posttoday
พสกนิกรแซ่ซ้อง 'ทรงพระเจริญ'

พสกนิกรแซ่ซ้อง 'ทรงพระเจริญ'

06 ธันวาคม 2554

เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. เวลา 10.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ออกจากอาคารเฉลิมพระเกียรติ 100 ปี

เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. เวลา 10.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ออกจากอาคารเฉลิมพระเกียรติ 100 ปี

โรงพยาบาลศิริราช พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ เพื่อเสด็จออกมหาสมาคม ณ มุขเด็จ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

ตลอดเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินเต็มไปด้วยพสกนิกรซึ่งสวมเสื้อสีชมพู รอเฝ้าฯ รับเสด็จตลอดเส้นทาง พร้อมโบกธงสะบัดไปมา บางรายชูพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ไว้เหนือหัว เมื่อรถยนต์พระที่นั่งเสด็จพระราชดำเนินผ่าน ต่างก็เปล่งเสียง ทรงพระเจริญ เพื่อถวายพระพรอย่างกึกก้อง บางคนปลื้มปีติถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ด้วยความดีใจ

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระพักตร์สดชื่น แจ่มใส และทรงโบกพระหัตถ์ พร้อมแย้มพระสรวลให้กับประชาชนตลอดเส้นทางเสด็จพระราชดำเนิน

เมื่อเสด็จออกมหาสมาคม ณ มุขเด็จ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง พระราช ทานพระบรมราชวโรกาสให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายพระพรชัยมงคล แทนพระบรมวงศานุวงศ์เนื่องในการพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธ.ค. 2554

พสกนิกรแซ่ซ้อง 'ทรงพระเจริญ'

ต่อมา ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี คณะองคมนตรี คณะรัฐมนตรี สมาชิกรัฐสภาคณะทูตานุทูต ข้าราชการกองทหารองครักษ์ กองทหารเกียรติยศผสมสามเหล่าทัพ ตลอดจนพสกนิกร เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ

ยิ่งลักษณ์กล่าวนำถวายพระพรในนามของคณะรัฐมนตรี ข้าราชการฝ่ายพลเรือน ตำรวจ ทหาร และประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า จากนั้นข้าราชการระดับสูงได้ร่วมถวายพระพรและถวายพระพรชัยมงคล ตามลำดับ

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินกลับโดยตลอดเส้นทางเสด็จพระราชดำเนิน พสกนิกรที่เฝ้าฯ รอรับเสด็จต่างได้ชื่นชมพระบารมี และต่างโบกธงชาติไทย ธงตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติพร้อมเปล่งเสียงทรงพระเจริญดังกึกก้อง

ในช่วงเย็น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลในพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธ.ค. 2554 ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยมไหยสูรยพิมาน

ช่วงเวลา 19.35 น. ยิ่งลักษณ์ ได้เป็นประธานพิธีถวายเครื่องราชสักการะ จุดเทียนชัยถวายพระพรและถวายราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

อย่างไรก็ตาม ยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการฝ่ายจัดพิธีถวายพระพรชัยมงคลงานมหรสพสมโภชและนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธ.ค. 2554 ในชื่องาน “เย็นศิระเพราะพระบริบาล” ระหว่างวันที่ 3-9 ธ.ค. 2554 ได้แจ้งว่า การแสดงกิจกรรมภาพยนตร์พาโนรามาสื่อผสมเฉลิมพระเกียรติ ชุด 84 ปี จะจัดในคืนที่ 4 ธ.ค. เป็นวันสุดท้าย เนื่องด้วยประชาชนจำนวนมากยังคงเดือดร้อนจากภาวะน้ำท่วม

ขณะที่บรรยากาศคลื่นมหาชนอันเนืองแน่นในชุดเสื้อสีเหลืองสีชมพู ได้หลั่งไหลสู่โรงพยาบาลศิริราช เพื่อรอรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่เช้ามืด โดยต่างปลาบปลื้มเป็นล้นพ้นเมื่อได้เห็น “ในหลวง” พระราชดำเนินผ่านด้วยสีพระพักตร์ที่แจ่มใส

ดลนภา กลัดบุปผา เล่าว่า มาเฝ้าฯ รับเสด็จ ในหลวงเป็นประจำทุกปีนับครั้งไม่ถ้วน โดยเฉพาะในวันเฉลิมพระชนมพรรษาทุกปี โดยปีนี้มาจับจองพื้นที่ชั้น 1 อาคารเฉลิมพระเกียรติตั้งแต่ 04.00 น. ของวันที่ 4 ธ.ค.

แม้ต้องรอร่วม 10 ชั่วโมง แต่ก็ถือว่าคุ้มค่าที่สุด เนื่องจากได้เห็นพระพักตร์ในหลวง และได้มาถวายพระพรพระมหากษัตริย์ที่ทรงเหน็ดเหนื่อยเพื่อประชาชนคนไทยมานาน

ดลนภา มีความสุขจนหาสิ่งใดเปรียบเมื่อเห็นในหลวงมีพลานามัยที่แข็งแรงสมบูรณ์ เธอยอมรับว่า ไม่สามารถกลั้นน้ำตาไว้ได้

“ตั้งแต่เด็ก พ่อแม่พาดิฉันไปเฝ้าพระองค์ทุกปีจนเป็นนิสัย และเป็นสิ่งที่เราต้องทำ คือมาเฝ้าพระองค์ ถ้าให้นับก็น่าจะมากกว่า 20 ปีแล้ว”

ทิภา นจรีพร แม่บ้านวัย 59 ปี เดินทางมาจาก จ.นครปฐม และ วิภาดา จังทะลู แม่บ้าน วัย 53 ปี ซึ่งอาศัยอยู่ในเขตบางบอน ได้นัดมาเจอกันที่โรงพยาบาลศิริราช

แม้ปัจจุบันบ้านของทั้งคู่ยังถูกน้ำท่วมอยู่ แต่เธอมาค้างคืนตั้งแต่วันที่ 4 ธ.ค. โดยไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยที่ต้องรอคอยถึงจะไม่ได้นอนและไม่ได้รับประทานอาหารก็ตาม นั่นเพราะถือเป็นมงคลที่ได้ชมพระบารมีของในหลวง

“การได้เห็นในหลวงและพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์แบบใกล้ๆ ทำให้เรามีความสุข ชีวิตนี้ไม่ขออะไรแล้ว”

เช่นเดียวกับ สุวรรณา เกนน้ำเปรี้ยว ชาวหนองแขม ที่มาค้างคืนยังโรงพยาบาลศิริราช ตั้งแต่ 06.00 น. ของวันที่ 4 ธ.ค. เธอเล่าว่า รู้สึกซาบซึ้งในน้ำพระทัยของในหลวงเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะปีนี้บ้านน้ำท่วมและได้รับพระราชทานถุงยังชีพของในหลวง ซึ่งเป็นบุญเหนือสิ่งอื่นใด

ดุษฎี ศรีทิพย์ วัย 73 ปี ซึ่งมาเฝ้าฯ รับเสด็จในวันเฉลิมพระชนมพรรษาไม่ต่ำกว่า 10 ปีติดต่อกัน บอกว่า แค่ได้เห็นในหลวงประทับอยู่ในรถยนต์พระที่นั่งผ่านก็รู้สึกปลาบปลื้มจนน้ำตาไหล

นิดา โชติวินิจฉัย กล่าวด้วยเสียงสั่นเครือว่า ตั้งใจมาเฝ้ารับเสด็จฯ ในวันเฉลิมพระชนมพรรษาของทุกๆ ปี เพราะอยากให้ในหลวงทรงรู้ว่าประชาชนรักท่านมาก

ณัฐวดี บุญเหลือ ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย แม้ว่าต้องเดินเท้ามาจากเยาวราชจนถึงสนามหลวง เธอบอกว่าได้ยินพระราชดำรัสไม่ค่อยชัด แต่ก็ดีใจที่ได้ฟังเสียงพระองค์ท่าน

ไม่ต่างจาก นาตยา สุขสมฤกษ์ ซึ่งเดินทางมาจาก จ.สมุทรปราการ ตั้งแต่ 06.00 น. เล่าว่าเคยมีโอกาสเฝ้าฯ รับเสด็จเมื่อครั้งครองราชย์ครบ 60 ปี ทุกครั้งที่นึกถึงพระองค์จะรู้สึกมีกำลังใจอยากทำความดีต่อไป

“หลักคำสอนของพระองค์ที่ตรึงอยู่ในใจดิฉันเสมอคือ หลักความพอเพียง ไม่สุดโต่ง แต่ไม่ใช่ไม่ทะเยอทะยาน ไม่อยากก้าวหน้า แต่ต้องเดินบนทางสายกลาง”

เหล่าข้าราชการก็มาเฝ้ารับเสด็จและน้อมรับกระแสพระราชดำรัสในหลวง สมพร ทองชื่นจิตต์ ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน บอกว่า รู้สึกประทับใจที่พระองค์ทรงห่วงราษฎร ตรัสให้ข้าราชการดูแลราษฎรที่เจอน้ำท่วม ท่านทรงเน้นให้ทุกคนสามัคคีกัน และมีการบริหารจัดการน้ำแบบยั่งยืน

อาภาภัทร วัชโรทัย ภริยานายธานินทร์ วัชโรทัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หนึ่งในคณะบุคคลที่มีโอกาสได้เฝ้าฯ รับเสด็จอย่างใกล้ชิด บริเวณด้านหน้ามุขเด็จ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท เล่าว่า ในขณะที่คณะข้าราชการยืนฟังพระราชดำรัสอยู่นั้น มีหลายคนเป็นลมถึงกับล้มลงไป ทีมแพทย์พยาบาลต้องเข้ามาปฐมพยาบาล ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสเรื่องน้ำท่วม แต่ก็ทรงหันมาทอดพระเนตรบุคคลที่เป็นลม ทำให้รู้สึกซาบซึ้งมาก รู้สึกว่าพระองค์มีความห่วงใย

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท