
ทักษิณ...เละ
8...ทีมข่าวการเมือง
ชะตากรรมของประเทศนี้กำลังตกอยู่ในกำมือของ
“ทักษิณ ชินวัตร”จะบีบก็ตายจะคลายก็รอด ทักษิณ ขู่ว่า ถ้าไม่ได้รับความยุติธรรมในการพิจารณาคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท ประเทศนี้จะวุ่นวายเละตุ้มเป๊ะแน่
ความยุติธรรมที่ทักษิณคร่ำครวญอยู่ตลอดเวลา คือ ต้องได้เงินที่ยึดไว้กลับคืนมาเท่านั้น บ้านเมืองถึงจะสงบสุข
หากคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําเเหน่งทางการเมือง ที่จะรู้ดำรู้แดงในวันที่ 26 ก.พ. ไม่เป็นไปตามที่ทักษิณต้องการ นั่นคือ
“ไม่ได้รับความเป็นธรรม” ในสายตาทักษิณ ซึ่งจะทำให้คนเสื้อแดงลุกฮือป่วนประเทศได้ทักษิณประกาศกร้าวผ่านการวิดีโอลิงก์ในงานเสวนา
“ทิศทางประเทศไทย 2553” นับถอยหลังเพียง 4 วันสุดท้ายก่อนวันพิพากษาว่า“
หากคิดจะบีบผมให้ตาย มันไม่มีตายหรอก และถ้ามาบอกว่า เอ็งต้องยอม ถูกยึดทรัพย์ ติดคุกให้หมด อย่างนี้ไม่จบ ถ้าจะมาบีบผมให้ตาย ขอบอกได้ว่า ปี 2553 ไม่ต้องพูดถึงเลย มีแต่เละตุ้มเป๊ะ”จุดยืนของทักษิณยังเหมือนเดิม คือ ทุบโต๊ะขอเจรจากับ
“ผู้มีบารมี” เท่านั้น เพื่อเปิดทางไปสู่การนิรโทษกรรมทุกคดี มิฉะนั้นประเทศจะไม่มีทางสงบสุขคำขู่ของทักษิณที่ว่า การเมืองปี 2553 จะเละตุ้มเป๊ะ จึงชวนสยองว่า ประเทศนี้จะไม่มีทางเดินไปข้างหน้าได้อีกต่อไป ตราบใดที่ข้อเรียกร้องของทักษิณไม่บรรลุผล
ฝันร้ายในเหตุการณ์เมษาจลาจล ที่คนเสื้อแดงล้มการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน และก่อจลาจลป่วนเมือง เผารถเมล์ จนประเทศหยุดชะงัก จึงตามมาหลอกหลอนคนไทยอยู่ว่า หลังการตัดสินคดียึดทรัพย์ ทักษิณจะจุดชนวนก่อสงครามกลางเมืองให้เกิดการแตกหัก ใช้ความรุนแรงเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอีกครั้งหรือไม่
หากไล่เรียงดูเหตุผลของทักษิณ ที่พูดกับคนเสื้อแดงเมื่อสองวันที่ผ่านมา เจ้าตัวให้เหตุผลว่า หากศาลไม่ให้ความเป็นธรรมในคดียึดทรัพย์ การเมืองจะแรงแน่จาก 34 ปัจจัยหลัก ที่สุดจะนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลในปีนี้ นั่นคือ
“รัฐบาลแห่งชาติการเปลี่ยนขั้วการยุบสภาเลือกตั้งใหม่”ซึ่งดูเหมือนทักษิณจะให้ความสำคัญกับ
“รัฐบาลแห่งชาติ” มาก เหมือนที่ลูกพรรคพยายามจุดกระแสมาตลอด เพราะแนวทางนี้สามารถล้มทุกคดีหลังรัฐประหาร 19 ก.ย.แต่สูตรรัฐบาลแห่งชาติซึ่งประกอบด้วยทุกพรรค ทั้งประชาธิปัตย์ และเพื่อไทย ร่วมเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล มี
