
บทเรียนวิกฤต...เจริญ ภัสระ ผู้ว่ากปน. 'ถ้าเอาไม่อยู่ผมโดนกระทืบแน่'
วิกฤตมวลน้ำมหาศาลปี 2554 สร้างความเสียหายกันทั่วหน้า การประปานครหลวง (กปน.) ที่มี เจริญ ภัสระ
โดย...ปริญญา ชูเลขา
วิกฤตมวลน้ำมหาศาลปี 2554 สร้างความเสียหายกันทั่วหน้า การประปานครหลวง (กปน.) ที่มี เจริญ ภัสระ นั่งบัญชาการในฐานะผู้ว่าการ แม้จะนำพาองค์กรรอดมาได้อย่างหวุดหวิด แต่ก็เรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ไม่ง่ายดาย
“เจริญ” ถอดบทเรียนช่วงวิกฤตผ่าน “โพสต์ทูเดย์” ในวันที่คิดว่า กปน. “เอาอยู่” ชนิดที่เชื่อว่ามวลน้ำคงไม่อาจทำให้ผู้บริการน้ำประปา 3 จังหวัดที่ กปน.รับผิดชอบต้องถึงกับขาดน้ำใช้
ผู้ว่าการ กปน. เล่าถึงวันก่อนเกิดอุทกภัยครั้งประวัติศาสตร์ว่า ขณะนั้นประเมินกันว่าจะหนัก แต่ไม่คิดว่าจะหนักถึงขนาดเป็นมหาอุทกภัยที่เกินความคาดหมาย เพราะเคยผ่านน้ำท่วมครั้งใหญ่ในปี 2538 มาแล้ว ปีนั้นระดับน้ำที่วัดสําแลไปยังคลองบางหลวงและเชียงราก เสมอพื้น แต่ในปีนี้เพิ่มขึ้นอีก 1 เมตร จึงต้อง เตรียมการและแบ่งงานกันแก้ไขสถานการณ์ ด้วยการดูแลคันคลองเพื่อป้องกันระบบการจ่ายน้ำและระบบกรองน้ำ ตลอดแนว 30 กิโลเมตร รวมถึงส่วนที่ไม่มีคันเขื่อนคอนกรีตอีก 17 กิโลเมตร
ขณะเดียวกันต้องป้องกันระบบผลิตที่เป็นระบบสูบจ่ายไม่ให้ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะระบบไฟฟ้าจะต้องทำงานอยู่ได้ ที่สำคัญวิกฤตน้ำท่วมคราวนี้ คือ “คุณภาพน้ำประปา” จึงต้องเตรียมสารเคมีไว้รองรับ เช่น คลอรีน ด่างทับทิม ถ่านกำมะถัน และสารช่วยเร่งการตกตะกอนทั้งหมด ควบคู่ไปกับการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยทั้งที่อยู่ในเขตพื้นที่และนอกพื้นที่
หลักคิดที่สำคัญที่สุดและใช้เป็นยุทธศาสตร์ให้ เจริญ ฝ่าวิกฤตมาได้ก็คือ การบอกความจริงกับประชาชนให้มากที่สุด ซึ่งวันที่โรงผลิตน้ำที่มหาสวัสดิ์มีปัญหา เขาก็รีบออกมาแถลงความจริงทันที
“ในวันที่ 19 ต.ค. ที่นับว่าวิกฤตที่สุด เพราะน้ำได้ทะลักเข้าคลองประปา ต้องใช้รถแบ็กโฮวางแนวกระสอบทรายเสริมคันดิน แต่แนวคันคลองบางหลวง เชียงรากโดนโจมตี ยิ่งไปกว่านั้นเกิดปัญหากระสอบทรายขาดแคลน เพราะก่อนหน้านี้การประปาได้ระดมวัสดุอุปกรณ์ไปช่วยซ่อมประตูบ้านพร้าว ขนแผ่นชิปพายไปช่วยจนหมดเกลี้ยง พอจะมาแก้ปัญหาของตัวเองกลับหาวัสดุอุปกรณ์ไม่ได้”
