posttoday
น้ำท่วมซัด ทำประกันภัยต้องเพิ่มทุน

น้ำท่วมซัด ทำประกันภัยต้องเพิ่มทุน

07 ธันวาคม 2554

เงินกองทุนของบริษัทประกันภัยกำลังถูกคุกคามจากสินไหมทดแทนน้ำท่วมที่จะต้องจ่ายออกไปกว่า 2 แสนล้านบาท

โดย...ทีมข่าวการเงิน

เงินกองทุนของบริษัทประกันภัยกำลังถูกคุกคามจากสินไหมทดแทนน้ำท่วมที่จะต้องจ่ายออกไปกว่า 2 แสนล้านบาท กำลังถูกมองข้าม เพียงเพราะภาครัฐหรือสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และสมาคมประกันวินาศภัย ออกมายืนยันว่ามีการส่งประกันภัยต่อไปยังต่างประเทศถึง 95% จึงไม่กระทบต่อฐานะการเงินของบริษัทประกันภัย

ทุกคนพุ่งความสนใจไปที่บริษัทประกันภัยต่อต่างประเทศทิ้งตลาดประเทศไทย ไม่รับประกันภัยธรรมชาติจากไทยในช่วงนี้ ทำให้บริษัทประกันภัยไทยไม่คุ้มครองภัยธรรมชาติจากลูกค้า ถึงกับทำให้รัฐบาลต้องบินไปเจรจากับตลาดลอยด์ ตลาดรับประกันภัยต่อยักษ์ใหญ่ของโลกที่ประเทศอังกฤษ ที่จบลงด้วยการแสดงภาพว่าประสบความสำเร็จในการเจรจาอย่างดี

อีกมุมหนึ่งที่น่ากังวลไม่แพ้กัน คือ ฐานะการเงินของบริษัทประกันภัยในประเทศ มีเพียงพอที่จะจ่ายสินไหมทดแทน ในส่วนที่รับความเสี่ยงไว้เอง รับประกันภัยต่อด้วยกันเองภายในประเทศ และรับประกันภัยต่อจากต่างประเทศหรือไม่ เป็นมุมที่ คปภ.ไม่ได้เปิดเผย

ขณะเดียวกันบริษัทประกันภัยเองก็เลี่ยงที่จะตอบคำถามดังกล่าว โดยอ้างว่า ยังไม่ทราบว่าความเสี่ยงที่รับไว้เองและส่วนที่รับประกันภัยต่อเสียหายเท่าไหร่ ต้องรอให้บริษัทคู่สัญญาแจ้งความเสียหายเข้ามาก่อน

น้ำท่วมซัด ทำประกันภัยต้องเพิ่มทุน

ตัวเลขความเสียหายทั้งสองส่วนนี้ จึงยังเป็นปริศนาจนถึงวันนี้ และเป็นส่วนที่จะชี้เป็น ชี้ตาย บริษัทประกันภัยไทยว่าจะนำพาบริษัทรอดจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่ถาโถมเข้ามาหรือไม่

มาดูกันว่า ในจำนวนเบี้ย 1.2 แสนล้านบาทต่อปี มีการส่งออกไปต่างประเทศถึง 95% จริงตามที่ คปภ.เคยออกมายืนยันว่าจะไม่กระทบกับฐานะบริษัทประกันภัยจริงหรือ

หากหันมามองนโยบาย คปภ.ที่สนับสนุนให้บริษัทประกันภัยในประเทศรับความเสี่ยงไว้เองไม่ต่ำกว่า 30% ของเบี้ยรับทั้งหมดในแต่ละปี หรือไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาทต่อลูกค้า 1 ราย โดยให้ใช้เกณฑ์นี้กับลูกค้าทั่วไปทุกราย

เช่น นาย ก. ทำประกัน 100 ล้านบาท จะต้องเก็บไว้เองตามเกณฑ์ที่ คปภ.กำหนด 30 ล้านบาท ความเสี่ยงที่ถูกส่งต่อไปยังต่างประเทศจะเหลือเพียง 70 ล้านบาท หรือ 70% เท่านั้น ยกเว้นว่าลูกค้าโครงการขนาดใหญ่จริงๆ ที่เก็บไว้ 30 ล้านบาท แล้วสัดส่วนที่ส่งออกไปต่างประเทศยังสูงถึง 95%

การที่ คปภ. เปิดเผยว่า มีการส่งออกเบี้ยประกันภัย 95% จึงไม่น่าจะถูกต้องทั้งหมด อย่างน้อย 30% ของความเสี่ยงทั้งหมดที่บริษัทประกันภัยรับมา จะกระจายอยู่กับบริษัทประกันภัยไทยเอง ในรูปของรับความเสี่ยงไว้เอง ทำประกันภัยต่อระหว่างกันภายในประเทศ และการรับทำประกันภัยต่อแบบแลกสัญญากันเอง

หากคิด 30% จากสินไหมทดแทนน้ำท่วมที่ประมาณการว่าน่าจะทะลุ 2.1 แสนล้านบาทไปแล้ว หมายความว่า บริษัทประกันภัยไทยจะต้องควักเงินจากหน้าตักตัวเองจ่าย 6.3 หมื่นล้านบาท??

