ง มีนัยยะคล้ายชุมชนเป็นฐาน สามารถให้เขารวมตัวช่วยเหลือกันเอง และจัดศูนย์เฉาะทาง ศูนย์จัดการความรู้ ศูนย์จัดการเดินทาง เป็นต้น โดยมีทางเลือกหลากหลาย การหารือครั้งนี้ถือเป็นข้อเสนอที่หน่วยงานรัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรนำไปขบคิด เพื่อหาทางออกร่วมกัน เพื่อจะได้ช่วยเหลือคนทุกคนในประเทศให้รอดจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ และครั้งแต่ไปในอนาคต
ในการหารือครั้งนี้ที่ประชุมยังสะท้อนร่วมกันว่ามี 4 ระบบหลักที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งหารือร่วมกัน คือ 1). ระบบการเฝ้าระวัง ซึ่งเกิดจากการเฝ้าระวังของชุมชน และการเชื่อมโยงเครือข่าย 2). ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ในการทำแผนเตือนภัย ที่ทำเป็นระบบข้อมูลที่แม่นยำ เชื่อถือได้ ปฎิบัติง่าย และออกแบบระบบการเตือนภัยสำหรับคนพิการ 3). ระบบการช่วยเหลือระยะเร่งด่วน เช่น ระบบช่วยเหลือคนที่ติดเกาะ ไม่มีข้าวกิน ไฟรั่ว จะเอาคนออกมาได้อย่างไร และ 4). กระบวนการฟื้นฟู การเยียวยา ฟื้นฟูคนตกงาน การจัดการเรื่องหนี้ การรวมกลุ่มเรื่องอาชีพ ฟื้นฟูสภาพจิตใจ ซึ่งทั้ง 4 ระบบล้วนเป็นประเด็นที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องนำมาขบคิดและขับเคลื่อนร่วมกัน เพื่อจะได้วางแผนรับมือภัยพิบัติที่อาจจะเกิดขึ้นในครั้งต่อไปได้ทันเวลา