จุดวิกฤตที่สุดที่ว่า น้ำได้ทะลักจากสองฝั่งริมคลองประปาในเขต ต.บ้านใหม่ และ ต.หลักหก อ.เมือง จ.ปทุมธานี ระยะทาง 4 กิโลเมตร แต่เหมือนโชคเข้าข้างชาวบ้านและทหารได้มาช่วยกันเสริมแนวคันคลองจนสำเร็จ อีกตัวแปรสำคัญก็คือนักเรียนจากศูนย์วิวัฒน์พลเมือง 1,118 คน เป็นจิตอาสาที่น่ายกย่อง ที่ได้มาช่วยกรอกกระสอบทรายวางตามแนวคันคลองประปา หากไม่ได้พวกเขา สถานการณ์คงย่ำแย่กว่านี้
“พวกเขามีจิตใจดีงามมากและน่าประทับใจ แม้ก่อนรับประทานอาหารทุกมื้อพวกเขาเหล่านี้ยังปฏิญาณตนอย่างน่าชื่นชมว่า เราจะดูแลคลองประปาให้ดีที่สุด”
อย่างไรก็ดี ท่ามกลางความขัดแย้งของมวลชนระหว่างเทศบาลนครปากเกร็ด จ.นนทบุรี และชาวดอนเมือง โดยฝั่งปากเกร็ดได้เสริมคันกั้นน้ำของฝั่งตนเอง แต่ฝั่งตรงข้ามหลักสี่และดอนเมืองไม่ได้ทำ จนทำให้เกิดข้อขัดแย้งเกิดขึ้น และในช่วงที่หลักหกแตกจากการรื้อประตูดำ น้ำก็เข้ามาที่เมืองเอกไหลเข้าคลองประปา จึงต้องเร่งเสริมแนวคันคลองจนถึงแนวโรงกรองน้ำบางเขน ประมาณกว่า 10 กิโลเมตร และต้องตัดสะพานข้ามเพื่อใช้โป๊ะลอยไปวางกระสอบทราย
“แม้จะรู้สึกกดดัน แต่ก็ต้องประคับประคองสถานการณ์ไปให้ได้ ถ้าน้ำใน กทม.ไม่ไหล คนมากระทืบผมแน่ แล้วผมจะมีแผ่นดินอยู่ได้ไง อยู่ไม่ได้แน่ เพราะคนจะตายเป็นพันเป็นหมื่นคน เพราะไม่มีน้ำดื่ม ไม่มีทางจะอยู่ได้ นี่คือสิ่งที่ตัดสินใจทำงานหามรุ่งหามค่ำ งานนี้ปล่อยปละละเลยไม่ได้เด็ดขาด” ผู้ว่าการ กปน.เล่าความรู้สึก
เหตุการณ์ฝั่งตะวันตกก็วิกฤตไม่แพ้กัน โดยเฉพาะที่คลองมหาสวัสดิ์ เกิดปัญหาน้ำลามทุ่งและได้พัดพาสาหร่ายจำนวนมหาศาลมาด้วย จนเป็นเหตุให้ระบบการกรองน้ำอุดตัน ทำให้ในวันที่ 26 ต.ค.ต้องลดการผลิตน้ำประปา จากระบบการผลิตที่มี 3 เฟส เฟส 1 และ 2 ผลิตน้ำประปาไม่ได้ เหลือเฟสเดียว ทำให้ต้องลดกำลังการผลิตน้ำจาก 9 แสนลูกบาศก์เมตร เหลือ 6 แสนลูกบาศก์เมตร และใช้เวลาประมาณ 10 ชั่วโมง ในการกู้ระบบและฟื้นคุณภาพน้ำ เพราะน้ำมีสีและกลิ่นสาหร่ายที่ไม่ได้คุณภาพ
“คุณภาพน้ำอยู่ที่ สี กลิ่น และรส ยืนยันได้ว่าผ่าน เพราะในการกู้กลับคืนมาด้วยการปรับระบบการผลิตและเติมสารเคมีเพิ่มเติมด้วยสารคลอรีน จากการที่ถูกสาหร่ายโจมตี การลดการผลิตเกิดขึ้นมาหลายครั้ง แต่เรื่องคุณภาพถือว่าครั้งนี้เป็นครั้งแรก เพราะปี 2538 การประปายังรักษาคุณภาพน้ำไว้ได้ด้วยการใส่ด่างทับทิมจนน้ำเป็นสีชมพู ประชาชนยังบ่นว่าเหมือนดื่มน้ำชา ครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งร้ายแรงครั้งที่สอง”
