
คุก 6 เดือนเผาเซ็นทรัลเวิลด์อีกคนโดน 3 ปี
ศาลอาญา พิพากษาจำคุก 6 แนวร่วม นปช. 6 เดือน ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ฯ ชุมนุมเซ็นทรัลเวิลด์ 19 พ.ค.53 ส่วนอีกคน โดนคุก 3 ปี 6 เดือน พ่วงขโมยมือถือจากห้าง
ศาลอาญา พิพากษาจำคุก 6 แนวร่วม นปช. 6 เดือน ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ฯ ชุมนุมเซ็นทรัลเวิลด์ 19 พ.ค.53 ส่วนอีกคน โดนคุก 3 ปี 6 เดือน พ่วงขโมยมือถือจากห้าง
ที่ห้องพิจารณา 604 ศาลอาญากรุงเทพใต้ ถ.เจริญกรุง 63 วันที่ 1 ธ.ค.54 เวลา 10.00 น. ศาลอ่านคำพิพากษาคดีปล้นทรัพย์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิล์ด คดีหมายเลขดำที่ ด.2235/2553 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายพินิจ จันทร์ณรงค์ พินิจ อายุ 26 ปี , นายวิศิษฐ์ แก้วหล้า อายุ 33 ปี , นายคมสันต์ สุดจันทร์ฮาม อายุ 42 ปี , นายอาทิตย์ เบ้าสุวรรณ อายุ 29 ปี , นายพรชัย โลหิตดี อายุ 36 ปี , นายยุทธชัย สีน้อย อายุ 23 ปี และนางเจียม ทองมา อายุ 45 ปี ทั้งหมดเป็นแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เป็นจำเลยที่ 1-7 ในความผิดต่อเจ้าพนักงาน , ปล้นทรัพย์ และฝ่าฝืนพระราชกำหนด ( พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548
ตามคำฟ้องเมื่อวันที่ 11 ส.ค.53 ระบุความผิดสรุปว่า เมื่อ 19 พ.ค.53 เวลากลางวัน จำเลยทั้ง 7 กับนายภาสกร ไชยสีทา , นายอัตพล วรรณโต ซึ่งเป็นเยาวชนแยกดำเนินคดีต่างหาก และพวกอีกหลายคน ร่วมกันชุมนุมและมั่วสุมกันที่แยกราชประสงค์ ใช้กำลังทำลายบานกระจก ผนังอาคาร บานกระจกประตู อาคารสรรพสินค้าจนแตกเสียหาย แล้วได้ร่วมกันลักเอาทรัพย์สินต่างๆรวม 18 รายการ โดยจำเลยทั้ง 7 กับพวกมีอาวุธปืนไม่ทราบชนิดขนาดและจำนวนพร้อมเครื่องกระสุนปืนจำนวนหลายนัด ซึ่งใช้ข่มขู่และขู่เข็ญ ว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายต่อชีวิตและร่างกายของเจ้าพนักงานสน.ยานนาวา ขณะได้พบเห็นการกระทำซึ่งหน้าของจำเลยทั้ง 7 กับพวก โดยเจ้าพนักงานได้ปฏิบัติการตามหน้าที่แสดงตนจะเข้าจับกุม จำเลยทั้ง 7 กับพวกได้ใช้อาวุธปืนยิงในบริเวณอาคารห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลล์ จำนวนหลายนัด เหตุเกิดที่แขวงปทุมวัน เขตปทุวัน กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,91,138,140,340,340 ทวิ 340 ตรี ขอให้ศาลได้สั่ง คืนของกลาง ทั้ง 18 รายการ ให้แก่ บริษัทซิตี้เซน (ประเทศไทย) จำกัด และผู้มีชื่อเจ้าของทรัพย์ ที่เป็นผู้เสียหายด้วย
โดยคดีนี้จำเลยทั้ง 7 ให้การรับสารภาพ ข้อหาฝ่าฝืนประกาศ ข้อกำหนด ตาม พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ฯ
ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานทั้งสองนำสืบหักล้างกันแล้ว เห็นว่า แม้คดีนี้เจ้าพนักงาน จะสามารถจับกุมจำเลยทั้ง 7 คน ได้ในที่เกิดเหตุขณะก่อความวุ่นวาย แต่ก็ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยทั้ง7 เป็นผู้ใช้อาวุธปล้นทรัพย์ หรือต่อสู้ขัดขวางการทำงานของเจ้าพนักงาน อีกทั้งยังไม่มีทรัพย์สินของกลางที่ยืนยันว่าจำเลยทั้งหมดเป็นผู้กระทกความผิด คงมีเพียงนายคมสันต์ สุดจันทร์ฮาม จำเลยที่ 3 ที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ( รปภ.) ประจำห้างสรรพสินค้า สามารถตรวจยึดโทรศัพท์มือถือ และ แบตเตอร์รี่ ที่ขโมยมาจากร้านขายโทรศัพท์มือถือ ดังนั้นลำพังที่เจ้าพนักงานสามารถจับกุมจำเลยได้ในที่เกิดเหตุ ยังไม่สามารถสันนิษฐานให้เป็นโทษกับจำเลยได้ พยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักให้เชื่อว่าจำเลยที่1,2,4,5,6 และ 7 กระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์และใช้อาวุธต่อสู้เจ้าพนักงาน แม้จะสามารถตรวจยึดกระสุนปืนเอ็ม 60 จำนวน 100 นัดได้ภายในห้าง แต่เจ้าพนักงานก็ไม่มีหลักฐานยืนยันว่าอาวุธดังกล่าวเป็นของจำเลย
จึงพิพากษาว่าจำเลยที่ 1-7 มีความผิดฐานฝ่าฝืนประกาศข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ฯ ให้จำคุกคนละ 1 ปี แต่จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษกึ่งหนึ่งคงจำคุกไว้คนละ 6 เดือน
ส่วนจำเลยที่ 3 ยังมีความผิดฐานลักทรัพย์ ให้จำคุก 3 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 3 ไว้ทั้งสิ้นเป็นเวลา 3 ปี 6 เดือน และให้จำเลยคืนของกลางคืนแก่ผู้เสียหาย ส่วนข้อหาอื่นให้ยก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับจำเลยที่ 1,2,4,5,6 และ 7 นั้น ขณะนี้ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ฯ และทัณฑสถานหญิงกลาง เกินกว่าอัตราโทษที่ถูกศาลพิพากษาจำคุกเป็นเวลา 6 เดือนแล้ว ก็จะได้รับการปล่อยตัวต่อไป
ส่วนคดีเผาห้างเซ็นทรัลเวิล์ด คดีหมายเลขดำ ด.2478/2553 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายสายชล แพบัว อายุ 29 ปี ชาว จ. ชัยนาท การ์ด แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ( นปช.) และนายพินิจ จันทร์ณรงค์ อายุ 27 ปี เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานวางเพลิงเผาทรัพย์ โรงเรือนที่เก็บสินค้า จนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33,83,91,217,218,224 และฝาฝืน พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 มาตรา 4,5,9,11,18 รวมทั้งข้อกำหนดที่ออกตามมาตรา 9 พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ฯ ลงวันที่ 7 เม.ย.53 และประกาศศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน เรื่องห้ามมิให้มีการชุมนุมหรือมั่วสุม ลงวันที่ 8 เม.ย.53 กรณีเมื่อวันที่ 19 พ.ค.53 จำเลยกับพวกได้บุกเข้าไปใน อาคารเซ็นทาวเวอร์และอาคารเซ็นทรัลเวิลด์ ร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์จนทำให้เกิดเพลิงลุกไหม้เผากองเชื้อเพลิงแล้ว ไฟไหม้ลุกลามเผาอาคารเซ็นทาวเวอร์และไฟไหม้เผาทรัพย์สินต่างๆของผู้เสียหายที่ 1 ถึงผู้เสียหายที่ 270 รวมค่าเสียหายจำนวน 8,890,578,649.61 บาท และเป็นเหตุให้นายกิติพงษ์หรือกิตติพงษ์ สมสูขที่อยู่ภายในอาคารดังกล่าวถึงแก่ความตาย นั้น ขณะนี้คดียังอยู่ระหว่างการสืบพยานโจทก์ของศาลอาญากรุงเทพใต้