“คนนอก” เป็นนายกรัฐมนตรี โดยไม่มีฝ่ายค้าน จะเกิดขึ้นได้ ประเทศต้องอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ และสังคมทุกภาคส่วนต้องตกผลึกร่วมกัน แต่วันนี้ปิดประตูตายได้ เพราะการต่อสู้ทางการเมืองยังเดินอยู่ในกรอบประชาธิปไตยที่ฮึ่มๆ กันอยู่ เป็นการเล่นสงครามจิตวิทยาที่ยังต้องเฝ้าระวัง เพราะขู่จะใช้ความรุนแรง
ทักษิณ มั่นใจว่า แรงบวกของคนเสื้อแดงที่เตรียมยกพลด้วยริ้วธงแดงทั่วประเทศมาชุมนุมใหญ่ขับไล่รัฐบาลในเดือน มี.ค. โดยอาศัยผลการตัดสินคดียึดทรัพย์ จะเร่งอุณหภูมิการเมืองให้ถึงจุดแตกหักได้ โดยเจ้าตัวให้เหตุผลว่า
หนึ่ง ประชาชนไม่พอใจระบบสองมาตรฐานมากขึ้น คนเสื้อแดงจากเดิมที่สงสารทักษิณ วันนี้ได้เกิดความเคียดแค้นและกลายเป็นเจ็บแทน จึงพร้อมลุกฮือได้ขับไล่ทุกเวลา หากเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม โดยเฉพาะคดียึดทรัพย์
สอง เกิดการทุจริตในวงกว้างภายในรัฐบาล จนประชาชนปฏิเสธรัฐบาล
และ สาม ปัญหาเศรษฐกิจ แม้ตัวเลขหลายตัวจะออกมาดีทั้งการส่งออก หรือจีดีพีที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แถลงว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 ขยายตัวสูงถึง 5.8% มากกว่าเป้า ทำให้เศรษฐกิจปี 2553 จะขยายตัว 3.54.5% สูงจากคาดการณ์เดิม
แต่ทักษิณทำนายว่า สัญญาณที่เริ่มดีในไตรมาสที่ผ่านมาและไตรมาสแรกของปีนี้เป็นแค่ภาพลวงตา เชื่อว่าที่สุดแล้วในไตรมาส 2 เศรษฐกิจไทยจะเริ่มแผ่วจนถึงปลายปี เพราะเศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มชะลอตัว ซึ่งจะเป็นเหตุให้คนเบื่อรัฐบาลประชาธิปัตย์
ทั้งสามปัจจัยหากเป็นไปตามที่ทักษิณวิเคราะห์ไว้ ก็เชื่อว่ารัฐบาลไม่มีทางอยู่ครบวาระ ต้องพบทางตันจนต้องยุบสภาภายในปีนี้
เพราะหากนายกฯ อภิสิทธิ์ไม่สามารถจัดการมรสุมเหล่านี้ได้ ก็จะทำให้คนเสื้อแดงใช้เป็นเงื่อนไข หยิบยกมาขยายผลเผด็จศึกรัฐบาล เพื่อทักษิณจะได้เดินทางกลับประเทศไทยในปลายปีนี้
ถามว่า เรื่องเหล่านี้จะเกิดขึ้นจริงและกระทบรัฐบาลขนาดนั้นหรือ
สำหรับนายกฯ อภิสิทธิ์ ประเด็นที่น่าห่วงมากที่สุดวันนี้ ยังหนีไม่พ้นเรื่องทุจริตในรัฐบาล
ครั้งที่แล้วนายกฯ อภิสิทธิ์เกือบเสียรังวัดจากปัญหาทุจริตในโครงการไทยเข้มแข็ง กรณีความไม่โปร่งใสในการจัดซื้อภายในกระทรวงสาธารณสุข แต่วันนี้ยังไม่วาย เพราะมีระเบิดเวลาสองลูกใหญ่รอบึ้มใส่รัฐบาลทั้งคณะ
กรณีอื้อฉาวในกระทรวงมหาดไทยที่เริ่มแดงออกมา ทั้งข่าวการซื้อขายตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด การสอบเข้าโรงเรียนนายอำเภอที่มีข่าวเรียกรับเงิน ข่าวการทุจริตประมูลเช่าคอมพิวเตอร์ระบบทะเบียนราษฎร ที่โผล่ขึ้นเป็นดอกเห็ดเป็นเรื่องจุกอกนายกฯ อภิสิทธิ์ เพราะเกี่ยวพันกับพรรคภูมิใจไทย
ขณะที่การจัดซื้อเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดจีที 200 หลายพันล้านบาท ก็พัวพันกับฝ่ายความมั่นคงและ
“ผู้นำกองทัพ”ทั้งสองเรื่องกระทบต่อ
“เสาหลัก” ที่ค้ำยันเก้าอี้นายกฯ อภิสิทธิ์ คือ ภูมิใจไทย โดยเฉพาะกองทัพ ซึ่งทำคลอดรัฐบาลและเป็นปราการคุ้มกันอยู่รัฐบาลจะไปหรือไม่ อยู่ที่การแก้ปัญหาทุจริตเป็นหลัก ถ้าไม่สะสางก็จะล้มเหมือนรัฐบาลชุดที่ผ่านๆ มา ที่ลงเหวเพราะเรื่องเหล่านี้
มรสุมลูกนี้จึงน่าห่วงใยยิ่งสำหรับรัฐบาล เพราะฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ใช้ประเด็นทุจริตล้มรัฐบาลเช่นกัน จากนั้นหากเสื้อแดงปิดบัญชีรัฐบาลไม่ลงในเดือน มี.ค. ก็จะชุมนุมใหญ่แก้ตัวขับไล่รัฐบาลอีกครั้ง
ส่วนภาวะเศรษฐกิจจะดำดิ่งอย่างที่ทักษิณทำนายไว้หรือไม่ ปัจจัยหลักอยู่ที่ความเสี่ยงทางการเมืองที่จะส่งผลกระทบต่อปัญหาเศรษฐกิจมากกว่า
ถ้าการเมืองวุ่น เกิดการจลาจล ป่วนเมืองของคนเสื้อแดงเหมือนที่ทักษิณขู่ไว้ ครั้งนี้ประเทศลงเหวอีกรอบ
วิกฤตการเมืองที่รัฐบาลอภิสิทธิ์เผชิญอยู่ มีเพียงประเด็นทุจริตเท่านั้นที่จะโค่นรัฐบาลเอง แต่หากนายกฯ อภิสิทธิ์มีความเด็ดขาด กล้าจัดการเหมือนที่เกิดขึ้นในกระทรวงสาธารณสุข จนรัฐมนตรีสองคนลาออก หรือกรณีทุจริตชุมชนพอเพียง ก็ช่วยยืดอายุรัฐบาลได้
นี่จึงอยู่ที่นายกฯ อภิสิทธิ์จะมี
“ภาวะผู้นำ” จัดการกับปัญหาทุจริตในกระทรวงมหาดไทยและจีที 200 ได้เพียงใด ถ้าได้ก็จะเป็นเกราะคุ้มกันรัฐบาลที่ดีที่สุดปัจจัยที่เหลือที่จะทำให้ประเทศเละเทะเป็นผุยผงหรือไม่ จึงอยู่ที่ทักษิณคนเดียว
หากจะใช้ความรุนแรงออกนอกกรอบกฎหมายเพื่อขับไล่รัฐบาลให้เร็ว โดยใช้คำพิพากษาคดียึดทรัพย์มาปลุกระดม แน่นอนทักษิณก็จะเป็นฝ่ายเละก่อน เพราะประชาชนส่วนใหญ่ไม่ต้องการให้ประเทศถอยหลังเข้าคลอง หากจะเคลื่อนไหวต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย สันติวิธี บนวิถีทางประชาธิปไตย