บทเรียนในครั้งนี้ทำให้ กปน.เตรียมเสนอโครงการก่อสร้างพนังกั้นน้ำถาวร ใช้งบประมาณ 2,000-3,000 ล้านบาท ตั้งแต่บางเขนขึ้นไปจนถึงวัดสำแล จากระดับ 3.5 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง (ม.รทก.) เป็น 4.5 ม.รทก. เพราะจุดนี้น้ำท่วมสูงถึง 3.9 เมตรโดยจะเร่งนำเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ ถือเป็นโครงการระยะยาวและเร่งด่วน
เจริญ บอกว่า ประโยชน์ของโครงการนี้จะช่วยไม่ให้น้ำเข้ามาในคลองประปาและคุณภาพน้ำจะดีขึ้น หากโครงการแล้วเสร็จจะช่วยป้องกันไม่ให้ลิ่มน้ำเข้ามาในกรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้ โดยจะสร้างถนนคู่ขนานเพื่อให้ชุมชนได้ใช้ประโยชน์ด้วย นอกจากนี้ก็มีแนวทางการศึกษาระบบท่อและการย้ายจุดรับน้ำไปอยู่ที่ จ.ชัยนาท ซึ่งถือเป็นโครงการเดิมที่เคยคิดกันไว้และอาจจะต้องมาทบทวนด้วย นี่คือสิ่งที่จะเดินหน้าใน 2-3 ปีนี้
นอกจากโครงการสร้างพนังกั้นน้ำถาวรในปีหน้าแล้ว กปน.จะมีการปรับสภาพรองรับสถานการณ์ปีหน้าด้วยการปรับเปลี่ยนระบบไฟฟ้า โดยการยกระบบทั้งหมดขึ้นไว้ที่สูงโดยจะทยอยดำเนินการ เพื่อป้องกันระบบสูบน้ำให้เดินเครื่องได้ตลอด และการจ่ายสารเคมีด้วยการวางแผนจะปรับปรุงระบบการจ่ายสารเคมีจากเดิมใช้แรงงานคนเป็นเครื่องจักรหรือคอมพิวเตอร์แทน
ในระยะยาวได้เตรียมวางโครงการย้ายจุดรับน้ำ มิใช่แก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างเดียว แต่จะรวมถึงปัญหาภัยแล้งด้วย ซึ่งมีการประสานงานในการจัดการน้ำกับทั้งกรมชลประทาน และการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) ตลอด เช่น การปล่อยน้ำ หรือการควบคุมน้ำ บังคับน้ำ มั่นใจว่าปีหน้าคงไม่มีความยุ่งยากมาก ยกเว้นจะมีเหตุการณ์ผันผวน เช่น แผ่นดินไหว
“ตอนนี้โลกเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก เป็นวิกฤตของโลกที่กระทบต่อประเทศไทย และคาดการณ์ไม่ได้ว่าปีหน้าจะท่วมหรือไม่ แล้วปีต่อๆ ไปจะเป็นอย่างไร แต่ปีหน้าน้ำในเขื่อนมีจำนวนมากแน่นอน ทำให้การประปามีแหล่งผลิตน้ำแน่นอน”







