
เศรษฐกิจไทยเปราะ หมดหวังพึ่งโลก
จนถึงขณะนี้เริ่มกล่าวได้แล้วว่าคงไม่มีข่าวดีรับปีใหม่ ตั้งแต่น้ำท่วมเศรษฐกิจไทยที่ว่าทรุดแล้ว
โดย...ทีมข่าวการเงิน
จนถึงขณะนี้เริ่มกล่าวได้แล้วว่าคงไม่มีข่าวดีรับปีใหม่ ตั้งแต่น้ำท่วมเศรษฐกิจไทยที่ว่าทรุดแล้ว ยังต้องเจอปัจจัยภายนอกเศรษฐกิจจากต่างประเทศที่เหมือนคนป่วยอาการเรื้อรังรักษาไม่หายขาด โดยเฉพาะเศรษฐกิจในสหภาพยุโรป (อียู) ที่ดูย่ำแย่เกินคาด
การอัดฉีดเงินเสริมสภาพคล่องเข้าสู่ตลาดเงินโลกของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ธนาคารกลางของอังกฤษ แคนาดา ญี่ปุ่น และสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 30 ธ.ค. จึงเป็นข่าวร้ายสะเทือนทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะนั่นหมายความว่า ตลาดเงินยังคงตึงเครียด แม้ที่ผ่านมาธนาคารกลางของประเทศต่างๆ พยายามอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบไปบ้างแล้ว แต่สถานการณ์กลับไม่ดีขึ้น การใช้เงินเพื่ออัดฉีดต่อเนื่องจึงเป็นลางร้ายของเศรษฐกิจ และเป็นวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นครั้งคราว
ในแถลงการณ์ของธนาคารกลางทั้ง 6 แห่งระบุว่า ได้ตกลงที่จะเปิดเครือข่ายสวอปไลน์ชั่วคราว โดยจะลดค่าธรรมเนียมการกู้ยืมเงินเหรียญสหรัฐให้ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ลง 0.5% เริ่มตั้งแต่วันที่ 5 ธ.ค.นี้ เพื่อบรรเทาผลกระทบต่างๆ ช่วยเสริมเครดิตให้แก่ภาคครัวเรือน และภาคธุรกิจ ซึ่งจะช่วยนำไปสู่การกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามมา
แม้บรรยากาศตลาดหุ้นทั่วโลกจะกลับมาสดใสอีกครั้งรับข่าวที่เกิดขึ้น แต่หากยอมรับความเป็นจริงนี่คือข่าวร้าย ไม่ใช่ข่าวดี อย่างน้อยก็สะท้อนภาพในเบื้องต้นได้ว่า ขณะนี้เงินเหรียญสหรัฐขาดสภาพคล่องอย่างหนัก โดยมีต้นตอมาจากปัญหาในอียูที่ทำให้เงินเหรียญสหรัฐขาดตลาด ธนาคารทั้ง 6 แห่งจึงต้องเข้าช่วย
“นี่เป็นผลสะท้อนว่า วิกฤตการเงินกำลังเกิดขึ้น คนเริ่มถือเงินเหรียญสหรัฐมาก ที่น่าห่วงมี 2 อย่างคือ วิกฤตอียูเริ่มสุกงอมใกล้ปะทุเต็มที และพันธบัตรของประเทศในยุโรป เช่น อิตาลี เยอรมนี ขายได้น้อยมาก” บันลือศักดิ์ ปุสสะรังษี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย วิเคราะห์ในเบื้องต้น
ความน่ากังวลที่สะท้อนจากการซื้อขายกระดาษ ที่เรียกว่า พันธบัตร ของประเทศสัญชาติยุโรป หากขายออกช้าหรือขายไม่ได้ตามเป้าหมาย ก็บอกเป็นนัยแล้วว่านักลงทุนขาดความเชื่อมั่นในพันธบัตรของประเทศเหล่านั้น กรณีของพันธบัตรเยอรมันที่ตั้งวงเงินขายไว้ 6,000 ล้านยูโร แต่ขายได้ไม่ถึง 4,000 ล้านยูโร
หากเหตุการณ์ยังเป็นเช่นนี้ ก็เข้าขั้นสาหัส ขนาดพันธบัตรที่มีรัฐบาลของประเทศค้ำประกันแต่นักลงทุนไม่กล้าซื้อ ก็ตั้งข้อสันนิษฐานถึงความผิดปกติได้ในเบื้องต้น