ขณะที่เงินซึ่งสามารถนำออกมาจ่ายค่าสินไหมทดแทนได้ จะมาจาก 2 ส่วน คือ ส่วนของเงินสำรองค่าสินไหมทดแทนและค่าสินไหมทดแทนค้างจ่าย ซึ่ง 8 เดือนแรก มี 3.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นสำรองสินไหมทั่วไป ไม่ได้สำรองกรณีสินไหมน้ำท่วมใหญ่ และส่วนที่สอง คือ จากเงินกองทุน ซึ่งเงินกองทุนทั้งระบบของบริษัทประกันภัยในประเทศ ไม่รวมบริษัทประกันสุขภาพ และไม่รวมสาขาต่างประเทศ มีทั้งหมด 6.8 หมื่นล้านบาท

น้ำท่วมซัด ทำประกันภัยต้องเพิ่มทุน

อีกส่วนหนึ่งที่จะกระทบกับฐานะบริษัทประกันภัยไทย คือ มีหลายบริษัทที่มีการรับประกันภัยต่อจากต่างประเทศเข้ามา ซึ่งตัวเลขนี้ คปภ.และบริษัทประกันภัยต่างก็ไม่เปิดเผยความจริงออกมา ที่ยังไม่ทราบว่ามีอีกเท่าไหร่???

จึงน่าสงสัยว่า เงินสองส่วนที่สามารถนำมาจ่ายค่าสินไหมทดแทนได้รวมกันประมาณ 1.01 แสนล้านบาท เมื่อจ่ายออกไปแล้วจะทำให้เงินหน้าตักของบริษัทประกันภัยในประเทศหายไป

นอกจากนี้ จะมั่นใจได้อย่างไรว่า บริษัทต่างประเทศที่เข้ามารับประกันภัยต่อจากไทย จะมีการจ่ายค่าสินไหมทดแทนเร็ว โดยที่บริษัทประกันภัยไทยไม่ต้องควักเงินในกระเป๋าสำรองจ่ายออกไปก่อน

กรณีที่บริษัทประกันภัยไม่สามารถจ่ายค่าสินไหมทดแทนน้ำท่วมที่รับความเสี่ยงไว้เองให้แล้วเสร็จภายในปี 2554 ภาระจะยิ่งเพิ่มขึ้น เพราะต้องตั้งสำรองค่าสินไหมทดแทนจากน้ำท่วมที่ได้รับรายงานเข้ามาแล้ว แต่กระบวนการประเมินสินไหมยังไม่เสร็จสิ้นจึงยังจ่ายออกไปไม่ได้ และจะต้องตั้งสำรองค่าสินไหมที่ยังไม่ได้รับรายงานเผื่อไว้อีก ซึ่งเป็นกรณีว่าเห็นความเสียหายเกิดขึ้นกับลูกค้ารายนั้นแล้ว แต่ลูกค้ารายนั้นยังไม่ได้แจ้งเข้ามา

สิ่งที่น่ากังวล คือ บริษัทประกันภัยไทยมีสภาพคล่องมากพอที่จะนำมาตั้งสำรองเพิ่มอีกหรือไม่?

ค่าสินไหมที่ต้องจ่ายและการตั้งสำรองค่าสินไหมทดแทน จะไปกระทบกับเงินกองทุนของบริษัท ถ้าเงินกองทุนต่ำอยู่แล้ว โอกาสที่เงินกองทุนต่ำกว่า 125% ตามกฎเกณฑ์ของ คปภ.มีสูงมาก

ทั้งนี้ ตามเกณฑ์การดำรงเงินกองทุนตามประเภทความเสี่ยง หรือ RBC กำหนดไว้ว่า “อัตราส่วนเงินกองทุนต่อเงินกองทุนที่ต้องดำรงตามกฎหมาย” หรือ “อัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน (CAR)” ต้องไม่ต่ำกว่า 125% หากต่ำกว่า 125% จะต้องทำการเพิ่มทุน และถ้าเพิ่มทุนไม่ได้จะต้องถูกสั่งให้หยุดธุรกรรมทันที

สิ่งเหล่านี้ คปภ.ควรจะตั้งรับไว้ หากบริษัทประกันภัยไม่มีเงินจ่ายค่าสินไหมทดแทนในส่วนที่รับความเสี่ยงไว้เอง จะทำอย่างไร? และหากเงินกองทุนบริษัทประกันภัยต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ จะมีแผนรองรับอย่างไร?

เหล่านี้เป็นแผนที่ต้องทำควบคู่กันกับการหาบริษัทประกันภัยต่อเข้ามารับประกันภัย และการเร่งจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้รวดเร็วและเป็นธรรม เพราะถ้าเกิดอะไรขึ้นกับบริษัทประกันภัยรายใดรายหนึ่ง ประชาชนจะเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายหนักที่สุด โดยที่ไม่อาจฟ้องร้องหรือเรียกร้องชดใช้ได้เท่าหนี้ที่ประกันภัยค้าง ดั่งที่เคยเกิดขึ้นมากับบริษัทประกันภัยรายแล้วรายเล่า


 

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท