
'บึ้ม'แรก จุดชนวนป่วนการเมือง
สัญญาณเริ่มไม่สู้ดี!!! หลังพบระเบิดแสวงเครื่องซุกในกระเป๋าเสื้อผ้าสีดำวางอยู่กลางกรุง
โดย...ทีมข่าวการเมือง
สัญญาณเริ่มไม่สู้ดี!!! หลังพบระเบิดแสวงเครื่องซุกในกระเป๋าเสื้อผ้าสีดำวางอยู่กลางกรุง บริเวณเกาะกลางถนนราชดำเนิน หน้าสำนักงานหนังสือพิมพ์สยามรัฐและสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล คล้อยจากวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพียงแค่วันเดียว
จากการสันนิษฐานเบื้องต้น พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 ประเมินว่าน่าจะเป็นการสร้างสถานการณ์ให้เกิดความปั่นป่วน คล้ายกับการก่อเหตุเมื่อครั้งมีเหตุการณ์การชุมนุมประท้วงทางการเมือง
ทางเจ้าหน้าที่จะอธิบายเหตุผลประกอบว่าคนร้ายต้องการสร้างความแตกตื่น เพราะนำกระเป๋าใส่ระเบิดไปวางไว้ในที่ที่สามารถพบเจอได้ง่าย แถมยังเปิดกระเป๋าให้เห็นนาฬิกาที่ตั้งไว้จุดชนวนระเบิด พร้อมตั้งเวลาไว้ 16.30 น. ที่สำคัญถึงจะต่อวงจรครบถ้วน แต่ไม่สามารถระเบิดได้ เนื่องจากมีวงจรบางตัวที่ต้องใช้ไฟฟ้าในการกระตุ้นให้เกิดแรงระเบิด
อานุภาพทำลายล้างของระเบิดกะคร่าวๆ สร้างความเสียหายได้แค่ 10 เมตร เพราะดินดำเป็นชนิดที่พบในประทัด ไม่ใช่ดินระเบิด บรรจุต่อท่อนเหล็กเส้นผ่าศูนย์กลาง 5 นิ้ว สูง 7 นิ้ว พร้อมอุปกรณ์ต่อทำเป็นระเบิด ประกอบด้วย นาฬิกา แบตเตอรี่ขนาด AA จำนวน 4 ก้อน สวิตช์อาร์ม 1 ตัว หลอดไฟทดลอง 1 หลอด สายไฟ เศษนาฬิกาสีเขียว บูสเตอร์ ดินเผา และเศษเหล็กจำนวนมาก
ทว่า คำถามที่ต้องเร่งหาคำตอบเวลานี้ คือ เหตุการณ์เหล่านี้เป็นฝีมือของใคร มุ่งหวังอะไร และจะมีเหตุการณ์ที่รุนแรงขึ้นกว่านี้ต่อไปหรือไม่
พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา รอง ผบ.ตร. ระบุว่า ผู้ก่อเหตุเป็นผู้ไม่หวังดี ต้องการสร้างสถานการณ์ในบ้านเมืองให้รู้สึกว่าบ้านเมืองไม่สงบ อาจจะเป็นการสูญเสียผลประโยชน์ทางใดทางหนึ่ง
ระหว่างที่เจ้าหน้าที่กำลังเร่งแกะรอยติดตามหาตัวคนร้ายผ่านการตรวจสอบกล้องวงจรปิดที่ตั้งไว้โดยรอบ และรอยนิ้วมือบริเวณกระเป๋าที่บรรจุระเบิด ซึ่งไม่รู้ว่าจะใช้เวลานานแค่ไหน ย่อมส่งผลให้ความปั่นป่วนและความหวาดระแวงของสังคมเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ
ตอกย้ำด้วยคำพูดจาก พล.ต.ท.วินัย ทองสอง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ว่า “เหตุการณ์ในลักษณะนี้กำลังเข้าสู่วงจรแบบเดิมๆ ในช่วงที่มีการชุมนุมประท้วงทางการเมืองเกิดขึ้น” ระเบิดป่วนเมืองลูกนี้ซึ่งนับเป็นเหตุป่วนเมืองครั้งแรกในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และไม่รู้ว่าจะลุกลามบานปลายอีกมากน้อยแค่ไหน กำลังจะกลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหม่สำหรับรัฐบาลที่ต้องเร่งคลี่คลาย ก่อนที่จะนำไปสู่เหตุการณ์รุนแรงในอนาคต
ยิ่งในภาวะ “วิกฤตอุทกภัย” เริ่มคลี่คลาย บ้านเมืองกลับตั้งเค้าวุ่นวายยิ่งขึ้น!!!