แน่นอนว่าเหตุการณ์นี้ย่อมส่งผลมาถึงไทย และอีกหลายประเทศ โดยเฉพาะภาคการส่งออก ปีหน้าจึงเป็นปีที่ภาคการส่งออกเข้าขั้นหืดจับ จากเศรษฐกิจโลกที่จะเห็นภาวะหดตัวแน่ แม้ว่าการส่งออกของไทยไปยังสหรัฐ หรืออียู จะมีสัดส่วนน้อยลง
โดยไทยหันไปส่งออกยังประเทศในเอเชีย อาเซียนด้วยกันมากขึ้น ได้แก่ จีน ไต้หวัน เกาหลี แต่การส่งออกไปยังประเทศในละแวกเดียวกัน ก็เป็นเพียงการส่งออกเพื่อนำไปประกอบก่อนจะส่งออกต่ออีกทอดไปยังสหรัฐ ฉะนั้นเมื่อคำสั่งซื้อจากสหรัฐ หรืออียูน้อยลง ก็ทำให้การส่งออกเพื่อผลิตต่ออีกทอดในกลุ่มประเทศอาเซียนน้อยลงด้วยเช่นกัน
สำหรับการส่งออกของไทยไปจีน ในสัดส่วน 50% นั้นจีนก็ต้องผลิตเพื่อส่งออกต่อไปยัง สหรัฐ อียู และญี่ปุ่น กรณีปี 2552 ตัวเลขการส่งออกของไทยไปจีนขยายตัว 9% แต่การส่งออกของประเทศจีนกลับหดตัว เพราะจีนเป็นประเทศที่ต้องผลิตเพื่อส่งต่อไปยังประเทศอื่นอีกทอดหนึ่ง
ดังนั้น ตลาดสหรัฐ อียู และญี่ปุ่น จึงเป็นตลาดสำคัญสุดของไทย จากการส่งออกที่เชื่อมโยงเป็นทอด
เมื่อปีหน้าเป็นปีที่ความต้องการซื้อของโลกน้อยลง จึงส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อย่างไรก็ดี แม้สถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นขณะนี้ และจะกินเวลาไปยังปีหน้าทั้งปีคล้ายกับที่เกิดขึ้นในปี 2551 โลกเจอวิกฤตซับไพรม์ แต่ช่วงเวลาขณะนั้นทุกคนยังมีเงินสดในมือ เพียงแต่ขณะนี้คนในโลกไม่มีเงิน
นี่จึงเป็นความต่างที่จะส่งผลไปยังอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีหน้า ซึ่งบางสำนักคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยอาจเติบโตเพียง 1.52% สวนกับกระแสที่ว่าเศรษฐกิจไทยปีหน้าจะเติบโตได้เฉลี่ย 4-5% เพราะเป็นปีแห่งการฟื้นฟูหลังน้ำท่วม
หากพิจารณาสัดส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทย จะพบว่าไทยพึ่งพาการส่งออกถึง 70% ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐมีส่วนกระตุ้นจีดีพีเพียง 16-17% นั่นจึงหมายความว่าต่อให้ภาครัฐฟื้นฟูประเทศ มีการใช้จ่ายภาครัฐเพิ่ม 2 แสนล้านบาท ก็ชดเชยภาคการส่งออกที่หดตัวเกือบ 8 แสนล้านบาทไม่ได้ เมื่อหัวใจหลักไทยยังพึ่งพิงการส่งออกเป็นอันดับ 1
การแก้ปัญหาแบบเลี้ยงไข้ของธนาคารกลางทั้ง 6 แห่ง จึงเป็นเพียงการพยุงสถานการณ์ไม่ให้เลวร้ายไปกว่าที่ทุกคนก็มองไม่เห็นว่าปัญหาจะจบลงเมื่อใด เมื่อปัญหาหลักยังคงอยู่ ทั้งหนี้จำนวนมหาศาลของบรรดาประเทศมหาอำนาจในโลก หลายรัฐบาลต่างขาดดุลมากขึ้น พันธบัตรที่รัฐบาลการันตีก็ยังขายไม่ได้ สิ่งเหล่านี้จึงเป็นปัญหางูกินหางไปจนถึงปีหน้า เมื่อโลกเป็นผู้ป่วยอาการโคม่า ไทยก็ต้องเผชิญความเปราะบางทางเศรษฐกิจอีกปี