นอกจากระเบิดป่วนเมือง ช่วงนี้บ้านเมืองปั่นป่วนไปด้วยหลายเหตุการณ์ที่สร้างความเคลือบแคลงให้คนในสังคม ทั้งการยกเลิกงานการแสดงแสงสีเสียงและสื่อผสม เรื่องวัฒนธรรมทองแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 84 พรรษา มหาราช และการฉายภาพพาโนรามาที่กำแพงพระบรมมหาราชวัง
ความเคลือบแคลงยิ่งมากขึ้น เมื่อการยกเลิกกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติเที่ยวนี้เป็นไปอย่างกะทันหัน ที่ตามมาด้วยคำชี้แจงไปคนละทิศละทางจากฝั่งรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นด้วยเหตุผลเพราะจะนำงบประมาณไปช่วยเหลือประชาชนที่ประสบปัญหาอุทกภัยน้ำท่วม หรืองดเพราะไม่อยากแสดงงานรื่นเริง หรือชี้แจงว่าไม่ได้มีการปรับลด แต่มีกำหนดการเช่นนี้ตั้งแต่ต้น
การตัดทอนงานเฉลิมพระเกียรติยังไปซ้ำเติมปมปัญหาเรื่องการขึ้นพระบรมฉายาลักษณ์ผิดพลาดในเฟซบุ๊กส่วนตัวของยิ่งลักษณ์ ที่ทำให้ต้องทำหนังสือกราบบังคมทูลขอพระราชทานอภัยโทษ พร้อมดำเนินการจัดการกับทีมงานทำเฟซบุ๊กส่วนตัว หลังจากเจ้าตัวได้แต่โบ้ยว่าไม่รู้เรื่องในช่วงแรก
ท่ามกลางสังคมไซเบอร์ที่เว็บหมิ่นกำลังแพร่ระบาดลุกลามอย่างหนัก จนหลายฝ่ายเคลื่อนไหวออกมาเรียกร้องกดดันให้รัฐบาลเร่งดำเนินการจัดการ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แกนนำเครือข่ายพลเมืองอาสาปกป้องแผ่นดิน เคยพาคณะบุกทำเนียบฯ ยื่นหนังสือจี้ให้รัฐบาลดำเนินการเร่งด่วน
ทำให้ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.ไอซีที ต้องออกมาโชว์ผลงานว่า 3 เดือนที่ผ่านมาสามารถยับยั้งข้อมูลที่ไม่เหมาะสมไปแล้วมากกว่า 6 หมื่นยูอาร์แอล เทียบกับ 3 ปีของรัฐบาลที่แล้วที่ทำได้เพียงแค่ 7 หมื่นยูอาร์แอล ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้นับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ยังไม่รวมกับ “ปมร้อน” อีกมากมายที่กำลังจะเกิดขึ้น ทั้งการเร่งผลักดันกระบวนการพา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับประเทศ หลายแนวทางที่ยังสะดุดนั่นสะดุดนี่ ไม่ถึงฝั่งฝัน
คดีความต่างๆ ในช่วงการชุมนุมที่กำลังจะเข้าสู่การพิจารณาตามกระบวนการยุติธรรมที่หลายฝ่ายกำลังจับตา ไม่ว่าจะเป็นคดีการสลายการชุมนุมที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ และสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯ ที่เตรียมเข้าชี้แจงต่อเจ้าพนักงาน
ไปจนถึงการเข้ามอบตัวของ อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แกนนำคนเสื้อแดง ที่หนีคดีไปพักใหญ่และเพิ่งเข้ามอบตัว ซึ่งน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นให้อีกหลายๆ คนที่กำลังหลบหนีคดีเข้ามามอบตัว ซึ่งยังมีความเป็นห่วงกันว่าจะเป็นชนวนไปสู่ความรุนแรงระลอกใหม่หรือไม่ โดยเฉพาะกับการสอดรับกับการเร่งผลักดันกระบวนการ “นิรโทษกรรม” ต่างๆ
ระเบิดป่วนเมืองลูกแรกครั้งนี้ จึงเป็นสัญญาณที่อาจทำให้สังคมต้องกลับมาหวาดระแวงเรื่องความปลอดภัยกันมากขึ้น ไม่ต่างจากเทศกาลปีใหม่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ดังจะเห็นจากมาตรการเฝ้าระวังพื้นที่สำคัญต่างๆ มากขึ้น
ภาระที่หนักจากนี้ คือ การที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์จะต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้น ส่วนจะทำได้มากน้อยแค่ไหน อีก 3 วันจากนี้ตามที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ออกมาขีดเส้นว่าจะได้รู้ตัวคนร้าย คงจะเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น







